P. 1
Math E-Book Release2.2.04

Math E-Book Release2.2.04

5.0

|Views: 5,692|Likes:
Published by nawapat

More info:

Published by: nawapat on Jul 19, 2010
Copyright:Attribution Non-commercial

Availability:

Read on Scribd mobile: iPhone, iPad and Android.
download as PDF, TXT or read online from Scribd
See more
See less

11/03/2013

pdf

text

original

ใช้ดีถูกใจอย่าลืมอุดหนุนฉบับตี พิ มพ์เป็ นเล่มด้วยนะครับ

* เนื้อหาตามหลักสูตรใหม่ครบทุกบทเรียน ม.4-5-6
* โจทย์ แบบฝึกหัดเตรียมความพร้อมกว่า 2,000 ข้อ
* ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยครบทั้ ง 14 ฉบับ (2541-2548)
* พร้อมเฉลยคําตอบ วิธี คิ ด และเรื่ องที่น่ารู้อี กมากมาย..
เหมาะสําหรับเตรียมสอบประจําภาค ม.4-5-6
สอบโควตารับตรง และสอบเข้ามหาวิทยาลัย
* เนื้อหาตามหลักสูตรใหม่ครบทุกบทเรียน ม.4-5-6
* โจทย์ แบบฝึกหัดเตรียมความพร้อมกว่า 2,000 ข้อ
* ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยครบทั้ ง 14 ฉบับ (2541-2548)
* พร้อมเฉลยคําตอบ วิธี คิ ด และเรื่ องที่น่ารู้อี กมากมาย..
เหมาะสําหรับเตรียมสอบประจําภาค ม.4-5-6
สอบโควตารับตรง และสอบเข้ามหาวิทยาลัย
Release 2.2.04
เซต ตรรกศาสตร์/การให้เหตุผล
ระบบจํานวนจริง/ทฤษฎีจํานวน
เรขาคณิตวิเคราะห์
ความสัมพันธ์/ฟังก์ชัน
กําหนดการเชิงเส้น
ฟังก์ชันตรีโกณมิติ
เอกซ์โพเนนเชียล/ลอการิทึม
เมตริกซ์ เวกเตอร์
จํานวนเชิงซ้อน ทฤษฎี กราฟ
ลําดับ/อนุกรม ลิมิต/ความต่อเนื่อง
อนุพันธ์/การอินทิเกรต สถิ ติ
ความน่าจะเป็น
คณิต มงคลพิ ทักษ์สุข
วศ.บ. ไฟฟ้า จุฬาฯ (เกียรตินิยม)

http://math.reads.it
kanuay@thai.com


2
Math E-Book
Release 2.2.04

เรียบเรียงโดย คณิต มงคลพิทักษ์สุข


เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต (มี.ค.2547 ถึงปัจจุบัน)
ที่เว็บไซต์ http://math.reads.it และ “thaiware.com”
Release 2.2 14 มิถุนายน 2549
Release 2.2.01-03 กรกฎาคม-พฤศจิกายน 2549
Release 2.2.04 26 เมษายน 2550




ตีพิมพ์ครั้งแรก (จาก Release 2.0) ธันวาคม 2548
พิมพ์ครั้งที่ 3 (จาก Release 2.0) ต้นปี 2550
ในชื่อ “คณิตศาสตร์ O-NET & A-NET”
โดยสํานักพิมพ์ SCIENCE CENTER (ธรรมบัณฑิต)
ราคาปก 159 บาท


เอกสารชุดนี้ สงวนลิขสิทธิ์ ตามกฎหมาย
(คุ้มครองถึงรุ่นเอกสารที่เคยเผยแพร่ทั้งหมด)
ห้ามลอกเลียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใด
และห้ามใช้ในการอื่นนอกจากอ่านส่วนบุ คคล
เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร






ฉบับตีพิมพ์มีจําหน่ายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
ร้านซีเอ็ด ร้านแพร่พิทยา หรือโทร.สั่งซื้ อได้ที่

ธรรมบัณฑิ ต
3/1 ถนนอัษฎางค์ ริมคลองหลอด
สนามหลวง เขตพระนคร กทม. 10200
โทร. 0-2225-7160, 0-2221-5884

ธนาณัติสั่งจ่าย ป.ณ.หน้าพระลาน ในนาม “ผู้จัดการ”
โรงแรม
รัตนโกสินทร์
7-Eleven ร้านธรรมบั ณฑิต
ถนนอัษฎางค์ ไปกระทรวงมหาดไทย
คลองหลอด
แผงหนังสื อ
สนามหลวงเดิม
กระทรวง
ยุติธรรม
วัดบูรณศิริ
แม่ธรณี
สนามหลวง







ํา


ิน










คณิตศาสตร O-NET / A-NET
3
เซต ระบบจํานวนจริง
ฟังก์ชัน
ตรีโกณมิติ
เอกซ์โพ.+ลอการิทึม
ลิมิต+ความต่อเนื่อง
อนุพันธ์+อินทิเกรต
เรขาคณิตวิเคราะห์
กําหนดการเชิงเส้น
ความน่าจะเป็น
ตรรกศาสตร์
จํานวนเชิงซ้อน
เมตริกซ์
เวกเตอร์
ทฤษฎีกราฟ
สถิติ ลําดับ+อนุกรม
พื้นฐาน
เพิ่มเติม
a+ss+·
ภายในหนังสื อเล่มนี้ประกอบด้วย เนื้ อหาคณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พ.ศ.2544 ช่วงชั้ นที่ 4 (หรือ ม.4 – ม.6) ครบทุกหัวข้อ (ซึ่งพยายามเขียนให้ กระชับ
ที่สุด) และ โจทย์แบบฝึกหัด ที่เรียงลําดับจากง่ายไปยาก พร้อมทั้งเนื้อหาและเทคนิคการ
คํานวณที่ควรทําความเข้าใจเพิ่มเติม เนื้อหาบางบทเรียนสามารถเริ่มทําความเข้าใจได้ ทันที แต่
บางบทเรียนก็จําเป็นต้องใช้พื้ นฐานความรู้จากบทเรียนอื่นประกอบด้วย ดังนั้นเพื่อป้องกันการ
สับสนผู้อ่านควรศึกษาเรียงตามหัวข้อดังนี้

















นอกจากนี้ ในตอนท้ายยังมี ข้ อสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิชาคณิตศาสตร์ ครบทั้ง 14
ฉบับ (ต.ค.41 ถึง มี.ค.48) และวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรม (2532 ถึง 2548, เฉพาะข้อที่เป็น
คณิตศาสตร์) เพื่อใช้สําหรับฝึกฝนเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย (O-NET / A-NET) อีกด้วย

ในท้ายบทเรียนและท้ายข้อสอบมี เฉลยคําตอบและวิธีคิ ด กํากับไว้ทั้งหมดแล้ว โดย
เฉลยวิธีคิดในหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงการสรุปความคิดรวบยอดของข้ อนั้ นๆ ไม่ได้แสดงวิธีทํา
อย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งนี้เป็นความตั้งใจที่จะเน้นให้ผู้ อ่านได้ลองคิดและเกิดความเข้าใจไป
พร้อมๆ กัน เพื่อให้ทําข้อสอบได้รวดเร็วขึ้น เชื่อว่าหากผู้อ่ านได้ให้เวลาทํ าความเข้าใจเนื้ อหา
อย่างถี ่ถ้วน และฝึกทําโจทย์แบบฝึกหัดไปทีละขั้นๆ พร้อมกับตรวจเฉลยทุกข้อ ก็จะติ ดตาม
บทเรียนจนจบได้อย่างลุล่วง สิ่งที่ต้องการแนะนําในที่นี้คื อ หากมีข้อสงสั ยให้รีบถามจากผู้รู้ ไม่
ควรปล่อยให้ติ ดค้างอยู่ :]


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
4
แนวโจทย์ข้อสอบเข้าฯ ในปัจจุบัน
โจทย์ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยปัจจุบันนี้เปลี่ยนแนวไป ทําให้หลายคนบ่นว่ายากขึ้นมาก
ส่วนตัวผู้เขียนว่าเป็นข้อสอบที่ดีเพราะเริ่มเน้นความเข้าใจในเนื้อหา ในนิยามหลักๆ ของบทเรียน
ลักษณะข้อสอบแบบนี้อันที่จริงไม่ถือว่ายาก แต่ค่อนไปในทางลึกซึ้งมากกว่า คนที่จะทําข้อสอบแบบนี้
ได้ถูก จะต้องรู้ลึกและแม่นจริง สูตรลัดกลายเป็นสิ่งไร้ค่า และการขยันเรียนที่โรงเรียนโดยตลอด
พร้อมกับทําความเข้าใจในแบบฝึกหัดเพิ่มเติมด้วยตนเอง จะได้ผลดีมากกว่าการกวดวิชา

เรียนคณิตศาสตร์ยังไงให้ได้ผลดี
(1) ปัญหาแรกของคนที่บอกว่าตัวเองเรียนไม่รู้เรื่องเลย ทําโจทย์ไม่เป็นเลย อยู่ที่เรียนผิดวิธี
ครับ ถ้าไม่เข้าใจบทเรียนให้ลองถามตัวเองว่าเกิดจากเหตุใดต่อไปนี้
(ก) ไม่ตั้งใจเรียน กรณีนี้ไม่มีวิธีแก้วิธีใดดีไปกว่าการบังคับตั วเองให้ตั้งใจเรียน :]
(ข) ถ้าตั้งใจแล้วแต่ไม่เข้าใจ แปลว่าผู้สอนอาจจะถ่ายทอดได้ไม่ดี แบบนี้คงต้องย้ายไปเรียนกับคนที่
สอนแล้วเข้าใจ (เข้าใจกับสนุก หรือเข้าใจกับมีสูตรลัดเยอะ เป็นคนละเรื่องกันนะครับ!)
(2) ทีนี้พอเข้าใจบทเรียนแล้ว การที่จะทําได้ดีไม่ดี อยู่ที่การฝึกฝนอีกอย่างหนึ่งด้วย (ถ้านั่ง
ฟังอย่างเดียวแต่ไม่ได้ลงมือฝึกด้วยตัวเองเลย ก็คงคล้ายกั บเรียนว่ายน้ําทางที วีนั่นแหละครับ) ยิ่งทํา
โจทย์เยอะและแปลก จะยิ่งได้เปรียบ เพราะความแม่นยําลึกซึ้งในวิชานั้นสอนกันไม่ได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรปรับปรุงคือ แทนที่จะจําวิธีแก้โจทย์เป็นรูปแบบตายตัว อยากให้ “มอง
คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือ” คื อฝึกมองให้กว้างว่าแต่ละเรื่องที่เรารู้นั้น เอาไปเป็นเครื่องมือช่วย
แก้ปัญหาจุดไหนของเรื่องไหนได้บ้าง ต้องบอกได้ว่าทําไมโจทย์ ข้อนี้ถึงควรทําด้วยวิธีนี้ หรือรู้จักมองว่า
เนื้อหาบทไหนเชื่อมโยงถึงกันได้บ้าง (ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้แทรกคําอธิบายถึ งความเกี่ยวโยงไว้ให้บ้าง
แล้ว) การฝึกแบบนี้น่าจะทํ าข้ อสอบได้ดีขึ้นครับ..

นับตั้งแต่เริ่มลงมือพิมพ์จนเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลากว่า 2 ปี และหนังสือเล่มนี้คงจะยังไม่สําเร็จ
ด้วยดีถ้าขาดบุคคลเหล่านี้ หากหนังสือเล่มนี้มีส่วนดีประการใด ก็เป็นเพราะบุคคลทั้งหมดนี้ครับ..
- อาจารย์ทุกท่านโดยเฉพาะอาจารย์คณิตศาสตร์ ที่ได้ให้วิชาความรู้กับผม ขอขอบพระคุณ
อ.ชัยศักดิ์ และ อ.จงดี (สาธิตปทุมวัน) เป็นพิเศษครับ ทั้งสองท่านเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในการสอน
- ป๊า ม้า ยังคงเข้าใจและยอมเรื่อยมา บอยกับน้องยุ ช่วยพิมพ์เฉลยอย่างขยันขันแข็ง
- ผู้เขียนหนังสือเรียนและคู่มือต่างๆ ผู้ออกข้อสอบเข้าฯ รวมทั้งเว็บไซต์ของ สกอ.
- อ.สมพล (กวงเจ็ก) และ อ.พนม สนพ. Science Center ที่ให้โอกาสนําเสนอผลงาน
- ชง สําหรับความคิดริเริ่มพิมพ์ชีท และกล้า สําหรับความคิดเรื่องข้อสอบพื้นฐานวิศวะ
- น้องภัค น้องหนึ่ง น้องโอ๊ต น้องเคน สําหรับข้อสอบทั้งสองวิชา รวมไปถึงน้องๆ ทั้งหลาย
ที่เคยเป็นศิษย์กันมา ตั้งแต่ใช้ชีทลายมือเขียนมาจนกระทั่งพิมพ์เสร็จ (ขึ้นหลักร้อยแล้ว แต่ยังจําได้
ทุกคนครับ) โดยเฉพาะ แอน – เนย์ – เภา – ตู น เป็นน้องกลุ่มแรกที่ได้ใช้หนังสือเล่มนี้ ให้คําแนะนํา
และช่วยตรวจแก้ข้อสอบด้วย
- ความร้ายกาจของ “เจ๊ชุดดํา” ณ อดีตฟู้ดคอร์ทชั้น 3 ที่ทําให้เกิดความคิดว่า จริงๆ คนเรา
ควรทํางานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด.. แล้วผมก็เดินกลับบ้านมาเริ่มพิมพ์หนังสือเมื่อสองปีที่แล้ว!
- Thaiware.com, Se-ed.net, f0nt.com ... สามเว็บไทยใจดี

มีข้อสงสัย คําแนะนํา หรือพบข้อบกพร่อง กรุณาติดต่อผู้เขียนที่ kanuay@thai.com
และสอบถามปั ญหาหรือโจทย์ ต่างๆ ได้ที่เว็บบอร์ดใน http://math.reads.it
ยินดีตอบทุกปั ญหาครับ :]
ขอบคุ ณที่ให้ความสนใจครับ
คณิต มงคลพิทักษ์สุข
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
5
a+-·a+-·-aa-Œ
:·a aa+aIsŒaaa a·ets i ··ets:
ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็ นต้นไป การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนระบบ
เป็นแอดมิ สชั่ นส์ (Central University Admissions System) ซึ่งแบ่งคะแนนสอบออกเป็ น 4 ส่วน
1. GPAX รวมทุกวิชาในระดับ ม.ปลาย [10%]
2. GPA เฉพาะวิชาหลัก 4-5 วิชา ต่างๆ กันไปแล้วแต่คณะที่เลือก [20%]
3. O-NET (Ordinary National Educational Test) สอบรวมทั้งประเทศ [35%-40%]
เป็นข้อสอบบังคับ นักเรียนทุกสาขาจะต้องสอบ มี 5 วิชาได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา (ระยะเวลาในการสอบ วิชาละ 2 ชั่วโมง) ... ซึ่ง
นักเรียนแต่ละคนสอบ O-NET ได้เพียงปีเดียว หลังจบ ม.6
4. A-NET (Advanced National Educational Test) สอบรวมทั้งประเทศ [30%-35%]
เป็นข้อสอบฉบับเพิ่มเติม มีรายวิชาต่างกันไปตามสาขาที่สอบ (ไม่เกิน 3 วิชา และอาจมี
วิชาความถนัดของแต่ละสาขาด้วย เช่น วิศวะฯ สถาปัตย์ ครู ศิลปะ ดนตรี สุขศึกษา) ข้อสอบจะ
ครอบคลุมเนื้อหากว้างและลึกกว่า O-NET (ระยะเวลาในการสอบ วิชาละ 2 ชั่วโมง ยกเว้น
วิทยาศาสตร์ 3 ชั่วโมง) โดยคณิตศาสตร์จะใช้สอบสําหรับนักเรียนที่เลือกสาขาคํานวณเท่านั้น ...
นักเรียนแต่ละคนสอบ A-NET ได้ 3 ปี

หมายเหตุ (1) O-NET และ A-NET มีการจัดสอบปีละ 1 ครั้ง ปลายเดือนกุมภาพันธ์
(2) ทุกวิชาจะมีข้อสอบส่วนอัตนัย เป็นแบบเติมคําตอบสั้นๆ (Short Answer) ด้วย
(3) ชื่อวิชาต่างจากระบบเดิม คือคณิตศาสตร์ 1 (O-NET) จะง่ายกว่าคณิตศาสตร์ 2 (A-NET)

ค่าน้ําหนักของวิชาคณิตศาสตร์ในการสอบแต่ละสาขา

- สาขาบริหารธุรกิจ พาณิชย์ บัญชี เศรษฐศาสตร์ | GPA 4% | O-NET 7% | A-NET 20%
- สาขาวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาเกษตร | GPA 4% | O-NET 8% | A-NET 10%
- สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม | GPA 5% | O-NET 7% | A-NET 10%
- สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ | GPA 4% | O-NET 7% | A-NET 10%
- สาขาสังคมศาสตร์ | GPA 5% (เลือกวิชาอื่นแทนได้) | O-NET 20%
- สาขาการจัดการ การท่องเที่ยว | GPA 5% | O-NET 14%
- สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ | GPA 5% | O-NET 8%
- สาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ | GPA 4% | O-NET 8%
- สาขาวิทยาศาสตร์สาธารณสุข พลศึกษา การกีฬา | GPA 4% | O-NET 7%
- สาขาศิลปกรรม วิจิตรศิลป์ ประยุกต์ศิลป์ | GPA ไม่ใช้คณิตศาสตร์ | O-NET 7%

- สาขามนุษยศาสตร์
| GPA 5% (เลือกวิชาอื่นแทนได้) | O-NET 7-10% | A-NET ไม่แน่นอน


รายละเอียดเพิ่มเติม อยู่ในเว็บไซต์ของ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (NIETS)
http://www.ntthailand.com
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
6
หัวข้อคณิตศาสตร์พื้นฐาน (สําหรั บข้อสอบ O-NET)

บทที่ 1 เซต (ทั้งหมด)
บทที่ 2 ระบบจํานวนจริง (ทั้ งหมดยกเว้ นหั วข้อ 2.2 และ 2.5)
บทที่ 3 ตรรกศาสตร์ (เฉพาะหัวข้อ 3.5)
บทที่ 5 ความสัมพันธ์และฟั งก์ชัน (ทั้งหมดยกเว้นหัวข้อ 5.2 และ 5.5)
บทที่ 7 ฟังก์ชันตรีโกณมิติ (เฉพาะเกริ่นนํา และหัวข้อ 7.9)
บทที่ 8 ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล (เฉพาะหัวข้อ 8.1)
บทที่ 13 ลําดับและอนุกรม (เฉพาะหัวข้อ 13.1 และ 13.4 ที่ไม่เกี่ยวกับอนันต์ )
บทที่ 16 ความน่าจะเป็น (เฉพาะหัวข้อ 16.1 และ 16.6)
บทที่ 17 สถิติ (ทั้งหมดยกเว้ นหัวข้อ 17.5 และ 17.6 และสมบัติต่างๆ)

หัวข้อคณิตศาสตร์เพิ่มเติม (สําหรั บข้อสอบ A-NET)

คือทุกหัวข้ อในหนังสือเล่มนี้
รวมทั้งหัวข้อเพิ่มเติมที่ไม่อยู่ในหนังสือเรียน ได้แก่
บทที่ 2 การหารสังเคราะห์
บทที่ 13 อนุกรมแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่เลขคณิตและเรขาคณิต
บทที่ 16 การนับในกรณีอื่นๆ (หัวข้อ 16.4)
บทที่ 17 สูตรลดทอนในการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
7
a+-aa­
เรื่อง หน้า

บทที่ 1 เซต 11
1.1 สับเซตและเพาเวอร์เซต 12
1.2 แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ และการดําเนินการของเซต 15
1.3 โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเซต 21

บทที่ 2 ระบบจํานวนจริง 31
2.1 สมบัติของจํานวนจริง 32
2.2 ทฤษฎีบทเศษเหลือ และตัวประกอบ 36
2.3 อสมการ 39
2.4 ค่าสัมบูรณ์ 44
2.5 ทฤษฎีจํานวนเบื้องต้น 48
เรื่องแถม ถ้าไม่มีเครื่องคํานวณ จะหาค่ารากที่สองได้อย่ างไร 58

บทที่ 3 ตรรกศาสตร์ 59
3.1 ตัวเชื่อมประพจน์ และตารางค่าความจริง 60
3.2 สัจนิรันดร์ 63
3.3 การอ้างเหตุผล 65
3.4 ประโยคเปิดและตัวบ่งปริมาณ 67
3.5 การให้เหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัย 69
เรื่องแถม มองตรรกศาสตร์ให้เป็นการคํานวณ จากพื้นฐานของดิจิตัล 82

บทที่ 4 เรขาคณิตวิเคราะห์ 83
4.1 เบื้องต้น : จุด 84
4.2 เบื้องต้น : เส้นตรง 86
4.3 ภาคตัดกรวย : พื้นฐานการเขียนกราฟ 92
4.4 ภาคตัดกรวย : วงกลม 94
4.5 ภาคตัดกรวย : พาราโบลา 96
4.6 ภาคตัดกรวย : วงรี 99
4.7 ภาคตัดกรวย : ไฮเพอร์โบลา 102

บทที่ 5 ความสัมพันธ์ และฟังก์ชัน 119
5.1 ลักษณะของความสัมพันธ์ 120
5.2 โดเมน เรนจ์ และตัวผกผันของความสัมพันธ์ 121
5.3 กราฟของความสัมพันธ์ 124
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
8
เรื่อง หน้า

5.4 ลักษณะของฟังก์ชัน 127
5.5 ฟังก์ชันประกอบ และฟังก์ชันผกผัน 131
เรื่องแถม หลั กในการหาโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชัน fog 146

บทที่ 6 กําหนดการเชิงเส้น 147

บทที่ 7 ฟังก์ชันตรีโกณมิติ 157
7.1 ฟังก์ชันตรีโกณมิติในวงกลมหนึ่งหน่วย 158
7.2 ระบบเรเดียน และการลดรูปมุม 160
7.3 สมการตรีโกณมิติ 162
7.4 กราฟของฟังก์ชันตรีโกณมิติ 165
7.5 ฟังก์ชันตรีโกณมิติของผลบวก และผลต่างมุม 166
7.6 ฟังก์ชันผกผันของตรีโกณมิติ 169
7.7 เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ 171
7.8 กฎของไซน์และกฎของโคไซน์ 172
7.9 การประยุกต์หาระยะทางและความสูง 173

บทที่ 8 ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียลและลอการิทึม 187
8.1 ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล และกฎของเลขยกกําลัง 187
8.2 การแก้สมการที่เป็นเอกซ์โพเนนเชียล 191
8.3 ฟังก์ชันลอการิทึม และกฎของลอการิทึม 192
8.4 การแก้สมการที่เป็นลอการิทึม 195
เรื่องแถม จําเป็นต้องตรวจคํ าตอบของสมการ (หรืออสมการ) เมื่อใดบ้าง 204

บทที่ 9 เมตริกซ์ 205
9.1 การบวก ลบ และคูณเมตริกซ์ 206
9.2 ดีเทอร์มินันต์ 208
9.3 อินเวอร์สการคูณ 211
9.4 การดําเนินการตามแถว 215
9.5 การใช้เมตริกซ์แก้ระบบสมการเชิงเส้น 216

บทที่ 10 เวกเตอร์ 227
10.1 การบวกและลบเวกเตอร์ 228
10.2 การคูณเวกเตอร์ด้วยสเกลาร์ 230
10.3 เวกเตอร์กับเรขาคณิต 231
10.4 เวกเตอร์ในพิกัดฉาก และเวกเตอร์หนึ่งหน่วย 233
10.5 ผลคูณเชิงสเกลาร์ 235
10.6 เวกเตอร์ในพิกัดฉากสามมิติ 237
10.7 ผลคูณเชิงเวกเตอร์ 240
เรื่องแถม สิ่งที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ : ลําดับการคิดค้นเนื้อหาคณิ ตศาสตร์ 250
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
9
เรื่อง หน้า

บทที่ 11 จํานวนเชิงซ้อน 251
11.1 การคํานวณเบื้องต้น 252
11.2 สังยุค และค่าสัมบูรณ์ 254
11.3 รูปเชิงขั้ว 256
11.4 สมการพหุนาม 259
เรื่องแถม ใช้ จํ านวนเชิงซ้อนช่วยคํานวณเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ 268

บทที่ 12 ทฤษฎีกราฟ 269
12.1 ส่วนประกอบของกราฟ 270
12.2 กราฟออยเลอร์ 272
12.3 วิถีที่สั้นที่สุด และต้นไม้แผ่ทั่วที่น้อยที่สุด 274

บทที่ 13 ลํ าดับและอนุกรม 279
13.1 ลําดับเลขคณิตและเรขาคณิต 280
13.2 ลิมิตของลําดับอนันต์ 282
13.3 อนุกรมและซิกม่า 284
13.4 อนุกรมเลขคณิต เรขาคณิต และอื่นๆ 285

บทที่ 14 ลิ มิตและความต่อเนื่อง 295
14.1 ทฤษฎีบทเกี่ยวกับลิมิต 296
14.2 ลิมิตในรูปแบบยังไม่กําหนด 298
14.3 ความต่อเนื่องของฟังก์ชัน 300
เรื่องแถม การคํานวณลิมิตในรูปแบบยังไม่ กําหนด ด้วยกฎของโลปีตาล 306

บทที่ 15 อนุพันธ์และการอินทิเกรต 307
15.1 อัตราการเปลี่ยนแปลง 307
15.2 สูตรในการหาอนุพันธ์ 309
15.3 ฟังก์ชันเพิ่ม ฟังก์ชันลด และค่าสุดขีด 312
15.4 สูตรในการอินทิเกรต 317
15.5 อินทิกรัลจํากัดเขต และพื้นที่ใต้โค้ง 319
เรื่องแถม เทคนิคการอินทิเกรตโดยเปลี่ยนตัวแปร 332

บทที่ 16 ความน่าจะเป็น 333
16.1 หลักมูลฐานเกี่ยวกับการนับ 333
16.2 วิธีเรียงสับเปลี่ยน 335
16.3 วิธีจัดหมู่ และกฎการแบ่งกลุ่ม 337
16.4 การนับในกรณีอื่นๆ 339
16.5 ทฤษฎีบททวินาม 341
16.6 ความน่าจะเป็น 345
เรื่องแถม เรื่องของการนับจํานวนความสัมพันธ์ จํานวนฟั งก์ชัน 358
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET
10
เรื่อง หน้า

บทที่ 17 สถิติ 359
17.1 การรวบรวมและนําเสนอข้อมูล 360
17.2 ค่ากลางของข้อมูล 363
17.3 ตําแหน่งสัมพัทธ์ของข้อมูล 374
17.4 ค่าการกระจายของข้อมูล 378
17.5 ค่ามาตรฐาน และการแจกแจงแบบปกติ 383
17.6 ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันระหว่างข้อมูล 388

ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลั ย วิชาคณิตศาสตร์ 1 (14 ฉบับ) 403
ฉบับที่ C | ตุลาคม 2541 408
ฉบับที่ C | มีนาคม 2542 417
ฉบับที่ C | ตุลาคม 2542 426
ฉบับที่ C | มีนาคม 2543 435
ฉบับที่ C | ตุลาคม 2543 444
ฉบับที่ © | มีนาคม 2544 453
ฉบับที่ C | ตุลาคม 2544 462
ฉบับที่ ® | มีนาคม 2545 471
ฉบับที่ ³ | ตุลาคม 2545 481
ฉบับที่ 1 | มีนาคม 2546 492
ฉบับที่ O | ตุลาคม 2546 502
ฉบับที่ O | มีนาคม 2547 512
ฉบับที่ O | ตุลาคม 2547 523
ฉบับที่ O | มีนาคม 2548 532
สถิติคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลั ย วิชาคณิตศาสตร์ 1 541

ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลั ย วิชาพื้นฐานทางวิ ศวกรรม (17 ปี)
(เฉพาะข้ อที่เป็นคณิตศาสตร์)
ชุดที่ 1 | รวมปี 2532 ถึงปี 2541 542
ชุดที่ 2 | รวมตุลาคม 2541 ถึงมีนาคม 2548 573

โจทย์ทดสอบ : เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลั ย
ชุดที่ 1 (มี 2 ส่วน, 70 ข้อ) 588
ชุดที่ 2 (35 ข้อ) 606

ภาคผนวก : Math E-Book ฉบับเข้มข้น 616
ดรรชนี 657


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
11




{ s,e,t }






º··Õè 1 e«µ
“กลุ่มของสิ่งต่างๆ” ในวิชาคณิตศาสตร์จะ
เรียกว่า เซต (Set) เช่น เซตของชื่อวันทั้งเจ็ ด, เซต
ของจํานวนเต็มที่ยกกําลังสองแล้วมีค่าน้อยกว่า 7, เซต
ของจํานวนเฉพาะบวกที่หาร 360 ลงตัว, ฯลฯ สิ่งที่อยู่
ภายในแต่ละเซต เรียกว่า สมาชิ ก (Element หรือ
Member)

นิยมตั้งชื่อเซตด้วยอักษรตัวใหญ่ เช่น A, B, C และเขียนสัญลักษณ์แทนเซตด้วยวงเล็บ
ปีกกา ดังนี้ { } เช่น ให้ A แทนเซตของชื่อวันทั้งเจ็ด, B แทนเซตของจํานวนเต็มที่ยกกําลังสอง
แล้วมีค่าน้อยกว่า 7, C แทนเซตของจํานวนเฉพาะบวกที่หาร 360 ลงตัว, D แทนเซตของจํานวน
เฉพาะบวกที่น้อยกว่า 7, และ E แทนเซตของจํานวนเต็มที่อยู่ระหว่าง 3 ถึง 33 จะได้ว่า
A { = อาทิตย์ , จันทร์, อังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์, เสาร์ }
การเขียนแจกแจงสมาชิกของเซต จะคั่นระหว่างสมาชิกแต่ละตัวด้วยจุลภาค (comma)
B { 2, 1, 0, 1, 2} = − − หรือ B {0, 1, 1, 2, 2} = − −
การเขียนแจกแจงสมาชิกของเซต สามารถสลับที่สมาชิกในเซตได้โดยความหมายไม่เปลี่ยน
C {2, 3, 5} = D {2, 3, 5} = จะกล่าวได้ว่า C D =
สมาชิกตัวที่ซ้ํากันนับเป็นตัวเดียวกัน และไม่ต้องเขียนซ้ํา ( 360 2 2 2 3 3 5 = × × × × × )
E {4, 5, 6, 7, ..., 32} =
หากมีสมาชิกเป็นจํานวนมาก อาจใช้เครื่องหมายจุด “...” เพื่อละสมาชิกบางตัวไว้ในฐานที่เข้าใจ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
12
เซตที่หาจํานวนสมาชิกได้ เรียกว่า เซตจํากัด (Finite
Set) และสัญลักษณ์ที่ใช้แทน “จํานวนสมาชิกของ A” คือ n(A)
เช่นในตัวอย่างข้างต้น n(A) 7 = , n(B) 5 = , n(C) 3 = ,
n(E) 29 = นอกจากนั้น เซตจํากัดที่ไม่มีสมาชิกอยู่เลย จะเรียกว่า
เซตว่าง (Null Set หรือ Empty Set) ใช้สัญลักษณ์ { } หรือ ∅
นั่นคือ n( ) 0 ∅ =

เซตที่จํานวนสมาชิกมากจนหาค่ าไม่ได้ เรียกว่า เซต
อนันต์ (Infinite Set) เช่น F แทนเซตของจํานวนเต็มที่น้อยกว่า 2,
G แทนเซตของจํานวนใดๆ ที่อยู่ระหว่าง 0 กับ 1
F {1, 0, 1, 2, 3, ...} = − − − , n(F) หาค่าไม่ได้
G เขียนแบบแจกแจงสมาชิกไม่ได้ แต่เขียนแบบบอก
เงื่อนไขได้ในรูป { สมาชิก | เงื่อนไข} คือ
G { x | 0 x 1} = < <
อ่านว่า เซตของ x (สมาชิก) โดยที่ 0 x 1 < < (เงื่อนไข)

สัญลักษณ์ที่ใช้แทนคําว่า “เป็นสมาชิกของ” คือ ∈ เช่น 2 B ∈ , 3 C ∈ , 0.5 G ∈
สัญลักษณ์ที่ใช้แทนคําว่า “ไม่เป็นสมาชิกของ” คือ ∉ เช่น 2.5 B ∉ , 4 C ∉ , 0 G ∉

ขอบเขตของสิ่งที่เราสนใจ เรียกว่า เอกภพสัมพัทธ์ (Relative Universe) หรือเซต U
นั่นคือ สมาชิกของเซตทุกเซตจะต้องอยู่ใน U ทั้งหมด และจะไม่สนใจสิ่งที่อยู่ภายนอก U
เช่น ถ้า { 2, 1, 0, 0.5, 7} = − − U และ H { x | x 0 } = > จะได้ว่า H {0, 0.5, 7} =
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น = U เซตของจํานวนเต็ม จะได้ว่า H {0, 1, 2, 3, ...} =
การเขียนเซตแบบบอกเงื่อนไขควรระบุเอกภพสัมพัทธ์กํากับด้วย แต่ถ้าไม่ได้ระบุไว้
โดยทั่วไปให้ถือว่า U เป็นเซตของจํานวนจริงใดๆ ( R)
เช่น H { x | x 0 } = > มีความหมายเดียวกับ H { x | x 0 } = ∈ > R

1.1 สับเซต และเพาเวอร์เซต

สับเซต (Subset) คือเซตย่อย จะกล่าวว่า B เป็นสับเซตของ A ได้ก็ต่อเมื่อ สมาชิกทุกตัว
ของเซต B เป็นสมาชิกของเซต A ด้วย (และ B จะไม่เป็นสับเซตของ A หากว่ามีสมาชิกบางตัวของ
เซต B ไม่เป็นสมาชิกของเซต A) สัญลักษณ์ที่ใช้แทนประโยค “B เป็นสับเซตของ A” คือ B A ⊂
และ สัญลักษณ์ที่ใช้แทนประโยค “B ไม่เป็นสับเซตของ A” คือ B A ⊄

ตัวอย่างเช่น A {m, p, r, w} =
จะมีเซต B ที่ทํ าให้ B A ⊂ ได้ถึง 16 แบบ ดังนี้

{m} {p} {r} {w}
{m, p} {m, r} {m, w} {p, r} {p, w} {r, w}
{m, p, r} {m, p, w} {m, r, w} {p, r, w}
{m, p, r, w}
S .Œs.+.·:· S

·.ao-- {a, b} A ⊂
.-..·.-.‹ a A ∈ ..a b A ∈
S --· :-·‹s-· S
.¬::‹s.·· . - ·.·..:·.·‹`-
{ , 0, 1, {2, 3}, (4, 5)} ∅
- :s·-s :. .-Œ.·‹ .¬:.‹+ ...
... · .¬: ,:· ..a-‹s·-· +·
· ·-s.¬:··.·š· · - ‹s·-·· ·.·š· ·

{(1, 2), (2, 1), {1, 2}, {2, 1}}
-:s·-s :. .-Œ.·‹ -‹s·-· ·:· -‹
s·-· :·· ..a.¬: ,·:·
- ‹s·-· ·: ·· :· es.‹:‹+·· .:‹.¬:
·: · ·.¬: :· es.‹.·.s···..a..‹
:Œs+··¬ ·a-.··

.¬:.s+: s-·`··.a.·-.·-`·.ua·
.·š·.¬:- ·-·.ss··: - :s·-s
.¬:- ·--.· e +..Œ-·.·..:·-a-.‹
.·.·-.·· .:‹·..‹ .·e+s··:·a
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
13
เพิ่มเติม จากเนื้อหาเรื่องการเรียงสั บเปลี่ยนและจัดหมู่
(กฎการนับนี้จะได้ศึกษาอย่างละเอียดในบทที่ 16 หัวข้อ 16.3)
มีของ n ชิ้น หยิบออกมาทีละ r ชิ้น ได้ไม่ซ้ํากันทั้ งสิ้น
− ⋅
⎛ ⎞
=
⎜ ⎟
⎝ ⎠
n n!
r
(n r)! r !
ชุด
โดยที่ x ! 1 2 3 ... x = ⋅ ⋅ ⋅ ⋅
เช่นถ้าเซตหนึ่งมีสมาชิก 7 ตัว จะมีสับเซตที่หยิบสมาชิกมาเพียง 3 ตัว
อยู่
7 7 ! 1 2 3 4 5 6 7
35
3
4! 3! 1 2 3 4 1 2 3
⋅ ⋅ ⋅ ⋅ ⋅ ⋅
= = =
⋅ ⋅ ⋅ ⋅ ⋅ ⋅ ⋅
⎛ ⎞
⎜ ⎟
⎝ ⎠
แบบ
ข้อควรทราบ
1. เซตว่างเป็นสับเซตของทุกเซต A ∅ ⊂
2. เซตทุกเซตเป็นสับเซตของตัวเอง A A ⊂
3. เซตที่มีสมาชิก n ตัว จะมีสับเซตทั้งสิ้น
n
2 แบบ ... (เช่นในตัวอย่างข้างต้ น
4
2 16 = )
4. บางตําราใช้ สัญลักษณ์ ⊂ แทนการเป็น สับเซตแท้ (Proper Subset) ซึ่งจะมีเพียง
n
2 1 − แบบ
เท่านั้น (คือนับเฉพาะเซตที่เล็กกว่าเท่านั้น ไม่นับตัวมันเอง) และใช้สัญลักษณ์ ⊆ แทนการเป็นสับ
เซตใดๆ (นั่นคือ A A ⊆ แต่ A A ⊄ ) ... แต่ในเล่มนี้จะรวบใช้เครื่องหมาย ⊂ แทนการเป็นสับ
เซตใดๆ ทุกแบบ รวมถึงตัวมันเองด้วย

เพาเวอร์เซต (Power Set) คือเซตที่บรรจุด้วยสับเซตทั้งหมดที่เป็นไปได้
เพาเวอร์เซตของ A จะใช้สัญลักษณ์ว่า P(A)
ดังนั้น ถ้า A มีสมาชิก n ตัวแล้ว P(A) ย่อมมีสมาชิก
n
2 ตัว
เช่นในตัวอย่าง A {m, p, r, w} =
จะได้ P(A) {m} {p} {r} {w} {m, p} {m, r} ... {m, p, r, w} = ∅ { , , , , , , , , }











• ตัวอยาง ใหเขียนสับเซตทุกๆ แบบ และเขียนเพาเวอรเซตของ
ก. A {a} =
ตอบ มีสับเซต
1
2 2 = แบบ ไดแก ∅ และ {a}
ดังนั้น P(A) { , {a}} = ∅
ข. B {a, b} =
ตอบ มีสับเซต
2
2 4 = แบบ ไดแก ∅, {a} , {b} และ {a, b}
ดังนั้น P(B) { , {a}, {b}, {a, b}} = ∅
ค. C {2, 3, 5} =
ตอบ มีสับเซต
3
2 8 = แบบ ไดแก ∅, {2} , {3} , {5} , {2, 3} ,
{2, 5} , {3, 5} และ {2, 3, 5}
ดังนั้น P(C) { , {2}, {3}, {5}, {2, 3}, {2, 5}, {3, 5}, {2, 3, 5}} = ∅
ง. D = ∅
ตอบ มีสับเซต
0
2 1 = แบบ ไดแก ∅ ดังนั้น P(D) { } = ∅


S --· :-·‹s-· S
·Œs+æ .·-a.·.·.a·.‹+ ∅ ·· { } ∅
.‹:‹+··s-‹+..

∅ .¬:.‹+· .·.-·...s··.‹s+.·.‹æ ..‹
.sa..s- ‹`·· ·..- - ·.·..:·.·‹·· ·
-a..-·. ­.·~u.·š· { } ·.-Œ

.:‹eŒe..‹·.‹s+`···+¬+. ·.‹ s+.·.‹s ·
`·s- ‹.Œ+`· ··.·š ··.‹s+.‹+.·.‹·.s..‹
- :s··-s..‹.·.‹..Œ.`:‹.·.-.·

·.·.s·· ··· “.¬:.s+.¬:.‹+” { } ∅
¬+..‹.-Œ.·š·.¬:.‹+s ·:‹s.·..Œ.
·.seŒ:s·. ·æ ·-s n( ) 0 ∅ =
.:‹ n({ }) 1 ∅ =
S .Œs.+.·:· S

·.ao-- {a, b} P(A) ∈
.-..·.-.‹ {a, b} A ⊂
· ·-s a A ∈ ..a b A ∈
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
14
• ตัวอยาง กําหนด E { , {0}, { }} = ∅ ∅ ใหหา P(E)
ตอบ , { }, {{0}}, {{ }}, { , {0}}, { , { }}, {{0}, { }}, { , {0}, { }} ∅ ∅ ∅ ∅ ∅ ∅ ∅ ∅ ∅ { }

• ตัวอยาง กําหนด A, B เปนเซตซึ่ง A {1, 3, 5, 7} = และ B {1, 2, 3, 4, 5, 6, 7} = ใหหา
ก. จํานวนแบบของเซต X ซึ่ง X P(A) ∈
ตอบ คําวา X P(A) ∈ ก็ คือ X A ⊂
ดังนั้น มีเซต X ที่ เปนไปไดทั้งหมด
4
2 16 = แบบ
หากศึกษาเรื่องวิธีจัดหมูแลว จะทราบวิธีคํานวณอีกแบบ ดังนี้
4 4 4 4 4
1 4 6 4 1 16
1 4 0 2 3
⎛ ⎞ ⎛ ⎞ ⎛ ⎞ ⎛ ⎞ ⎛ ⎞
+ + + + = + + + + =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠ ⎝ ⎠ ⎝ ⎠ ⎝ ⎠
แบบ

ข. จํานวนแบบของเซต X ซึ่ง X P(A) ∈ และ n(X) 2 <
ตอบ คําวา X P(A) ∈ ก็ คือ X A ⊂ ซึ่งมี 16 แบบ (ดังขอ ก.) แต ขอนี้ตองการ n(X) 2 < เทานั้น
หากศึกษาเรื่องวิธีจัดหมูแลวจึงจะทราบวิธีคํานวณ ดังนี้
4 4 4
1 4 6 11
1 0 2
⎛ ⎞ ⎛ ⎞ ⎛ ⎞
+ + = + + =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠ ⎝ ⎠
แบบ
(แตถายังไม ไดศึ กษา ก็คงตองเขียนนับเอาโดยตรง)

ค. จํานวนแบบของเซต Y ซึ่ง A Y ⊂ และ Y B ⊂
ตอบ ตองการ A Y ⊂ ก็แปลวา สมาชิก 1, 3, 5, 7 ตองอยูใน Y ครบทุกตัว ... และ Y B ⊂ แปลวา
2, 4, 6 จะอยูใน Y กี่ตัวก็ได หรือไมอยูเลยก็ได (เพราะมีเพียง 1, 3, 5, 7 ก็เพียงพอกับเงื่อนไข
Y B ⊂ แลว) ... การที่ 2, 4, 6 จะอยูใน Y กี่ตัวก็ได หรือไมอยูเลยก็ได เปรียบเสมือนการหาสับเซต
ทุกแบบของ {2, 4, 6} นั่ นเอง จึงตอบวา
3
2 8 = แบบ

แบบฝึกหัด 1.1

(1) กําหนด A, B เป็นเซตที่มีลักษณะ A B ⊂ และ A B ≠ ถ้า x A ∈ และ y B ∈ แล้ว
ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(1.1) {x} B ⊂ (1.3) {A} {B} ⊂
(1.2) {y} A ⊄ (1.4) {A} {B} ≠

(2) ให้ A {{ }, a, b, {a}, {a, b}} = ∅ ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(2.1) { } A ∅ ∈ (2.3) {{a}, b} A ⊂
(2.2) { } A ∅ ⊂ (2.4) {a, b} A ∈ และ {a, b} A ⊄

(3) ข้อความต่อไปนี้ถูกต้องหรือไม่
(3.1) ถ้า A B ⊂ และ B C ⊂ แล้ว A C ⊂
(3.2) ถ้า A B ∈ และ B C ∈ แล้ว A C ∈
(3.3) ถ้า A B ⊄ และ B C ⊄ แล้ว A C ⊄



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
15
(4) ให้ A เป็นเซตใดๆ ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(4.1) { x | x A } {A} = = (4.3) { x | {x} A } {A} ⊂ =
(4.2) { x | x A } A ∈ = (4.4) { x | {x} } ⊂ ∅ = ∅

(5) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(5.1) ถ้า n(A) 5 = แล้ว สับเซตของ A มีทั้งหมด 32 แบบ
(5.2) ถ้า n(A) 5 = แล้ว สับเซตแท้ของ A มีทั้งหมด 32 แบบ
(5.3) ถ้า n(A) 5 = แล้ว เพาเวอร์เซตของ A มีทั้งหมด 32 แบบ
(5.4) ถ้า n(A) 5 = แล้ว สมาชิกของเพาเวอร์เซตของ A มีทั้งหมด 32 ตัว

(6) ถ้า A มีสับเซตแท้ 511 เซต แสดงว่า A มีสมาชิกกี่ตัว
และในจํานวน 511 เซตนั้น สับเซตที่มีสมาชิกเพียง 5 ตัวมีกี่เซต

(7) ข้อความต่อไปนี้ถูกต้องหรือไม่
(7.1) ∅ ∈ ∅ (7.5) P( ) ∅ ∈ ∅
(7.2) ∅ ⊂ ∅ (7.6) P( ) ∅ ⊂ ∅
(7.3) { } ∅ ∈ ∅ (7.7) { } P( ) ∅ ∈ ∅
(7.4) { } ∅ ⊂ ∅ (7.8) { } P( ) ∅ ⊂ ∅

(8) ถ้า A { , a, {b}, {a, b}} = ∅ แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(8.1) P(A) ∅ ∈ (8.6) a P(A) ∈
(8.2) { } P(A) ∅ ∈ (8.7) {a} P(A) ∈
(8.3) P(A) ∅ ⊂ (8.8) {b} P(A) ∈
(8.4) { } P(A) ∅ ⊂ (8.9) {{b}} P(A) ∈
(8.5) { , a, {b}} P(A) ∅ ∈ (8.10) { , a, {b}} P(A) ∅ ⊂

(9) ถ้า A { , 1, 2, 3, {1}, {1, 2}, {1, 2, 3}} = ∅ แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(9.1) { , {1}, {1, 2}} P(A) ∅ ∈ (9.3) {{1}, {2}, {3}} P(A) ∈
(9.2) { , {1}, {1, 2}} P(A) ∅ ⊂ (9.4) {{1}, {2}, {3}} P(A) ⊂

(10) [Ent’39] ให้ S {1, 2, 3, 4, 5, 6, 7} = แล้วจงหา n(X) และ n(Y)
เมื่อกําหนด X { A P(S) | 1 A = ∈ ∈ และ 7 A } ∉
และ Y { A X | = ∈ ผลบวกของสมาชิกภายใน A ไม่เกิน 6 }

1.2 แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ และการดํ าเนินการของเซต

การแสดงเซตด้วย แผนภาพของเวนน์และออยเลอร์
(Venn-Euler Diagram) ช่วยให้เห็นลักษณะของเซตชัดเจนขึ้น
การเขียนแผนภาพดังกล่าวนิยมให้เอกภพสัมพัทธ์ U เป็นกรอบ
สี่เหลี่ยม ซึ่งภายในบรรจุรูปปิด (วงกลม วงรี ฯลฯ) ที่ใช้แทน
ขอบเขตของเซต A, B, C ต่างๆ โดยจะเขียนให้มีบริเวณที่เซต
สองเซตซ้อนทับกัน หากว่าสองเซตนั้นมีสมาชิกร่วมกัน ดังภาพ

S --· :-·‹s-· S
-..-a.-.:·...¬: ..a - `·.··
· ..· -s`·Œ...:·.‹ ..···‹s·
.·.s···.··.+· ..Œ.-·· ·..s·.·
.‹:·.‹.·`-..‹...:· -‹s-.-·.s...+
·+.· ·.···os·.:--a·Œs-.+-.·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
16
U
A B
U
A B
U
B
A
A
C
B
2
3
1
0 4
5 7
9
11
U
U
A B
U
A B
U
B
A
U
A B
U
A B
U
B
A
U
A
U
A B
U
A B
U
B
A






A และ B ไม่มีสมาชิกร่วมกัน A และ B มีสมาชิกร่วมกัน A เป็นสับเซตของ B

สมมติว่า A {0, 1, 2, 3, 4} =
B {1, 3, 5, 7, 9} =
C {2, 3, 5, 7, 11} =
จะเขียนแผนภาพได้ดังนี้


การดําเนินการเกี่ยวกับเซต เป็นการทําให้เกิดเซตใหม่ขึ้นจากเซตที่มีอยู่เดิม
1. ยูเนียน (Union : ∪ ) ... เซต A B ∪ คือเซตของสมาชิกที่อยู่ใน A หรือ B ทั้งหมด





ยูเนียนของ A กับ B ได้เป็น B

2. อินเตอร์เซกชัน (Intersection : ∩ ) ... เซต A B ∩ คือเซตของสมาชิกที่อยู่ในทั้ง A และ B
บางตําราใช้สัญลักษณ์เป็น AB (คือ ละเครื่องหมายอินเตอร์เซคชันไว้)





อินเตอร์เซกชันของ A กับ B เป็นเซตว่าง อินเตอร์เซกชันของ A กับ B เป็น A

3. คอมพลีเมนต์ (Complement : ' )
เซต A' คือเซตของสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ใน A
บางตําราใช้สัญลักษณ์เป็น
c
A หรือ A

4. ผลต่าง (Difference หรือ Relative Complement : − )
B A − คือเซตของสิ่งที่อยู่ใน B แต่ไม่อยู่ใน A ... หรือ B A B A' − = ∩
จะเรียก B A − ว่า “คอมพลีเมนต์ของ B เมื่อเทียบกับ A” ก็ได้





ข้อสังเกต โดยทั่วไป n(B A) n(B) n(A) − ≠ − แต่ n(B A) n(B) n(A B) − = − ∩
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
17
สมบัติที่เกี่ยวกับการดําเนินการของเซต
• การแจกแจง • คอมพลีเมนต์ และเพาเวอร์เซต
A (B C) (A B) (A C)
A (B C) (A B) (A C)
A (B C) (A B) (A C)
A (B C) (A B) (A C)
∩ ∪ = ∩ ∪ ∩
∪ ∩ = ∪ ∩ ∪
− ∪ = − ∩ −
− ∩ = − ∪ −

(A B) ' A ' B '
(A B) ' A ' B '
P(A) P(B) P(A B)
P(A) P(B) P(A B)
∪ = ∩
∩ = ∪
∩ = ∩
∪ ⊂ ∪


หมายเหตุ ในภาษาอังกฤษบางครั้งอ่าน A B ∪ ว่า A cup B และอ่าน A B ∩ ว่า A cap B

• ตัวอยาง กําหนด A, B เปนเซตซึ่ง A {1, 3, 5, 7} = และ B {1, 2, 3, 4, 5, 6, 7} = ใหหา
(ในขอ ก. และ ข. จําเปนตองใช ความเขาใจเรื่องวิธีเรียงสับเปลี่ยนและจัดหมู ดวย)
ก. จํานวนแบบของเซต Y ซึ่ง A Y ∩ ≠ ∅ และ Y B ⊂
ตอบ วิธีคิ ดตางจากตัวอยางที่แล ว ( A Y B ⊂ ⊂ ) เล็ กนอย ... ขอนี้ตองการ A Y ∩ ≠ ∅ แสดงวา
สมาชิก 1, 3, 5, 7 ตองมีอยูใน Y (มีกี่ ตัวก็ได แตไม มีเลยไม ไดเพราะจะทําให A Y ∩ = ∅)
การอยูกี่ตัวก็ ได แตไมอยูเลยไมได ก็คือการหาสั บเซตทุกแบบของ {1, 3, 5, 7} ที่ ไม ใชเซตวาง นั่นเอง ใน
ขั้นตอนนี้จึงได
4
2 1 15 − = แบบ ...
อีกเงื่อนไขคือ Y B ⊂ แปลวา 2, 4, 6 จะอยูใน Y กี่ตัวก็ ได หรือไม อยูเลยก็ ได (เพราะมีเพียง
บางตัวของ 1, 3, 5, 7 ก็เพียงพอกับเงื่อนไข Y B ⊂ แลว) ... ขั้ นนี้เหมือนตัวอย างที่แลว จึงได
3
2 8 =
แบบ ... คําตอบขอนี้ตองนําสองเงื่อนไขมาประกอบกัน สรุปวาทั้งสองขั้นตอนทําใหไดผลลั พธตางๆ กัน
ทั้งสิ้น 15 8 120 × = แบบ

ข. จํานวนแบบของเซต Z ซึ่ง {1, 2, 3} Z ∩ ≠ ∅ และ Z A ⊂
ตอบ วิธีคิ ดเหมือนขอ ก. ... นั่ นคือ ตองการ {1, 2, 3} Z ∩ ≠ ∅ แสดงวา สมาชิก 1, 3 ตองมีอยูใน Z
(มีกี่ตัวก็ ได แต ไมมีเลยไม ไดเพราะจะทําให A Z ∩ = ∅ ) ที่สํ าคัญคือ สมาชิก 2 หามอยูใน Z เพราะจะ
ขัดแยงกับอีกเงื่อนไข ( Z A ⊂ ) ... ในขั้นตอนนี้จึงได
2
2 1 3 − = แบบ ...
อีกเงื่อนไขคือ Z A ⊂ แปลวา 5, 7 จะอยูใน Z กี่ตัวก็ ได หรือไม อยูเลยก็ ได (เพราะมีเพียง
บางตัวของ 1, 3 ก็เพียงพอกับเงื่อนไข Z A ⊂ แลว) ... ขั้ นนี้เหมือนตัวอย างที่แลว จึงได
2
2 4 = แบบ
... คําตอบขอนี้ ต องนําสองเงื่อนไขมาประกอบกัน สรุปวาทั้งสองขั้ นตอนทําใหไดผลลัพธตางๆ กันทั้งสิ้น
3 4 12 × = แบบ

ค. จํานวนแบบของเซต Z ซึ่ง {1, 2, 3} Z ∩ = ∅ และ Z A ⊂
ตอบ ขอนี้งายที่ สุด เนื่องจาก ต องการ {1, 2, 3} Z ∩ = ∅ แสดงว า สมาชิก 1, 2, 3 หามมีอยูใน Z
เลยแมแตตัวเดียว เมื่อประกอบกั บอีกเงื่อนไขคือ Z A ⊂ จึงไดวา สมาชิ ก 5, 7 เทานั้ นที่จะอยูใน Z (กี่
ตัวก็ได หรือไม อยูเลยก็ได เพราะแม Z = ∅ ก็ยังทําใหเงื่ อนไข Z A ⊂ เปนจริงอยูดี) ... จึงได คํ าตอบ
เปน
2
2 4 = แบบ



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
18
C P(C)
2 4 60
• ตัวอยาง ถา C { } 0 {{ }, 0} { , {0}} {{ , {0}}} = ∅ ∅ ∅ ∅ ∅ { , , , , , } ใหหาคาของ
ก. n(P(C))
ตอบ เนื่องจาก n(C) 6 = ดังนั้น
6
n(P(C)) 2 64 = =

ข. n(P(C) C) −
ตอบ n(P(C) C) − ไมไดคิดจาก 64 6 58 − = ... เพราะโดยทั่วไปสมาชิกของ C นั้ นไมไดอยูใน
P(C) ทั้งหมด การจะคิด n(P(C) C) − ตองดูวา สมาชิกของ C นั้นอยู ใน P(C) กี่ตัว
เริ่มพิจารณาเรียงไปทีละตัว เริ่มจาก ∅ “อยู” (เพราะ ∅ เปนสับเซตของทุกเซต นอกจากนั้น
การเขียนเพาเวอรเซตใหเปนระเบียบยังมักจะเริ่มดวย ∅) ... ตอมา { } ∅ ก็ “อยู” อยูในขั้นตอนที่หยิบ
สมาชิกจาก C ไปหนึ่งตัว (เซตวางที่ปรากฏในนี้เป นสมาชิกตัวแรกสุดใน C ) หรือกล าววา “อยู ” เพราะ
C ∅ ∈ ... ตอมา 0 อั นนี้ “ไม อยู ” เพราะไมใชเซต สิ่งที่อยู ในเพาเวอรเซตใดๆ ได ตองเปนเซต!... ตอมา
{{ }, 0} ∅ อันนี้ “อยู” มาจากขั้นตอนที่หยิบสมาชิกจาก C ไปสองตัว (ในที่นี้เปนตัวสองกับตัวสาม) หรือ
กลาววา “อยู” เพราะ { } C ∅ ∈ และ 0 C ∈ ... ตอมา { , {0}} ∅ อั นนี้ “ไมอยู ” เพราะ {0} C ∉ ...
และสุดทาย {{ , {0}}} ∅ อันนี้ก็ “อยู” เพราะวา { , {0}} C ∅ ∈ มาจากขั้นตอนที่หยิบสมาชิกจาก C ไป
หนึ่งตัว (เปนตัวที่หา) นั่นเอง
สรุปแลว สมาชิ กของ C นั้นอยูใน P(C) 4 ตัว ดังนั้น n(P(C) C) 64 4 60 − = − =

ค. n(C P(C)) −
ตอบ n(C P(C)) − ก็ ไม ไดคิ ดจาก 6 64 − ... แต ตองดูวา สมาชิกของ P(C) นั้ นอยู ใน C กี่ตัว ซึ่งมี
วิธีคิดเชนเดียวกั บขอ ข. คือได 4 ตัว หรือกลาววา n(C P(C)) 4 ∩ = ... ดังนั้น จึงทํ าให
n(C P(C)) 6 4 2 − = − =
หากดูแผนภาพประกอบจะเขาใจยิ่งขึ้น
เราทราบวา (ขอ ก.) n(C) 6 = และ n(P(C)) 64 =
จากนั้นนับในขอ ข. วา n(C P(C)) 4 ∩ =
จึงได (ข.) n(C P(C)) 2 − = และ (ค.) n(P(C) C) 60 − =

ง. n [(P(C) C) (C P(C))] − ∪ −
ตอบ จากขอ ข. กับ ค. (หรือจากแผนภาพ) ได คําตอบเปน 60 2 62 + =
(นํามาบวกกันได ทันที เพราะสองสวนนี้ ไม ไดซอนทับกัน)

แบบฝึกหัด 1.2

(11) กําหนดให้ A B {0, 1, 2, 3, 4, 5} ∪ = A B {1, 3, 5} ∩ = B C {2, 3, 5} ∩ =
A C {0, 1, 2, 3, 5} ∪ = A C {0, 3, 5} ∩ = แล้ว ข้อใดผิด
ก. A B ' {0} ∩ = ข. B C ' {1} ∩ = ค. A C ' {1} ∩ = ง. B A ' {2, 4} ∩ =

(12) ให้เขียนเซต C ' B ' ∪ แบบแจกแจงสมาชิก เมื่อกําหนดให้
{ x | 1 x 10 } = ∈ < < U I เมื่อ = I เซตของจํานวนเต็ม
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
19
B { x | x = หาร 3 ลงตัว} และ C { x | x 5} = <

(13) [Ent’38] ถ้า A {0, 1} = และ B {0, {1}, {0, 1}} = แล้ว
(13.1) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด A P(B) ∈
(13.2) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด {1} P(A) P(B) ∈ ∩
(13.3) ค่าของ n(P(A B)) n(P(A B)) ∪ − ∩ เป็นเท่าใด

(14) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(14.1) ' ∅ = U (14.7) A A ' ∩ = ∅
(14.2) ' = ∅ U (14.8) A A ' ∪ = U
(14.3) A (A B) ⊂ ∪ (14.9) A − = ∅ U และ A A ' − = U
(14.4) B (A B) ⊂ ∪ (14.10) A A − ∅ = และ A ∅ − = ∅
(14.5) (A B) A ∩ ⊂ (14.11) A A − = ∅
(14.6) (A B) B ∩ ⊂ (14.12) A B A B ' − = ∩

(15) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(15.1) ถ้า A B ⊂ แล้ว P(A) P(B) ⊂
(15.2) ถ้า A B ∪ = ∅ แล้ว A = ∅ และ B = ∅
(15.3) ถ้า A B ∩ = ∅ แล้ว A = ∅ และ B = ∅
(15.4) ถ้า A B − = ∅ และ B C B − = แล้ว A ' C ' ∪ = U
(15.5) ถ้า A B − = ∅ และ B C − ≠ ∅ แล้ว A C − ≠ ∅

(16) สําหรับเซต A, B ใดๆ ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(16.1) A B A B ∩ ≠ ∪ (16.5) ถ้า x A ∉ แล้ว x A B ∉ ∪
(16.2) A B B A − ≠ − (16.6) ถ้า x A ∈ แล้ว x A ' B ' ∉ ∩
(16.3) A B A B ' ∩ = − (16.7) ถ้า x A ∉ แล้ว x A ' B ' ∈ ∩
(16.4) (A B)' B ' A ∪ = − (16.8) ถ้า x A ∈ แล้ว x (A ' B ')' ∈ ∪

(17) เขียนเซตต่อไปนี้ให้อยู่ในรูปที่สั้นที่สุด
(17.1) A (A B) − ∩ (17.6) (A B) B ∪ −
(17.2) (A B) B − ∪ (17.7) (A B) B ∩ −
(17.3) (A B) B − ∩ (17.8) A (A B) − −
(17.4) A (A B) ∩ − (17.9) (A B) (B A ') − ∩ −
(17.5) A (A B) ∪ −

(18) ข้อความต่อไปนี้เป็นจริงหรือไม่
(18.1) ถ้า A C B C ∪ = ∪ แล้ว A B =
(18.2) ถ้า A C B C ∩ = ∩ แล้ว A B =
(18.3) ถ้า A C B C − = − แล้ว A B =
(18.4) ถ้า A ' B ' = แล้ว A B =

(19) ให้บอกเงื่อนไขที่ทําให้ A B A − = อย่างน้อย 3 กรณี


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
20
(20) เขียนเซตต่อไปนี้ให้อยู่ในรูปที่สั้นที่สุด
(20.1) [Ent’21] (A B) (B A) (A B) − ∪ − ∪ ∩
(20.2) [A (A ' B)] [B (B ' A ')] ∩ ∪ ∪ ∩ ∪
(20.3)
( ) ( )
[(A B) (B A)] A ' A ' [(A B) (B A)] − ∪ − − ∪ − − ∪ −
(20.4)
( )
[(A B)' (B C ')] [(D E) (C ' E ')] (A E ') ' ∪ ∩ − ∪ − ∩ − ∪ −

(21) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(21.1) (A B C) (A ' B C) (B ' C ') ∩ ∩ ∪ ∩ ∩ ∪ ∪ = U
(21.2) (A B C D ') (A ' C) (B ' C) (C D) C ∩ ∩ ∩ ∪ ∩ ∪ ∩ ∪ ∩ =
(21.3) P(A B) P(A B) ∩ ⊂ ∪
(21.4) P(A B) P(B A) { } − ∩ − = ∅
(21.5) ถ้า A B ⊂ แล้ว P(A B) P(A) P(B) ∪ = ∪

(22) ให้ A {0, 1, 2, 3} = , B {{0}, 1, 2, {3}} = และ C {0, {1}, {2}, 3} =
ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(22.1) P(A) P(B) P(C ') { , {1}, {2}, {1, 2}} ∩ ∩ = ∅
(22.2) P(A) P(B ') P(C) { , {0}, {3}, {0, 3}} ∩ ∩ = ∅
(22.3) P(A ') P(B) P(C) { , {0}} ∩ ∩ = ∅
(22.4) P(A) P(B ') P(C ') { } ∩ ∩ = ∅

(23) ถ้า n( ) 35 = U , n(A) 22 = , n(B) 18 =
ให้หาว่า n(A ' B ') ∩ จะมีค่ามากที่สุดได้เท่าใด

(24) ถ้า n(A) a = , n(B) b = , n(C) c = , n(D) d =
n(A B) b ∩ = , n(B C) c ∩ = , n(C D) d ∩ = แล้ว
ให้หา n(A B C D) ∩ ∩ ∩ และ n(A B C D) ∪ ∪ ∪

(25) ให้ A, B, C เป็นเซตซึ่ง P(C) { , {a}, {c}, C} = ∅ , n(P(A)) 8 = , n(P(B)) 16 = ,
C A ⊂ , C B ⊂ , {b, d, e} A B ⊂ ∪ และ b A B ' ∈ ∩ ข้อใดผิด
ก. d (A B ')' ∈ ∪ ข. e (C B ')' ∈ ∪
ค. b (A ' B ') ' ∉ ∪ ง. {b, e} (A ' B)' ⊂ ∪

(26) เมื่อ A { , 1, {1}} = ∅ และ A B ' ∩ = ∅ แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(26.1) n [ P(A) P(B) ] 8 ∩ = (26.3) P(A B) { } − = ∅
(26.2) {1} P(A B) ∈ ∩ (26.4) P(B A) { } − = ∅

(27) [Ent’36] ถ้า A { , { }, 0, {0}, {1}, {0, 1}} = ∅ ∅ แล้ว
จงหาจํานวนสมาชิกของเซต [ P(A) A ] [ A P(A) ] − ∪ −

(28) มีเซต A ที่ตรงตามเงื่อนไขต่อไปนี้กี่แบบ
(28.1) A B {1, 2, 3, 4, 5} ∪ = และ B {1, 3, 5} =
(28.2) A B {1, 2, 3, ..., 15} ∪ = และ B {2, 4, 6, 8, 10} =


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
21
= + -
= + +
- - - +
· -....Œ`--Œ.-.·..·-·a-.·
(29) กําหนดให้ A {1, 2, 3, 4, 5, 6, 7} = และ B {1, 2, 3} = แล้ว
จะมีเซต X ตามเงื่อนไขต่อไปนี้ได้กี่แบบ
(29.1) B X A ⊂ ⊂
(29.2) X A ⊂ และ B X ∩ ≠ ∅

(30) ถ้า B A ⊂ โดย n(A) 10 = , n(B) 4 = ให้หาค่า n(C) ในแต่ละข้อต่อไปนี้
(30.1) C { S | B S A } = ⊂ ⊂
(30.2) C { S A | S B } = ⊂ ∩ ≠ ∅

(31) กําหนด A {0, 2, 4, 6, 8} = B {0, 1, 2} = C {1, 2, 3} = D {0, 2, 3} =
ให้หาจํานวนเซต X ซึ่ง X A ⊂ และตรงตามเงื่อนไขต่อไปนี้
(31.1) B C ' X ∩ ⊂ (31.3) B D X ∩ ⊂
(31.2) B C ' X ∩ ⊄ (31.4) B D X ∩ ⊄

(32) ถ้า {1, 2, 3, 4, ..., 8} = U
A {1} = − U B {2, 4, 6} = และ C {1, 7} =
มีเซต D ที่เป็นไปได้กี่แบบที่ตรงตามเงื่อนไข (B ' C) D A − ⊂ ⊂

(33) กําหนดให้ { x | 2 x 6 } = ∈ − < < U I เมื่อ = I เซตของจํานวนเต็ม
2
A { k | k } = ∈ U และ B { k | k } = ∈ U
จํานวนสมาชิกของเซต C { x | A B x = ∩ ⊂ และ x A B } ⊂ ∪ เป็นเท่าใด

(34) ให้ A {a, b, c, d, f} = และ B {a, c, d, e} =
เซต X ซึ่ง X A B ⊂ ∪ และ A B X ∩ ∩ ≠ ∅ มีกี่เซต

(35) ให้ A {1, 3, 5, 7, 9} = และ
k
S { B A | n(B) k } = ⊂ =
ให้หาค่า n(S) เมื่อ
1 4 5 2 3
S S S S S S = ∪ ∪ ∪ ∪

(36) กําหนดเซต A, B เป็นสับเซตของ U หาก n( ) 100 = U , n(A ') 40 = , n(B) 55 = ,
n(A B ') 32 ∩ = แล้วค่าของ n(A ' B ') ∩ เป็นเท่าใด

1.3 โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเซต

• โจทย์ปัญหาที่เป็นเหตุการณ์ จะใช้แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์ ช่วยในการคํานวณส่วนประกอบต่างๆ
และมีสูตรในการหาจํานวนสมาชิกในเซตเพิ่มเติมดังนี้

สําหรับ 2 เซต
n(A B) n(A) n(B) n(A B) ∪ = + − ∩
สําหรับ 3 เซต
n(A B C) n(A) n(B) n(C) n(A B) ∪ ∪ = + + − ∩
n(A C) n(B C) n(A B C) − ∩ − ∩ + ∩ ∩


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
22
U
Math Eng
ก ข ค

Math
Social


ก ข ค

Thai

• ตัวอยาง จากการสอบถามนักเรียนหองหนึ่งซึ่งมีจํานวน 30 คน พบวามีนั กเรียนชอบเรียนวิชา
คณิตศาสตร 12 คน ชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 15 คน โดยชอบทั้ งสองวิชาอยู 5 คน ถามวามีนักเรียนใน
หองนี้ที่ไมชอบเลยทั้งสองวิชาอยู กี่คน
วิธีคิด จะสังเกตไดวา U คือนั กเรียนในหองนี้ และมีเซตอยูสองเซต คือ ชอบเรียนคณิตศาสตร กับชอบ
เรียนภาษาอังกฤษ (ซึ่งมีบางคนชอบทั้งสองวิชา แสดงวาสองเซตนี้ มีสวนซ อนทับกั น)

วิธีที่ 1 “ชอบทั้งสองวิชาอยู 5 คน” จะได ชอง ข เปน 5
“ชอบเรียนคณิตศาสตร 12 คน” จะได ชอง ก เป น 12-5=7
“ชอบเรียนภาษาอังกฤษ 15 คน” จะได ชอง ค เป น 15-5=10
ดังนั้น จํานวนคนที่ไมชอบเลยทั้งสองวิชา คือชอง ง นั้น
สามารถคํานวณไดดังนี้ 30-5-7-10 = 8 คน ... ตอบ

วิธีที่ 2 ขอมูลที่โจทยใหมาไดแก n(M) 12 = , n(E) 15 = , และ n(M E) 5 ∩ = …
ดังนั้น เราหา n(M E) ∪ ไดตามสู ตร n(M E) 12 15 5 22 ∪ = + − =
ดังนั้น จํานวนคนที่ไมชอบเลยทั้งสองวิชา เทากับ 30 22 8 − = คน ... ตอบ

• ตัวอยาง ในการสอบของนั กเรียนชั้นหนึ่ง พบวามีผูสอบผานวิชาคณิตศาสตร 37 คน วิชาสังคมศึ กษา 48
คน วิชาภาษาไทย 45 คน โดยมีผูที่สอบผานทั้งวิ ชาคณิตศาสตรและสังคมศึกษา 15 คน ทั้งสังคมศึ กษาและ
ภาษาไทย 13 คน ทั้งคณิตศาสตรและภาษาไทย 7 คน และมีผู ที่สอบผานทั้งสามวิ ชาเพียง 5 คน ถามวาที่
กลาวมานี้มีนักเรียนอยูทั้งหมดจํานวนเทาใด

วิธีคิด มีเซตอยูสามเซต คือ สอบผานคณิ ตศาสตร สอบผ านสังคมศึกษา และสอบผานภาษาไทย (ซึ่งมี
ผูสอบผานหลายวิชา แสดงวาสามเซตนี้ มีสวนซอนทับกั น) โจทยไมไดกลาวถึงผูสอบไมผาน ดังนั้นอาจไม
ตองเขียนกรอบสี่เหลี่ยมแทน U ก็ ได (คือไมมีชอง ซ)
วิธีที่ 1 “ผานทั้งสามวิชาอยู 5 คน” จะได ชอง จ เปน 5
พิจารณาการสอบผานสองวิชา จะได ชอง ข เปน 15-5=10,
ชอง ฉ เปน 13-5=8, ชอง ง เป น 7-5=2
พิจารณาการสอบผานหนึ่งวิชา จะได ชอง ก 37-10-5-2=20,
ชอง ค 48-10-5-8=25, และชอง ช 45-2-5-8=30
ดังนั้ น จํานวนคนรวมทุกชอง 5+10+8+2+20+25+30 = 100 คน ตอบ

วิธีที่ 2 ขอมูลที่โจทยใหมาไดแก n(M) 37 = , n(S) 48 = , n(T) 45 =
n(M S) 15 ∩ = , n(S T) 13 ∩ = , n(M T) 7 ∩ = และ n(M S T) 5 ∩ ∩ = …
ดังนั้น เราหา n(M S T) ∪ ∪ ไดจาก n(M S T) 37 48 45 15 13 7 5 100 ∪ ∪ = + + − − − + =
ดังนั้น จํานวนนั กเรียนทั้งหมดในชั้น (ที่กลาวถึง) เทากับ 100 คน ... ตอบ

ถึงแม้การคิดด้วยสูตร (วิธีที่สอง) ทําให้คํานวณได้รวดเร็ว แต่โจทย์ บางข้อก็ เหมาะกับวิธีแรก (แยก
ชิ้นส่วน) เท่านั้น ดังเช่นโจทย์ ส่วนใหญ่ในแบบฝึกหัดต่อไป
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
23
แบบฝึกหัด 1.3

(37) นักเรียน 80 คน เป็นนักกีฬา 35 คน เป็นนักดนตรี 27 คน และไม่ได้เป็นทั้งนักกีฬาและนัก
ดนตรี 32 คน ถามว่ามีนักเรียนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬา หรือ ไม่ได้เป็นนักดนตรี อยู่กี่คน

(38) [Ent’33] จากการสํารวจนักเรียนห้องหนึ่ง พบว่ามี 20 คนที่เรียนฝรั่งเศสหรือคณิตศาสตร์
(โดยที่หากเรียนฝรั่งเศสแล้วต้องไม่เรียนคณิตศาสตร์) มี 17 คนที่ไม่เรียนคณิตศาสตร์ และมี 15
คนที่ไม่เรียนฝรั่งเศส แล้วมีกี่คนที่ไม่เรียนทั้งสองวิชานี้เลย

(39) [Ent’34] จากการสอบถามผู้ดื่มกาแฟ 20 คน พบว่าจํานวนผู้ใส่ครีม น้อยกว่าสองเท่าของผู้ใส่
น้ําตาลอยู่ 7 คน และจํานวนผู้ที่ใส่ทั้งครีมและน้ําตาล เท่ากับจํานวนผู้ที่ไม่ใส่ทั้งครีมและน้ําตาล
ดังนั้นมีผู้ที่ใส่ครีมทั้งหมดกี่คน

(40) พนักงานบริษัท 34 คน ถูกสํารวจเกี่ยวกับการสวมนาฬิกา แว่นตา และแหวน ปรากฏว่าสวม
แว่นอย่างเดียว 5 คน จํ านวนคนสวมนาฬิกามากกว่าจํานวนคนสวมแว่นตาอยู่ 1 คน จํานวนคนไม่
สวมนาฬิกาเป็น 3 เท่าของจํานวนคนสวมแหวน นอกจากนั้น คนสวมแหวนทุกคนสวมแว่น แต่คน
สวมนาฬิกาไม่มีคนใดสวมแว่น จะมีคนสวมนาฬิกากี่คน

(41) [Ent’26] นักเรียนคนหนึ่งไปพักผ่อนที่พัทยา ตลอดช่วงเวลานั้นเขาสังเกตได้ว่ามีฝนตก 7 วัน
ในช่วงเช้าหรือเย็น โดยถ้าวันใดฝนตกช่วงเช้าแล้วจะไม่ตกในช่วงเย็น, มี 6 วันที่ฝนไม่ตกในช่วงเช้า
และมี 5 วันที่ฝนไม่ตกในช่วงเย็น ถามว่านักเรียนคนนี้ไปพักผ่อนที่พัทยากี่วัน

(42) จากการสํารวจสายตาและสุขภาพฟันของนักเรียน 160 คน ซึ่งมีนักเรียนชายอยู่ 100 คน
(นักเรียนชายสายตาไม่ดี 30 คน และฟันผุ 35 คน) พบว่ามีนักเรียนที่สายตาดีและฟันไม่ผุอยู่ 80
คน (เป็นชาย 55 คน) และมีนักเรียนที่สายตาไม่ดีทั้งหมด 50 คน ฟันผุทั้งหมด 60 คน ถามว่ามี
นักเรียนที่สายตาดี หรือ ฟันไม่ผุ รวมทั้งหมดกี่คน

(43) ในจํานวนนักเรียน 35 คนซึ่งเป็นหญิง 11 คน ถ้าพบว่าชอบเล่นบาสเกตบอลกับฟุตบอลอย่าง
น้อยคนละอย่าง โดยมีนักเรียนชาย 16 คนชอบบาสเกตบอล นักเรียนหญิง 7 คนชอบฟุตบอล
นักเรียนชอบบาสเกตบอลทั้งหมด 23 คน ฟุตบอล 21 คน ถามว่านักเรียนชายที่ชอบทั้งสองอย่างมีกี่
คน

(44) โรงเรียนแห่งหนึ่งมีนักเรียนชาย 600 คน หญิง 500 คน ในจํานวนนี้มีนักเรียนที่มาจาก
ต่างจังหวัดรวม 300 คน เป็นผู้ชาย 200 คน และมีนักกีฬารวม 50 คน เป็นผู้ชาย 30 คน โดยมี
นักกีฬาที่มาจากต่างจังหวัด 25 คน เป็นชาย 15 คน ถามว่านักเรียนชายที่ไม่ได้มาจากต่างจังหวัด
และไม่ได้เป็นนักกีฬาด้วย มีกี่คน

(45) เซตของจํานวนเต็มเซตหนึ่ง หากนํา 3 หรือ 4 ไปหารจะปรากฏว่า 4 หารลงตัวอย่างเดียว 6
จํานวน, 3 หารลงตัวทั้งหมด 8 จํานวน ซึ่งเป็นจํานวนคู่ 3 จํ านวน, ทั้ง 3 และ 4 หารลงตัว มี 2
จํานวน, และ 4 หารไม่ลงตัว 18 จํานวน ซึ่งเป็นจํานวนคู่ 4 จํ านวน ถามว่าจํานวนสมาชิกของเซตนี้
เป็นเท่าใด, จํานวนคู่ในเซตนี้มีกี่จํานวน, และมีจํานวนที่ 3 หรือ 4 หารไม่ลงตัวกี่จํานวน

(46) [Ent’31] จากการสํารวจความนิยมของผู้ไปเที่ยวสวนสัตว์ 100 คน พบว่า 50 คนชอบช้าง, 35
คนชอบลิง, 25 คนชอบหมี , 32 คนชอบแต่ช้าง, 20 คนชอบหมีแต่ไม่ชอบลิง, 10 คนชอบช้ างและลิง
แต่ไม่ชอบหมี, ให้หาจํานวนคนที่ไม่ชอบสัตว์ทั้งสามชนิดนี้เลย




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
24
U


22
23
20
11

9
(47) [Ent’38] จากการสํารวจผู้ฟังเพลง 180 คน พบว่ามีผู้ชอบเพลงไทยสากล 95 คน เพลงไทย
เดิม 92 คน และลูกทุ่ง 125 คน โดยแบ่งเป็น ผู้ชอบเพลงไทยสากลและไทยเดิม 52 คน เพลงไทย
สากลและลูกทุ่ง 43 คน เพลงไทยเดิมและลูกทุ่ง 57 คน และทุกคนจะชอบฟังเพลงอย่างน้อยหนึ่งใน
สามประเภท จงหาจํานวนผู้ที่ชอบเพลงไทยสากลเพียงอย่างเดียว

(48) [Ent’39] ในการสํารวจความนิยมของคน 100 คน ที่มีต่อนาย
ก, ข, ค โดยที่ ทุกคนต้องแสดงความนิยมให้อย่างน้อย 1 คน ปรากฏ
ว่านาย ก ได้รับคะแนนนิยมมากกว่านาย ข อยู่ 6 คะแนน และเขียน
แผนภาพได้ดังรูป ต่อไปนี้ข้อใดผิด
ก. นาย ข ได้คะแนนนิยมน้อยที่สุด
ข. ผลรวมของคะแนนทั้งสามคน เป็น 199
ค. ผู้ที่ลงคะแนนให้ นาย ก เท่านั้น มี 10 คน
ง. ผลรวมของคะแนนที่ลงให้คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว เท่ากับ 24

(49) ในบรรดานักกีฬา 100 คนซึ่งเป็นชาย 60 คน พบว่ามีนักบาสเกตบอล 35 คน เป็นชาย 20
คน, มีนักเทนนิส 28 คน เป็นชาย 15 คน, มีนักวอลเลย์บอล 40 คน เป็นชาย 22 คน, เป็นทั้งนัก
บาสเกตบอลและเทนนิส 14 คน เป็นชาย 6 คน, เป็นทั้งนักเทนนิสและวอลเลย์บอล 16 คน เป็น
ชาย 10 คน, เป็นทั้งนักบาสเกตบอลและวอลเลย์บอล 20 คน เป็นชาย 11 คน, และมีนักกีฬาที่ไม่ได้
เล่นกี ฬาสามประเภทนี้เลย 12 คน เป็นชาย 8 คน ให้หาว่านั กกีฬาที่เล่นครบทั้งสามประเภทมีผู้ชาย
มากกว่าผู้หญิงกี่คน

(50) จํานวนเต็มตั้งแต่ 0 ถึง 100 มีกี่จํานวนที่หาร 2 และ 3 และ 5 ไม่ลงตัว


เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1) ข้อ (1.1) และ (1.4) ถูก
(2) ข้ อ (2.1) และ (2.3) ถูก
(3) ข้อ (3.1) ถู ก
(4) ข้อ (4.3) ผิ ด
(5) ข้ อ (5.1) และ (5.4) ถูก
(6) 9 ตัว, 126 เซต
(7) ข้ อ (7.1) และ (7.7) ผิ ด
(8) ข้อ (8.6), (8.8), (8.10) ผิด
(9) ข้ อ (9.3) ผิ ด
(10) 32, 6
(11) ข.
(12) {1, 2, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10}
(13) ผิด, ผิด, 16-2
(14) ถูกทุกข้อ
(15) ข้อ (15.3) และ (15.5) ผิ ด
(16) ข้อ (16.3),(16.4),(16.6) ถูก




(17.1) A B − (17.2) A B ∪
(17.3) ∅ (17.4) A B −
(17.5) A (17.6) A B −
(17.7) ∅ (17.8) A B ∩
(17.9) ∅
(18) ข้อ (18.4) ถูก
(19) A = ∅ หรือ B = ∅
หรือ A B ∩ = ∅
(20.1) A B ∪ (20.2) B
(20.3) B ' (20.4) (A E)' ∩
(21) ถูกทุกข้อ (22) ข้อ (22.3) ผิด
(23) 13 (24) d, a (25) ง.
(26) ข้อ (26.4) ผิด
(27) 61+3
(28.1) 8 (28.2) 32
(29.1) 16
(29.2) (8 1) 16 − ×
(30.1) 64
(30.2) (16 1) 64 − ×
(31.1) 16 (31.2) 16
(31.3) 8 (31.4) 24
(32) 16 (33) 4
(34) 56 (35) 31
(36) 13 (37) 66
(38) 6 (39) 11
(40) 13 (41) 9
(42) 130 (43) 6
(44) 385
(45) 26, 12, 24
(46) 13 (47) 20
(48) ค. (49) 22-13
(50) 26

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
25
B
A
x
C
A
B
เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1.1) ถูก เพราะ ถ้า x A ∈
แสดงว่า x B ∈ ด้วย ดังรูป
(1.2) ผิด เพราะโจทย์บอกแค่
เพียง y B ∈ , ยังไม่ชัดเจนว่ า
y A ∈ หรื อไม่ (อาจจะอยู่หรือไม่ อยู่)
(1.3) ผิด ถ้า {A} {B} ⊂ แสดงว่า A {B} ∈ ซึ่ง
ผิด เพราะ {B} มีสมาชิกตั วเดียวคื อ B
(1.4) ถูก เพราะ A B ≠ (โจทย์ กําหนด) ดังนั้น
{A} {B} ≠ แน่นอน
(2.1) ถูก (ในโจทย์ นั้น A มีสมาชิกอยู่ 5 ตั ว และ
{ } ∅ เป็นสมาชิ กอยู่ในลํ าดับแรกสุด)
(2.2) ผิด เพราะ { } A ∅ ⊂ แปลว่ า A ∅ ∈ ซึ่งไม่
จริง
(2.3) ถูก เพราะ {{a}, b} A ⊂ แปลว่ า {a} A ∈
และ b A ∈ ซึ่งจริง
(2.4) {a, b} A ∈ ถูก (เป็ นสมาชิกอยู่ในลํ าดับ
สุดท้ายในโจทย์) แต่ {a, b} A ⊄ นั้ นผิ ด
เพราะว่ า a A ∈ และ b A ∈ ด้วย แสดงว่า
{a, b} เป็นสับเซตของ A แน่ๆ ดังนั้นตอบ ผิด
(3.1) ถูก (ข้อนี้ เป็นกฎที่ควรทราบ)
(3.2) ผิด เช่น B {A}, C {B} = = ดังนั้น
C {{A}} = ... จึ งได้ว่ า A C ∉
(3.3) ผิด เช่น A C ⊂ (A อยู่ใน C)
แต่ B อยู่นอก A กับ C ดังรูป



(4.1) และ (4.2) ถูก
(เป็นไปตามนิยามของการเขียนเงื่ อนไขเซต)
(4.3) ผิด เพราะ {x} A ⊂ คื อ x A ∈ จึงต้อง
ได้ผลเหมือนข้ อ (4.2)
(4.4) ถูก เพราะ {x} ⊂ ∅ คื อ x ∈ ∅ ซึ่งพบว่ า
ไม่มี x ใดๆ ตรงตามนี้ ดังนั้นเซตในข้อนี้จึ งเป็ นเซต
ว่าง
(5.1) ถูก คํานวณจาก
5
2 32 = ... แต่ (5.2) ผิด
เพราะต้ องเหลื อ 31 แบบ
5
(2 1) −
(5.3) ผิด เพราะ P(A) จะมีเพียง 1 แบบเท่านั้ น
แต่ภายใน P(A) มีสมาชิกอยู่ 32 ตัว... (5.4) จึงถูก
(6) จาก
n
2 512 = จึงได้ n 9 = ตั ว
และสับเซตที่ ดึงสมาชิกมา 5 ตัวจาก 9 ตั ว มี อยู่
9!
126
5! 4!
= เซต (แบบ)

(7.1) ผิด เพราะเซตว่ างตัวขวาต้ องไม่มีสมาชิก
→ แต่ถ้าเป็นแบบข้ อ (7.3) จะถูก
(7.2) ถูก เพราะว่าเซตว่ างตัวขวามีซับเซต
0
2 1 =
แบบ คือ ∅ (ตัวมั นเอง)
หรืออาจบอกว่ าเพราะ “ ∅ (ตัวซ้ าย) จะเป็นสับเซต
ของเซตใดๆ ทุกเซต” ก็ได้
(7.4) ถูก เหตุผลเดียวกับข้อ (7.2) นั่นคือ รูปแบบ
∅ ⊂ จะถูกเสมอ → ดั งนั้น (7.6) ก็ถู กเช่นกั น
(7.5) ถูก เพราะ P( ) ∅ ∈ ∅ แปลว่ า ∅ ⊂ ∅ (จะ
เหมือนกับโจทย์ข้ อ 7.2)
(7.7) ผิด เพราะ { } P( ) ∅ ∈ ∅ แปลว่ า { } ∅ ⊂ ∅
และแปลว่า ∅ ∈ ∅ (จะเหมือนกับโจทย์ข้ อ 7.1)
(7.8) ถูก เพราะ { } P( ) ∅ ⊂ ∅ แปลว่ า P( ) ∅ ∈ ∅
และแปลว่า ∅ ⊂ ∅ ถูก (จะเหมื อนกับโจทย์ ข้อ
7.2)
(8.1) P(A) ∅ ∈ แปลว่า A ∅ ⊂ → ถูกเสมอ ไม่
ว่า A เป็ นเซตใดๆ ก็ตาม (รูปแบบ ∅ ⊂ )
(8.2) { } P(A) ∅ ∈ แปลว่า { } A ∅ ⊂ และแปลว่ า
A ∅ ∈ → ถูก (เพราะในโจทย์ มี ∅ อยู่ใน A
ด้วย)
(8.3) P(A) ∅ ⊂ ถูกทั นทีเลย! เพราะเป็นรู ปแบบ
∅ ⊂
(8.4) { } P(A) ∅ ⊂ แปลว่า P(A) ∅ ∈ ตรงกับ
โจทย์ข้ อ (8.1) ซึ่งถูก
(8.5) ถูก เพราะ { , a, {b}} P(A) ∅ ∈ แปลว่ า
{ , a, {b}} A ∅ ⊂
และแปลได้ว่ า A ∅ ∈ และ a A ∈ และ {b} A ∈
ซึ่งพบว่ าเป็ นจริงทั้งหมด
(8.6) เป็นไปไม่ ได้ที่ สมาชิกของ P(A) ไม่ได้เป็นเซต
→ ข้อนี้จึ งผิด
(8.7) {a} P(A) ∈ แปลว่า {a} A ⊂ แปลว่า
a A ∈ → ถูก
(8.8) {b} P(A) ∈ แปลว่า {b} A ⊂ แปลว่า
b A ∈ → ผิด
(8.9) ถูก วิธี คิดเดียวกับข้ อ (8.8) นั่นคือ {b} A ∈
เป็นจริง
(8.10) { , a, {b}} P(A) ∅ ⊂ แปลว่า P(A) ∅ ∈
จริง, a P(A) ∈ ไม่จริง, {b} P(A) ∈ ไม่จริง ดังนั้น
ข้อนี้ ผิด



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
26
B
A
C
B
C
A
(9.1) { , {1}, {1, 2}} P(A) ∅ ∈ แปลว่า
{ , {1}, {1, 2}} A ∅ ⊂
แปลว่ า A ∅ ∈ และ {1} A ∈ และ {1, 2} A ∈ ซึ่ง
เป็นจริงทั้ งหมด ดังนั้ นข้ อนี้ถูก
(9.2) { , {1}, {1, 2}} P(A) ∅ ⊂ แปลว่า
P(A) A ∅ ∈ → ∅ ⊂ และ
{1} P(A) {1} A 1 A ∈ → ⊂ → ∈
และ {1, 2} P(A) {1, 2} A 1 A, 2 A ∈ → ⊂ → ∈ ∈
ซึ่งพบว่ าเป็ นจริงทุกอย่าง ดั งนั้ นข้ อนี้ถูก
(9.3) {{1}, {2}, {3}} P(A) ∈ แปลว่า
{{1}, {2}, {3}} A ⊂ และแปลว่ า
{1} A, {2} A, {3} A ∈ ∈ ∈ ซึ่งผิ ด
(9.4) {{1}, {2}, {3}} P(A) ⊂ แปลว่า
{1} P(A), {2} P(A), {3} P(A) ∈ ∈ ∈
ก็คือ {1} A, {2} A, {3} A ⊂ ⊂ ⊂ หรือแปลอี กที
1 A, 2 A, 3 A ∈ ∈ ∈ ซึ่งถูก
(10) สําหรับการหา n(X) แปลว่ า “ให้หาว่ ามีเซต
A ที่เป็ นไปได้ กี่แบบตามเงื่ อนไขนี้ ”
(ก) A P(S) ∈ (แปลว่า A S ⊂ )
กับ (ข) 1 A ∈ และ 7 A ∉ (แปลว่าใน A ต้ องมี 1
และต้ องไม่มี 7)
แสดงว่า มีเฉพาะ 2, 3, 4, 5, 6 เท่านั้นที่เลื อกได้ ว่ า
จะอยู่ หรื อไม่อยู่ใน A ... ก็เปรียบเสมือนการหา
จํานวนสับเซตแบบต่างๆ ของ {2, 3, 4, 5, 6} ..ฉะนั้น
5
n(X) 2 32 = =
ส่วน n(Y) ให้หาว่ ามี A เป็นไปได้ กี่แบบ ซึ่ง ∈ A X
และผลบวกไม่เกิ น 6
วิธีคิ ดต้ องนับเอาโดยตรงเท่ านั้ น ได้แก่
{1} {1, 2} {1, 3} {1, 4} {1, 5} และ {1, 2, 3}
พบว่ามี A ที่เป็นไปได้ 6 แบบ ..ฉะนั้น n(Y) 6 =
(11) จาก A B, A C, B C ∩ ∩ ∩ จะทํ าให้ ทราบว่า
A B C {3, 5} ∩ ∩ = จากนั้ นวาดแผนภาพ
จาก A C {0, 1, 2, 3, 5} ∪ =
แสดงว่ าใน A กับ C ส่ วนที่
เหลื อไม่มีสมาชิกใดเลย และ
4 B ∈ ดังนั้ น
ก. A B {0} − = ถูก
ข. B C {1} − = ผิด ..ต้องได้ {1, 4}
ค. A C {1} − = ถูก
ง. B A {2, 4} − = ถูก
(12) {1, 2, 3, ..., 10} B {3, 6, 9} = → = U และ
C {1, 2, 3, 4, 5} = ต้องการหาเซต C ' B ' ∪ ก็คื อ
(C B)' ∩ ซึ่งเราได้ C B {3} ∩ = ดังนั้ นตอบ
{1, 2, 4, 5, 6, 7, ..., 10}
(13.1) A P(B) ∈ คือ A B ⊂ ดั งนั้น ผิด
(เพราะ 1 B ∉ )
(13.2) จาก P(A) P(B) P(A B) ∩ = ∩
P({0}) { , {0}} = = ∅ ดังนั้น ข้ อนี้ก็ผิ ด
(เพราะ {1} P(A) P(B) ∉ ∩ )
(13.3) A B {0, 1, {1}, {0, 1}} ∪ = จะได้
4
n(P(A B)) 2 16 ∪ = =
A B {0} ∩ = จะได้
1
n(P(A B)) 2 2 ∩ = =
ดังนั้ นตอบ 16 2 14 − =
(14.1) และ (14.2) ถูก เพราะ U กับ ∅ เป็น
ส่วนเติมเต็ม (complement) ของกันและกัน
(14.3) ถึง (14.6) ถูกทั้งหมด พิจารณาจาก
แผนภาพจะง่ ายที่สุ ด
(14.7) และ (14.11) A A − = ∅ ถูก
(14.8) ถึง (14.10) ถูก ... (14.12) ถูก (ต้ อง
รู้!)
(15.1) ถูก (เป็ นสิ่งที่ควรทราบ)
(15.2) ถูก A B ∪ = ∅ แสดงว่ าต้ องไม่มีเซตใดมี
สมาชิกอยู่เลย
(15.3) ผิด ถ้ า A กับ B ไม่มีสมาชิกร่วมกัน ก็
สามารถทํ าให้ A B ∩ = ∅ ได้ หรือเมื่ อ A กับ B
เป็นเซตว่ าง เพี ยงเซตใดเซตหนึ่งก็ได้
(15.4) A B − = ∅ แสดงว่ า A B ⊂
B C B − = แสดงว่ า B กับ C แยกจากกั น
(B C ) ∩ = ∅ ดังรู ป



ดังนั้ น A ' C ' (A C) ' ' ∪ = ∩ = ∅ = U ถูก
(เพราะ A กับ C ก็ แยกจากกั น)
(15.5) A B − = ∅ แปลว่า A B ⊂
B C − ≠ ∅ แปลว่า B C ⊄
A C − ≠ ∅ แปลว่า A C ⊄
ดังนั้ น เปลี่ยนโจทย์กลายเป็น
" A B ⊂ และ B C ⊄
แล้ว A C " ⊄ อันนี้เท็จ
เช่น รู ปนี้ A C ⊂ ได้
(16.1) ผิด เช่ นถ้า A B = จะได้
A B A B A B ∩ = ∪ = = ด้วย
(16.2) ผิด เช่ นถ้า A B = จะได้
A B B A − = − = ∅
(16.3) ถูกเสมอ มาจากกฎ
A B ' A (B ')' A B − = ∩ = ∩
(16.4) B ' A B ' A ' (B A) ' − = ∩ = ∪ ถูก
(16.5) ผิด x อาจมาจากใน B ก็ได้

A
C
B
0
3 5
1
2
4
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
27
U
A B
ก ข ค

(16.6) A ' B ' (A B) ' ∩ = ∪
ถ้า x A ∈ แล้ว x (A B)' ∉ ∪ ..ถูก
(16.7) ถ้า x A ∉ แล้ ว x (A B)' ∈ ∪ ..ผิด
( x อาจอยู่ใน B ได้ )
(16.8) ถ้า x A ∈ แล้ ว x A B ∈ ∩ ..ผิด
( x อาจอยู่เพียงใน A โดยไม่อยู่ใน B )
(17) ใช้การมองจากแผนภาพจะง่ ายที่ สุด
(แผนภาพจะต้ องเป็นแบบทั่วไป คื อมีส่วนซ้ อนทับกั น)





A B − A B ∩ B A −
(17.1) A (A B) − ∩ ⇒ กข – ข = ก ⇒ ตอบ
A B −
(17.2) (A B) B − ∪ ⇒ ก ∪ ขค = กขค ⇒
ตอบ A B ∪
(17.3) (A B) B − ∩ ⇒ ก ∩ ขค = ∅
ข้ออื่ นๆ ก็ สามารถคิดด้ วยวิ ธีเดียวกัน ได้คําตอบดังนี้
(17.4) A (A B) A B ∩ − = −
(17.5) A (A B) A ∪ − =
(17.6) (A B) B A B ∪ − = −
(17.7) (A B) B ∩ − = ∅
(17.8) A (A B) A B − − = ∩
(17.9) เนื่องจาก B A ' B A − = ∩ ดังนั้ น
(A B) (B A ') − ∩ − ⇒ ก ∩ ข = ∅
(18.1) ผิด เช่ นหาก C = U แล้ว A กับ B ไม่
จําเป็ นต้ องเท่ ากั น
(18.2) ผิด เช่ นหาก C = ∅
(18.3) ผิด เช่ นหาก C = U
(18.4) ถูก
(19) B = ∅ หรือ A B ∩ = ∅ (แยกกันอยู่)
หรือ A = ∅
(20) ถ้ามีเพี ยง 2 เซต สามารถใช้วิธี ทดเอาจาก
แผนภาพเซตเหมือนข้ อ (17)
(20.1) ก ∪ ค ∪ ข = กขค = A B ∪
(20.2) (กข ∩ ขคง) ∪ (ขค ∩ กคง)
= ข ∪ ค = B
(20.3) (กค – คง) ∪ (คง – กค) = ก ∪ ง
= B '





(20.4) มีถึง 5 เซต จึงต้องใช้การแจกแจงช่วยคิด
(วาดแผนภาพไม่ได้)
ก้อนซ้ายได้ A ' B ' B C ∩ ∩ ∩ = ∅

ก้อนกลางได้ D E ' C ' E ∩ ∩ ∩ = ∅

ก้อนขวาได้ A E ∩
รวมกันได้ ( (A E)) ' (A E) ' ∅ ∪ ∅ ∪ ∩ = ∩
(21.1) จากโจทย์ ดึง B C ∩ ออกจากสองวงเล็บ
แรก
[(A A ' ) B C] (B C) ' = ∪ ∩ ∩ ∪ ∩

U

(B C) (B C) ' = ∩ ∪ ∩ = U ถูก
(21.2) จากโจทย์ ดึง C ออกจากทุกวงเล็บ
C [(A B D ') A ' B ' D] = ∩ ∩ ∩ ∪ ∪ ∪
จัดรูป A, B, D ตัวหลังใหม่
C [ (A B D ') (A B D ') ' ] C = ∩ ∩ ∩ ∪ ∩ ∩ =

U
ถูก
(21.3) ถูกเสมอ เพราะ (A B) (A B) ∩ ⊂ ∪
และมีกฎอยู่ ว่า ถ้ า ⊂ แล้ว P( ) P( ) ⊂
(21.4) A B − กับ B A − ไม่มีสมาชิกร่วมกั น
ดังนั้ นภายในเซต P(A B) − กับเซต P(B A) − จะมี
สมาชิกที่เหมือนกันเพียงตัวเดี ยวคือ ∅ → ข้ อนี้ถูก
(21.5) ถ้า A B ⊂ จะได้ว่า P(A) P(B) ⊂ ดังนั้ น
P(A) P(B) P(B) ∪ = ...... (1)
และถ้า A B ⊂ จะได้ A B B ∪ = ด้วย ดังนั้น
P(A B) P(B) ∪ = ..... (2) ดั งนั้ น (1)=(2) ถูก
(22) ใช้หลั กว่า
P( ) P( ) P( ) P( ) ∩ Δ ∩ Ο = ∩ Δ ∩ Ο
** ใช้ได้เฉพาะเครื่องหมาย ∩
(22.1) A B C ' {1, 2} ∩ ∩ = ถูก
(22.2) A B ' C {0, 3} ∩ ∩ = ถูก
(22.3) A ' B C ∩ ∩ = ∅ ข้อนี้ผิ ด
ที่ถูกต้ องเป็ น P(A ' B C) { } ∩ ∩ = ∅
(22.4) A B ' C ' ∩ ∩ = ∅ ถูก
(23) n(A ' B ') n(A B) ' ∩ = ∪ มีค่ ามากสุด ก็คื อ
n(A B) ∪ มีค่าน้อยสุ ด ..จะเกิดขึ้ นเมื่อ B A ⊂
ทําให้ n(A B) n(A) 22 ∪ = =
ดังนั้ น n(A B)' 35 22 13 ∪ = − =
(24) n(A) a , n(B) b = = แต่ n(A B) b ∩ =
แสดงว่า B อยู่ใน A ทั้งหมด ( B A ⊂ )
และเช่นเดียวกันจะพบว่ า D C B A ⊂ ⊂ ⊂
ดังนั้ น n(A B C D) n(D) d ∩ ∩ ∩ = =
และ n(A B C D) n(A) a ∪ ∪ ∪ = =

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
28
U
A B
ก ข ค

32 55
U
นักกีฬา นักดนตรี
ก ข ค

ฝรั่งเศส คณิต
ก ข ค
U
(25) จาก P(C) ในโจทย์ จะได้ C {a, c} =
n(P(A)) 8 = คือ n(A) 3 =
n(P(B)) 16 = คือ n(B) 4 =
และจาก C A ⊂ และ C B ⊂ จะได้ว่ า
A {a, c, } = และ B {a, c, , } = Δ Ο
จาก {b, d, e} A B ⊂ ∪ โดย b A B ' ∈ ∩ จะได้ว่า
A {a, c, b} = และ B {a, c, d, e} =
ก. d A ' B ∈ ∩ (อยู่ใน B และไม่อยู่ใน A ) ถูก
ข. e C ' B ∈ ∩ → ถูก
ค. b A B ∉ ∩ → ถูก
ง. {b, e} A B ' ⊂ ∩ ผิด
เพราะ A B ' A B {b} ∩ = − =
(26) A B ' A B ∩ = − = ∅ แสดงว่ า A B ⊂
(คือ A B A ∩ = )
(26.1)
3
n[P(A B)] n[P(A)] 2 8 ∩ = = = ถูก
(26.2) {1} P(A B) ∈ ∩ คือ {1} A B ⊂ ∩ คื อ
1 A B ∈ ∩ ถูก
(26.3) P(A B) P( ) { } − = ∅ = ∅ ถูก
(26.4) ผิด เพราะ B A − ≠ ∅ ก็เป็ นไปได้
(27) สมาชิ กที่ในส่วนที่ซ้ อนกั นได้แก่ , { }, {0} ∅ ∅
ดังนั้ นได้
6
(2 3) (6 3) 61 3 64 − + − = + =
(28.1) A {2, 4, = สับเซตของ{1,3,5} } จึ งมี
3
2 8 = แบบ
(28.2) A {1, 3, 5, 7, 9, 11, 12, 13, 14, 15, = สับเซต
ของ{2,4,6,8,10} } จึงมี
5
2 32 = แบบ
(29.1) X {1, 2, 3, = สับเซตของ{4,5,6,7} } จึงมี
4
2 16 = แบบ
(29.2) X { = สับเซตของ{1,2,3}ที่ไม่ใช่ ∅ , สับ
เซตใดๆของ{4,5,6,7} } ...
3 4
(2 1)(2 ) 112 − = แบบ
(30.1) n(C) = จํ านวนแบบของ
6
S 2 64 = =
(30.2) n(C) = จํ านวนแบบของ S
4 6
(2 1)(2 ) 960 = − =
(31.1) {0} X {0, 2, 4, 6, 8} ⊂ ⊂
มี
4
2 16 = แบบ
(31.2) {0} X ⊄ และ X {0, 2, 4, 6, 8} ⊂
วิธีทั้ งหมด ลบข้ อ 31.1
5 4
2 2 16 → − = แบบ
(31.3) {0, 2} X {0, 2, 4, 6, 8} ⊂ ⊂
มี
3
2 8 = แบบ
(31.4) {0, 2} X ⊄ และ X {0, 2, 4, 6, 8} ⊂
วิธีทั้ งหมด ลบข้ อ 31.3
5 3
2 2 24 → − = แบบ
(32) {3, 5, 8} D {2, 3, 4, ..., 8} ⊂ ⊂
มี
4
2 16 = แบบ

(33) { 2, 1, 0, 1, 2, ..., 6} = − − U
A {0, 1, 4} = → เกินจากนี้ จะไม่อยู่ใน U
B {0, 1, 2} = ดังนั้น
2
{0, 1} X {0, 1, 2, 4} n(C) 2 4 ⊂ ⊂ → = =
(34) x {a, b, c, d, e, f} ⊂ และ
{a, c, d} X ∩ ≠ ∅ แสดงว่ า
X { = สับเซตของ{a,c,d}ที่ไม่ใช่ ∅ , สับเซตใดๆ
ของ{b,e,f}
3 3
} (2 1)(2 ) 56 → − = แบบ
(35) เนื่องจาก n(A) 5 = และ
1
S {B | B A, n(B) 1} = ⊂ = ,
2
S {B | B A, n(B) 2} = ⊂ = , ...
ไปจนถึง
5
S {B | B A, n(B) 5} = ⊂ = จะได้ว่ า
1 2 3 4 5
S S S S S S = ∪ ∪ ∪ ∪ = เซตของสับเซต
ของ A ทุกแบบ ยกเว้น ∅ (n(B)=0)
ดังนั้ น
5
n(S) 2 1 31 = − =
(36) จากแผนภาพ
n(A B ') n(A B) ∩ = −
32 = = ก
n(B) = ข+ค 55 =
ต้องการหา n(A ' B ') ∩ คือ n(A B)' ∪ = ง
หาได้จาก n( ) 100 = = U ก+ข+ค+ง
ดังนั้ น ง 100 32 55 13 = − − =
(หมายเหตุ .. n(A ') 40 = ไม่ได้ใช้)
(37) นักกี ฬา 35 คน
→ ก+ข 35 =
นักดนตรี 27 คน
→ ข+ค 27 =
ไม่เป็นเลย 32 คน → ง 32 =
รวมกันสามสมการจะได้ ก+2ข+ค+ง = 94
แต่มีนักเรียนรวม 80 คน (ก+ข+ค+ง)
∴ ลบกันเหลือ ข 14 = คน
โจทย์ถาม ก+ค+ง = 80 14 66 − = คน
(หมายเหตุ .. n(A ' B ') n(A B)' ∪ = ∩ = ก+ค+ง)
(38) เซตในข้ อนี้แยกจาก
กัน เพราะเรียนฝรั่งเศสแล้ว
ต้องไม่เรียนคณิ ตศาสตร์
20=ก+ข, 17=ก+ค,
15=ข+ค
รวมกันจะได้ 2(ก+ข+ค)=20+17+15 → ก+ข+ค=26
ดังนั้ น ค 26 20 6 = − =





Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
29
U
ครีม น้ําตาล
ก ข ค

นาฬิกา
ก ค ง
U

แหวน
แว่น
ตกเช้า ตกเย็น
ก ข ค
U
U
ตาดี ฟันไม่ผุ
ก ข ค

จ ฉ ช

ชาย
100

หญิง
60
ก ข ค

จ ฉ ช

ชาย หญิง
บาส ฟุตบอล
ก ข ค
จ ฉ ช
ชาย
24
หญิง
11
U
ตจว. นักกีฬา
ก ข ค

จ ฉ ช

ชาย
600

หญิง
500
3ลงตัว 4ลงตัว
ก ข ค



คู่

คี่
U
ช้าง
ลิง
32 35
หมี
20
A
ไทย
สากล
B
ไทย
เดิม
y
x
z
?
C ลูกทุ่ง
(39) โจทย์บอกว่า
ก+ข+ค+ง=20
ก+ข=2(ข+ค)-7
และ ข = ง

ดังนั้ น จากสมการแรกสุ ดจะได้ ก+2ข+ค=20 .....(1)
สมการที่ สองจั ดรู ปได้ ข-ก+2ค=7 .....(2)
(1)x2 - (2); 3ก+3ข=33 ดังนั้ น ก+ข=11
(40) คนสวมแหวนทุ กคน
สวมแว่ น แต่คนที่สวม
นาฬิ กาไม่มีคนใดสวมแว่น
จะวาดแผนภาพได้ดังนี้
(แหวนเป็นสับเซตของแว่ น,
นาฬิ กากับแว่นแยกกัน)
โจทย์บอกว่า ก+ข+ค+ง=34 .....(1) ข=5 .....(2)
ค=ก+ข+1 .....(3) และ ก+ข+ง=3ก .....(4)
แทนค่า (2), (3) ในสมการ (1) และ (4) จะได้
ก+5+(ก+5+1)+ง=34 และ ก+5+ง=3ก
แก้ระบบสมการได้ ก=7, ง=9
โจทย์ถาม ค = ก+ข+1 = 7+5+1 = 13 คน
(41) ฝนตกเช้ าจะไม่ตก
เย็น แสดงว่ าเซตแยกกัน
ก+ข=7, ข+ค=6, ก+ค=5
บวกกันทั้งสามสมการได้
2(ก+ข+ค)=18 ..ดังนั้ น ก+ข+ค 9 = วัน
(42) ข้อนี้วาดรู ปแบ่ง
ชายหญิงได้ดังนี้
(หรือจะแบ่งเป็นชาย
กับหญิ ง คนละรู ปกัน
ก็ได้ แต่คิดไม่ สะดวก)





30 = ค+ง → ช+ซ 50 30 20 = − =
35 = ก+ง → จ+ซ 60 35 25 = − =
55 = ข → ฉ 80 55 25 = − =
รวม 3 สมการเข้าด้ วยกั น จะได้
ก+ข+ค+2ง=120 และ จ+ฉ+ช+2ซ=70
แต่เนื่ องจาก ก+ข+ค+ง=100 ดั งนั้น ง=20
และ ก+ข+ค=80
และเนื่ องจาก จ+ฉ+ช+ซ=60 ดังนั้ น ซ=10
และ จ+ฉ+ช=50
คําตอบคื อ 80 50 130 + = คน
(หมายเหตุ ..จะวาดแผนภาพเป็ นเซตของคนที่ สายตา
ไม่ดี, หรื อเซตของคนที่ฟั นผุ ก็ได้)

(43) ก+ข=16 ....(1)
ฉ+ช=7 จะได้ ข+ค=21-7=14 ....(2)
สองสมการบวกกัน จะได้
ก+2ข+ค=16+14=30
แต่ ก+ข+ค=24 ดังนั้ น
ข=30-24= 6 คน
(44) ก+ข=200
และ ข+ค=30
รวม ก+2ข+ค=230
แต่ ข=15
ดังนั้ น ก+ข+ค=215
∴ง 600 215 385 = − = คน
(ข้อสังเกต ข้ อ 43 และ 44 ไม่ได้คํานวณในส่วนที่
เป็นผู้ หญิ งเลย, ถ้าต้ องคิ ดจะใช้วิ ธีเหมื อนข้อ 42)
(45) โจทย์ ข้อนี้ ให้คิด
เอาเองว่า จํ านวนคี่ที่
4 หารลงตั วนั้ น ไม่มี!
(นั่นคื อ ฉ,ช 0 = )

ค 6 = , ก+ข+จ 8 = โดย ก+ข 3 = → จ 5 = ..
ข 2 = , ก+ง 4 = และ จ+ซ 18 4 14 = − = ..
จํานวนสมาชิกของเซตนี้ = (ก+ง)+ข+ค+(จ+ซ)
4 2 6 14 26 = + + + =
จํานวนคู่ = (ก+ง)+ข+ค 4 2 6 12 = + + =
จํานวนที่ 3 หรื อ 4 หารไม่ ลงตัว = ทุกตัวยกเว้ น ข
= − = 26 2 24 จํานวน
(46) ข้อนี้มี 3 เซต คื อ ชอบช้าง, ชอบลิง, ชอบหมี
โจทย์ถาม n(A B C)' 100 n(A B C) ∪ ∪ = − ∪ ∪
โดยการสังเกตให้ ดี ใช้
ข้อมูลแค่ 3 ตัว คิ ดวิธี
เดียวกับขั อ (36) ดังรูป
ก็จะทราบว่ า
n(A B C) ∪ ∪ =
32 35 20 87 + + =
ดังนั้ นตอบ 13
(47) ข้อนี้ตรงตามสู ตร
n(A B C) ∪ ∪ =180
=95+92+125-52-43-57+x
x 20 ∴ = คน
y n(A C) 20 ∴ = ∩ − =43-20=23
z n(A B) 20 = ∩ − =52-20=32
ผู้ชอบเพลงไทยสากลเพียงอย่ างเดี ยว มี
− − − = 95 20 23 32 20 คน



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เซต
30

22
23
20
11

9
x y

x
8
ชาย
y
4
หญิง
(48) สมการแรก
x+y+20+23+22+11+9=100
และสมการที่สอง
(x+20+23+22)=(y+20+23+11)+6
แก้ระบบสมการ ได้ x 5, y 10 = =
∴ นาย ก ได้ 70 คะแนน, นาย ข 64 คะแนน,
นาย ค 65 คะแนน
ก. ถูก ข. 70 64 65 199 + + = ถูก
ค. ผิด ต้ องเป็น 5 คน ง. 5 10 9 24 + + = ถูก
(49) ข้อนี้มีสามเซต (บาสเกตบอล, เทนนิส,
วอลเลย์บอล) และยังแบ่งชายหญิง จึงจําเป็นต้องแยก
วาดคนละภาพกั น






ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าข้อมู ลที่ให้ มาตรงตามสู ตรพอดี
ชาย n(A B C) 60 8 ∪ ∪ = −
=20+15+22-6-10-11+x ... ดังนั้น x=22 คน
หญิ ง (แต่ละเลขได้จาก จํานวนทั้ งหมดลบด้วยผู้ชาย)
40-4 = 15+13+18-8-6-9+y ... ดังนั้ น y=13 คน
สรุปว่ า ต่ างกั นอยู่ 22 13 9 − = คน























(50) ให้ {0, 1, 2, ..., 100} = U
A { x | x = หารด้ วย 2 ลงตัว}
B { x | x = หารด้ วย 3 ลงตัว}
C { x | x = หารด้ วย 5 ลงตัว}
ต้องการหาค่ า n(A ' B ' C ') ∩ ∩ ก็คือ
n(A B C)' ∪ ∪ ..หาโดย n( ) n(A B C) − ∪ ∪ U
ซึ่ง n(A B C) ∪ ∪ จะต้องคํานวณตามสูตร
n(A) n(B) n(C) n(A B) n(A C)) + + − ∩ − ∩
n(B C) n(A B C) − ∩ + ∩ ∩
** ทุกๆ ชิ้ นส่วน อย่ าลืมนับเลข 0 ด้วย **
... n(A) → หาร 2 ลงตั ว มี 51 จํ านวน
n(B) → หาร 3 ลงตัว มี 34 จํ านวน
n(C) → หาร 5 ลงตั ว มี 21 จํ านวน
n(A B) ∩ → หาร 2 และ 3 ลงตั ว คื อหาร 6 ลงตัว
มี 17 จํ านวน ... n(A C) ∩ → หาร 2 และ 5 ลงตัว
คือหาร 10 ลงตั ว มี 11 จํานวน ... n(B C) ∩ →
หาร 3 และ 5 ลงตั ว คื อหาร 15 ลงตัว มี 7 จํ านวน
... n(A B C) ∩ ∩ → หาร 2 และ 3 และ 5 ลงตั ว
คือหาร 30 ลงตั ว มี 4 จํ านวน
ดังนั้ น n(A B C) 51 34 21 17 11 ∪ ∪ = + + − −
7 4 75 − + =
และเนื่ องจาก n( ) 101 = U จึ งได้
n(A ' B ' C ') 101 75 26 ∩ ∩ = − =
S --· :-·‹s-· S
-·.Œs (50) ··o-·-.·. -·.·.·š· A - s.¬:.s+-·.·· ·. 6 .+:. ..a B - s.¬:.s+- ·.···. 8 .+:.
..Œ. A B ∩ -a.·š·.¬:.s+-·.·.··`--.·
·.--·:s·.‹ ·.· + 6 ..a 8 .+:. ·.·..‹·. 48 .+:. ..‹`:‹·a-.··
.s 6 ·· 8 .-u··· ·:-· -a:Œs+`:Œ -.· - s “·. 24 .+:.” -+-ae·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
31




Re
a
+
l






º··Õè 2 Ãaºº¨íҹǹ¨Ãi§
จํานวนที่มนุษย์คิดขึ้นใช้ครั้งแรกเป็นจํานวนที่ใช้
นับสิ่งของต่างๆ เรี ยกว่า จํานวนธรรมชาติ (Natural
Number) หรือ จํานวนนับ (Counting Number)
ได้แก่ 1,2,3,4,... ซึ่งสั ญลักษณ์แทนเซตของจํานวนนับ
คือ {1, 2, 3, 4, ...} = N

หากนําจํานวนนั บเหล่านี้มาบวกหรือคูณกัน ผลลัพธ์ย่อมเป็นจํานวนนับเสมอ เรียกว่า “เซต
ของจํานวนนับมี สมบัติปิด สําหรับการบวกและการคูณ” (คําว่า สมบัติปิด หมายความว่า เมื่อนํา
สมาชิกใดๆ ในเซตมาดําเนินการแล้ว ผลที่ได้ยังคงเป็นสมาชิกของเซตนั้นอยู่) แต่หากนําจํานวนนับ
บางจํานวนมาลบหรือหารกันจะมีปัญหาขัดข้องเนื่องจากผลที่ได้ไม่เป็นจํานวนนับ ด้วยเหตุนี้จํานวนลบ
จํานวนศูนย์ รวมทั้งจํานวน เศษส่วน (Fraction) จึงถูกคิดขึ้นมาใช้

จํานวนนับ จํานวนศูนย์ และจํานวนเต็มลบ เรียกรวมกันว่า จํานวนเต็ม (Integer)
{..., 3, 2, 1, 0, 1, 2, 3, ...} = − − − I
จํานวนเต็ม และเศษส่วนของจํานวนเต็ม เรียกรวมกันว่า จํานวนตรรกยะ (Rational Number)
{ a/b | a, b = ∈ Q I และ b 0 } ≠
ดังนั้น เซตจํานวนนับเป็นสับเซตจํานวนเต็ม และเซตจํานวนเต็มเป็นสับเซตจํานวนตรรกยะ

ข้อควรทราบ
1. จํานวนตรรกยะที่เป็นเศษส่วนของจํานวนเต็ม จะเขียนเป็นทศนิยมซ้ําได้เสมอ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
32
C
R
' Q
Q
m I
I
I
-

0
I
+
I หรือ N
− Q I
เพิ่มเติม จากเนื้อหาเรื่องจํานวนเชิงซ้อน

มีจํานวนอีกหนึ่งประเภทที่ไม่ใช่จํานวนจริง เนื่องจากไม่
สามารถจัดลําดับค่ามากน้อยร่วมกับจํานวนจริงบนเส้นจํานวน
ได้ คือรากที่สองของจํานวนลบ เช่น 2 − เรียกว่า จํานวน
จินตภาพ (Imaginary Number)
เมื่อรวมกันกับเซตจํานวนจริงแล้วเรียกว่า จํานวนเชิงซ้อน
(Complex Number : C) ซึ่งจะได้ศึกษาในบทที่ 11
และจํานวนที่เขียนเป็นทศนิยมไม่ซ้ํา จะเรียกว่า
จํานวนอตรรกยะ (Irrational Number) ' Q
เช่น 2 1.4142... ≈ , 3 1.7321... ≈ , 3.1416... ≈ π

2. N มีสมบัติปิดสําหรับการบวกและการคูณ
I และ Q มีสมบัติปิดสําหรับการบวก, ลบ, และคูณ
..แต่ ' Q ไม่มีสมบัติปิดเลย

จํานวนทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เรียกรวมกันว่า
จํานวนจริง (Real Number : R) ซึ่งมีแผนผังความ
สัมพันธ์ดังที่แสดงไว้









2.1 สมบัติของจํานวนจริง

นอกจากสมบัติปิดซึ่งได้รู้จักแล้ว ระบบจํานวนจริงยังมีสมบัติอีกหลายลักษณะที่ควรทราบ
เนื่องจากเป็นพื้นฐานที่จําเป็นสําหรับวิชาคณิตศาสตร์ (ส่วนใหญ่จะเคยพบมาแล้วในระดับ ม.ต้น)

สมบัติของการเท่ากัน
[1] สมบัติการสะท้อน (Reflexive Property) a a =
[2] สมบัติการสมมาตร (Symmetric Property) a b b a = ↔ =
[3] สมบัติการถ่ายทอด (Transitive Property) a b = และ b c a c = → =
[4] สมบัติการบวกและคูณด้วยจํานวนที่เท่ากัน a b a c b c = → + = +
a b a c b c = → =
สมบัติเกี่ยวกับการบวกและการคูณ
[1] “เอกลักษณ์ (Identity)” คื อจํานวนที่ไปดําเนินการกับจํานวนจริง a ใดก็ตามแล้วได้ผลลัพธ์เป็น
จํานวน a เดิม ... ดังนั้น เอกลักษณ์การบวกในระบบจํานวนจริง คือ 0 และเอกลักษณ์การคูณใน
ระบบจํานวนจริง คือ 1
[2] “อินเวอร์ส (Inverse) ของ a” คือจํานวนที่ไปดําเนินการกับจํานวนจริง a แล้วได้ผลลัพธ์เป็น
เอกลักษณ์ ... ดังนั้น เอกลักษณ์การบวกของจํ านวนจริง a คือ –a และเอกลักษณ์การคูณของจํานวน
จริง a คือ 1/a หรือ เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์
1
a


[3] สมบัติปิด (Closure Property) a, b a b ∈ → + ∈ R R
a, b a b ∈ → ⋅ ∈ R R
[4] สมบัติการสลับที่ (Commutative Property) a b b a + = +
a b b a =
S ....:.· S
· .·· .s+.s+- ·.··· · es--‹ss·..·š ·- ·.·
··..‹.-Œ· -a.·š·- ·.·s:..·-a...s
: -‹ e ¬+.·š·-‹-+·· .· -.··.s·.·. ··· ··
·.·š·- ·.·s:..·-a.:‹··· .-‹·.a.u :···
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
33
[5] สมบัติการเปลี่ยนกลุ่ม (Associative Property) a (b c) (a b) c a b c + + = + + = + +
a (b c) (a b) c a b c = =
[6] สมบัติการแจกแจง (Distributive Property) a (b c) a b a c + = +
(a b) c a c b c + = +
[7] สมบัติสําหรับเซตของจํานวนจริงบวก (
+
R ) เพิ่มเติมได้แก่ สมบัติที่ว่า
“ถ้าจํานวนจริง a 0 ≠ แล้ว a
+
∈ R หรือ a
+
− ∈ R เสมอ”

ทฤษฎีบทเพิ่มเติมที่ควรทราบ
(พิสูจน์ได้จากสมบัติที่กล่าวแล้วข้างต้น)
[1] กฎการตัดออกสําหรับการบวกและการคูณ a c b c a b + = + → =
a c b c a b ⋅ = ⋅ → = เมื่อ c 0 ≠
[2] การคูณด้วยศูนย์ และจํานวนลบ 0 a a 0 0 = = ( 1)a a − = −
( a)b a( b) a b − = − = −
( a)( b) a b − − = ( a) a − − =
* [3] ผลคูณเท่ากับศูนย์ a b 0 a 0 = → = หรือ b 0 =
[4] บทนิยามของการลบและการหาร a b a ( b) − = + −

1
a b a b

÷ = เมื่อ b 0 ≠ (ไม่นิยาม
1
0

)
[5] การแจกแจงสําหรับการลบ a (b c) a b a c − = −
[6] อินเวอร์สการคูณไม่เป็นศูนย์เสมอ
1
a 0


[7] การคูณทั้งเศษและส่วน
a ac
b bc
=
[8] การบวกและการคูณเศษส่วน
a d ac bd
b c bc
+
+ =
a d ad
b c bc
⋅ =
[9] อินเวอร์สการคูณของเศษส่วน
1
a b
b a

⎛ ⎞
=
⎜ ⎟
⎝ ⎠

[10] เศษส่วนซ้อน
a b a
c bc
=
a ac
b c b
=
a b ad
c d bc
=

หมายเหตุ
1. ข้อ [7] ถึง [10] ตัวส่วนต้องไม่เท่ากับศูนย์
2. อาจนิยามการหารด้วยการคูณ คือ a b c a b c ÷ = ↔ = ก็ได้
แต่ต้องกํากับว่าเป็นจริงเมื่อ b 0 ≠ เท่านั้น (การหารด้วย 0 ในที่นี้จะไม่นิยาม)

• ตัวอยาง เซตต อไปนี้ มีลั กษณะตรงตามขอใด (ใน A, B, C, D) บาง
A. มีสมบัติ ปดการบวก B. มีสมบัติ ปดการคูณ
C. เปนสับเซตของเซตจํานวนตรรกยะ Q D. เปนสับเซตของเซตจํานวนเต็ม I

ก. เซตของจํานวนนับ N
ตอบ A ถูก เพราะไมวาจะยกจํานวนนับจํานวนใดมาบวกกัน ผลลัพธก็ยังคงเป นจํานวนนับ
B ถูก เพราะไม วาจะยกจํานวนนับจํานวนใดมาคูณกัน ผลลั พธก็ ยังคงเปนจํานวนนับ
C ถูก เพราะจํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนตรรกยะ
D ถูก เพราะจํานวนนับทุกจํานวนเปนจํานวนเต็ ม
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
34
ข. เซตของจํานวนอตรรกยะ
ตอบ A ผิด เพราะมีจํานวนอตรรกยะบางจํานวน ที่บวกกันแลวกลายเปนจํานวนตรรกยะ เชน 2 บวก
กับ 2 − แลวได 0
B ผิด เพราะมีจํ านวนอตรรกยะบางจํานวน ที่คู ณกันแลวกลายเปนจํานวนตรรกยะ เชน 2 2 2 ⋅ =
C ผิดอยางแน นอน เพราะเซตของจํานวนตรรกยะและอตรรกยะ เปนคอมพลีเมนตกัน
D ผิดเชนกั น เพราะไมใชวาจํานวนอตรรกยะทุกจํานวนเปนจํานวนเต็ม (ที่จริงไม มีเลยสั กตัว)

ค. { x | x 0 } <
ตอบ A ถูก จํานวนลบหรือจํานวนศูนย เมื่อนํามาบวกกั นยอมยั งเปนจํานวนลบหรือศูนย
B ผิด เพราะจํานวนลบคูณกั นย อมได ผลลัพธเป นจํานวนบวก
C และ D ผิด เพราะจํานวนลบบางจํานวนไมใช จํานวนตรรกยะ (และจํานวนเต็ม) เชน 2 −

ง. {1.414, 22/7}
ตอบ A และ B ผิด เพราะเมื่อหยิบจํานวนจากเซตนี้มาบวก (หรือคูณ) กั น ผลลั พธไมอยู ในเซตนี้
C ถูก เพราะเลขทศนิยม และเศษสวนของจํานวนเต็ม เปนจํานวนตรรกยะเสมอ ( 22/ 7 ≠ π)
D ผิดแนนอน เพราะสมาชิกในเซตนี้ไมใชจํานวนเต็ม

จ. { 1, 0, 1} −
ตอบ A ผิด เพราะเมื่อหยิบบางจํานวนมาบวกกั น ผลลั พธที่ไดไมอยูในเซตนี้ เชน 1 1 2 + =
B ถูก เพราะไม วาจะหยิบจํานวนใดมาคูณกั น ผลลัพธ ที่ได ก็ยังอยูในเซตนี้เสมอ
C และ D ถูก เพราะสมาชิกทุกตัวเปนจํานวนเต็ ม (จํานวนเต็มทุ กจํานวนเปนจํานวนตรรกยะ)

ฉ. { 10 x | x } ∈I
ตอบ { 10 x | x } {0, 10, 20, 30, ...} ∈ = ± ± ± I เขียนแจกแจงสมาชิกเพื่ อใหพิจารณางาย
A และ B ถูก เพราะไมวาจะหยิบจํานวนใดในเซตนี้มาบวก (หรือคูณ) กั น ผลลัพธที่ไดยังอยูในเซตนี้
C และ D ถูก เพราะสมาชิกทุกตัวเปนจํานวนเต็ ม (จํานวนเต็มทุ กจํานวนเปนจํานวนตรรกยะ)

แบบฝึกหัด 2.1

(1) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(1.1) 0.343443444... เป็นจํานวนตรรกยะ
(1.2) 0.112112112... เป็นจํานวนอตรรกยะ
(1.3) ถ้า
2
a เป็นจํานวนคู่ แล้ว a ต้องเป็นจํานวนคู่
(1.4) ถ้า
2
a เป็นจํานวนคี่ แล้ว a ต้องเป็นจํานวนคี่

(2) ถ้า a, b, c ∈ R แล้ว ข้อความในแต่ละข้อต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(2.1) ถ้า a b a = แล้ว b 1 =
(2.2) ถ้า a b 0 = แล้ว a 0 = และ b 0 =
(2.3) เมื่อ b 0 ≠ ถ้า
a c
b b
= แล้ว a c =
(2.4) เมื่อ b, c 0 ≠ ถ้า
a a
b c
= แล้ว b c =
S --· :-·‹s-· S
o-·-`·.·.··.Œs-..e··.s:-· · .‹.·.·
eŒs‹·.Œs-....-+.:·æ -a-.·.s·.‹e · .:‹·
-.+·+.Œs-..·:-
·.:s·o-·- .·~ua· -...--.-··.u·
:-.·..· · ·.u eŒ ·.-Œ·..-+.‹.Œs-..
· ·:- ·.-·:.s-‹+- ·.· s-‹..·-.s·
-·.·:-.· - ·.·:-. Œ· ..a-·.··-·-.·
..‹e+ · -Œ.-· .:‹eŒ·- +.+··..‹.-Œ .Œs-..
· ··. os·.-ae ·. + eŒ-a·s·.‹e ·: ..æ -+
:Œs+`:Œ.. ..-· ¬+·+.Œs·-··a-.··
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
35
(3) เซตในข้อใดมีสมบัติปิดของการบวก และการคูณ
ก. เซตของจํานวนเต็มลบทั้งหมด ข. เซตของจํานวนเฉพาะบวกที่ไม่ใช่ 2
ค. เซตของจํานวนตรรกยะที่ไม่ใช่จํานวนเต็ม ง. เซตของจํานวนเต็มที่หารด้วย 4 ลงตัว

(4) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(4.1) เซตของจํานวนจริง มีสมบัติปิดของการลบ
(4.2) เซตของจํานวนจริง มีสมบัติการเปลี่ยนกลุ่มของการลบ
(4.3) เซตของจํานวนจริงที่ไม่ใช่ 0 มีสมบัติปิดของการหาร
(4.4) เซตของจํานวนจริงที่ไม่ใช่ 0 มีสมบัติการเปลี่ยนกลุ่มของการหาร

(5) เมื่อกําหนดเซต A { x | x } = ∈ ∈ N Q และ B A = − N แล้ว
ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(5.1) A มีสมบัติปิดการคูณ แต่ B ไม่มีสมบัติปิดการคูณ
(5.2) A ไม่มีสมบัติปิดการบวก และ B ไม่มีสมบัติปิดการบวก

(6) เซต A ในข้อใดทําให้ข้อความต่อไปนี้เป็นจริง
“ถ้า x A ∈ แล้ว จะมี y A ∈ ซึ่ง x y 1 = และ x y A ∈ ”
ก. เซตของจํานวนเต็มที่ไม่ใช่ 0 ข. เซตของจํานวนจริง
ค. เซตของจํานวนอตรรกยะ ง. เซตของจํานวนตรรกยะที่ไม่ใช่ 0

(7) ให้หาอินเวอร์สการคูณของ
1
6 5 +
และ
เอกลักษณ์การคูณของ 6 5 +

(8) กําหนดตารางการดําเนินทวิภาคดังขวามือ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
ก. (a b) a c ∗ ∗ = ข. (b c) b a ∗ ∗ =
ค. (a b) (c b) b ∗ ∗ ∗ = ง. (c a) (b a) b ∗ ∗ ∗ =

(9) การดําเนินการ ∗ สําหรับจํานวนจริง ในข้อใดไม่มีสมบัติการสลับที่
ก. x y 3 x y (x y) ∗ = + + ข. x y 2(x y) 3 x y ∗ = + −
ค.
3 1
x y
x y x y
∗ = −
+
ง.
1
x y 2 x y
x y
∗ = +



(10) [Ent’24] กําหนด a b 3ab (a b) ∗ = + + แล้ว x (y z) (z y) x ∗ ∗ = ∗ ∗ หรือไม่

(11) ถ้า A เป็นเซตของจํานวนนับคี่ และกําหนดตัวดําเนินการ ⊕ กับ ⊗ บนเซต A ดังนี้
a b
a b
2
+
⊕ = และ
a b
a b
2
⊗ = แล้วข้อใดต่อไปนี้ถูกหรือผิดบ้าง
(11.1) เซต A มีสมบัติปิด และมีสมบัติการสลับที่ ภายใต้การดําเนินการ ⊕
(11.2) เซต A ไม่มีสมบัติปิด แต่มีสมบัติการสลับที่ ภายใต้การดําเนินการ ⊗





* a b c
a a b c
b b c a
c c a b
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
36
2.2 ทฤษฎีบทเศษเหลือ และตัวประกอบ

พหุนามตัวแปรเดียว ที่มี x เป็นตัวแปร จะอยู่ในรูป
n n 1
n n 1 1 0
a x a x ... a x a


+ + + + โดยที่ a
เป็นค่าคงที่ (สัมประสิทธิ์) และ n เป็นจํานวนนับ นิยมใช้สัญลักษณ์แทนพหุนามว่า p(x)
นอกจากนั้น สัญลักษณ์ p(c) หมายถึงการแทนค่า x ด้วยจํานวน c
เช่น
3 2
p(x) 4x x 2x 6 = − − + จะได้ว่า
3 2
p( 1) 4( 1) ( 1) 2( 1) 6 3 − = − − − − − + =

การแก้สมการพหุนามตัวแปรเดียว
n n 1
n n 1 1 0
a x a x ... a x a 0


+ + + + = จะต้องแยกตัว
ประกอบให้สมการอยู่ในรูปผลคูณเท่ากับศูนย์ โดยมีเทคนิคต่างๆ ที่ศึกษาผ่านมา ได้แก่ กําลังสอง
สมบูรณ์ ผลต่างของกําลังสอง ผลบวกและผลต่างของกําลังสาม เป็นต้น แต่สําหรับสมการที่มีดีกรี
มากกว่าสอง ทฤษฎีบทต่อไปนี้ จะช่วยให้การแยกตัวประกอบสะดวกขึ้น

ทฤษฎีบทเศษเหลือ (Remainder Theorem) กล่าวว่า
“ถ้าหาร p(x) ด้วย x – c แล้ว จะเหลือเศษเท่ากับ p(c)”
และหากการหารนี้เหลือเศษ 0 พอดี (หารลงตัว) จะกล่าวว่า x – c เป็นตัวประกอบของ p(x)
นั่นคือ “พหุนาม p(x) จะมี x – c เป็นตัวประกอบหนึ่ง ก็ต่ อเมื่อ p(c) = 0”
เรียกทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีบทตัวประกอบ (Factor Theorem)

เรานําทฤษฎีบททั้งสองมาช่วยในการแยกตัวประกอบของ p(x) ได้ โดยการสุ่มหาค่า c ที่ทํา
ให้ p(c) = 0 พอดี เพื่อให้ได้ตัวประกอบ x – c ... แล้วนํา x – c ที่ได้ไปหารออกจาก p(x) เพื่อ
ลดทอนกําลัง n ลง ทําซ้ําจนแยกตัวประกอบได้ครบ
ยังมีอีกทฤษฎีที่ทําให้เลือกค่า c ได้รวดเร็ว นั่นคือ ทฤษฎีบทตัวประกอบจํานวนตรรกยะ
ซึ่งกล่าวว่า “ถ้า x – (k/m) เป็นตัวประกอบของ p(x) แล้ว.. k เป็นตัวประกอบของ
0
a และ
m เป็นตัวประกอบของ
n
a ” (โดยเศษส่วน k/m เป็นเศษส่วนอย่างต่ําเท่านั้น)

สรุปวิธีการหาตัวประกอบ x – c ของ p(x) เมื่อ c เป็นจํานวนตรรกยะ คือนําค่า k มาจาก
ตัวประกอบของ
0
a และนําค่า m มาจากตัวประกอบของ
n
a ... ค่า c ที่เป็นไปได้จะอยู่ในบรรดา
เศษส่วน k/m เหล่านี้เท่านั้น (อย่าลืมคิดทั้งจํานวนบวกและจํานวนลบ) ดูตัวอย่างวิธีคํานวณได้ใน
เรื่องการหารสังเคราะห์
หมายเหตุ หากจํานวน c ไม่ใช่จํานวนตรรกยะ เช่น
2
x 2 (x 2)(x 2) − = − + จะใช้ทฤษฎีนี้ไม่ได้

• ตัวอยาง
3 2
2x x 6x 1 − − + หารดวย x 2 − เหลือเศษเทาใด
ตอบ ใชทฤษฎีเศษ จะไดวาเศษจากการหาร
3 2
2x x 6x 1 − − + ด วย x 2 − ก็คือ
3 2
2(2) (2) 6(2) 1 1 − − + = ... (สามารถตรวจคําตอบไดโดยการตั้งหารยาว หรือหารสังเคราะห)

• ตัวอยาง
3 2
2x x 6x 1 − − + หารดวย x 1 + เหลือเศษเทาใด
ตอบ ใชทฤษฎีเศษ จะไดวาเศษจากการหาร
3 2
2x x 6x 1 − − + ด วย x 1 + ก็คือ
3 2
2( 1) ( 1) 6( 1) 1 4 − − − − − + = ... (สามารถตรวจคําตอบไดโดยการตั้งหารยาว หรือหารสังเคราะห)

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
37
• ตัวอยาง ฟงกชั นพหุนามดีกรีสอง p(x) ฟงกชันหนึ่ง พบวาเมื่อหารด วย x แลวเหลือเศษ 3 , เมื่อ
หารดวย x 1 − เหลือเศษ 12 , และเมื่อหารดวย x 2 − จะเหลือเศษ 25
ก. ฟงกชัน p(x) นี้หารดวย x 3 − เหลือเศษเทาใด
วิธีคิด การจะทราบคําตอบขอนี้ จะตองหาใหไดกอนวา p(x) คืออะไร
โดยทั่วไปพหุนามดีกรีสอง ตองมีลักษณะเปน
2
Ax Bx C + + ซึ่งจะเห็นวา มีสัมประสิทธิ์ 3 ตัว
เราจึงใชคําใบที่โจทยใหมา 3 อยาง ในการสรางระบบสมการเพื่ อหาสัมประสิทธิ์ 3 ตัวนี้
“หารดวย x แลวเหลือเศษ 3 ” แปลวา p(0) 3 = หรือ
2
A(0) B(0) C 3 + + =
“หารดวย x 1 − แลวเหลือเศษ 12 ” แปลวา p(1) 12 = หรือ
2
A(1) B(1) C 12 + + =
“หารดวย x 2 − แลวเหลือเศษ 25” แปลวา p(2) 25 = หรือ
2
A(2) B(2) C 25 + + =
แกสามสมการร วมกัน ได ผลเป น A 2 = , B 7 = , C 3 = ... ดังนั้ น
2
p(x) 2x 7x 3 = + +
ดังนั้น p(x) นี้หารดวย x 3 − จะเหลือเศษ
2
2(3) 7(3) 3 42 + + =

ข. ฟงกชัน p(x) นี้หารดวย x c − ลงตัว เมื่อ c เทากับเทาใด
ตอบ p(x) หารดวย x c − ลงตัว ... แปลวา มี x c − เปนตัวประกอบหนึ่งนั่นเอง
และเนื่องจาก
2
p(x) 2x 7x 3 (2x 1)(x 3) = + + = + + จึงไดคําตอบวา
p(x) นี้จะหารดวย x c − ลงตัว เมื่อ c 1/2 = − หรือ c 3 = −
หรืออาจกลาววา p(c) 0 = (หารลงตัวคือไมมีเศษ) ดังนั้น
2
2c 7c 3 (2c 1)(c 3) 0 + + = + + = จะได c 1/2 = − หรือ c 3 = − เชนเดียวกัน

ค. ฟงกชัน p(x) นี้หารดวย x c − เหลือเศษ 7 เมื่อ c เทากับเทาใด
ตอบ p(x) หารดวย x c − เหลือเศษ 7 ... แปลวา p(c) 7 =
ดังนั้น
2
2c 7c 3 7 + + = แกสมการได
2
2c 7c 4 (2c 1)(c 4) 0 + − = − + =
จึงไดคําตอบวา c 1/2 = หรือ c 4 = −
หรืออาจกลาววา “ p(x) หารดวย x c − เหลือเศษ 7 ” คือ “ p(x) 7 − หารดวย x c − ลงตัว”
(ยกตัวอยางเชน 38 หารดวย 5 เหลือเศษ 3 แสดงวา 38 3 − ยอมหารดวย 5 ลงตัว)
ดังนั้น
2
p(x) 7 2x 7x 4 (2x 1)(x 4) − = + − = − + ได c 1/2 = หรือ c 4 = − เชนกัน

เทคนิคการหารพหุนาม ด้วยวิธีหารสังเคราะห์ (Synthetic Division)
วิธีหาผลหารของพหุนาม ที่เคยได้ศึกษาผ่านมาแล้วคือการตั้งหารยาว สามารถใช้หารพหุ
นามได้ทุกกรณี (หารด้วยดีกรีเท่าใดก็ได้) ... แต่ในกรณี “การหารพหุนามด้วย x – c (ดีกรีหนึ่ง)”
เราสามารถทําได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยการหารสังเคราะห์
ในที่นี้สมมติว่า จะหาผลของการหาร
4 3 2
x 3x 4x x 6 − + + − ด้วย x 2 −
1. เขียนสัมประสิทธิ์ของพหุนามที่เป็นตัวตั้ง (ในที่นี้คือ 1, 3, 4, 1, 6 − − ) เรียงกันในบรรทัด โดยใส่ค่า
c จากตัวหาร (ในที่นี้คือ 2) ลงในช่องด้านหน้าสุด และเว้นบรรทัดไว้ในลักษณะดังนี้

2 1 3 4 1 6 − −


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
38
2. เริ่มขั้นตอนการหารโดยนําตัวเลขในหลักแรกสุด (ในที่นี้คือ 1) ลงมาเขียนด้านล่างตรงบรรทัดของ
ผลลัพธ์ ... จากนั้นใช้ตัวหาร (คือ 2) คูณผลลัพธ์นี้ ไปใส่ไว้ใต้หลักถัดไป

2 1 3 4 1 6
2
1
− −

3. พิจารณาที่หลักถัดไป ให้บวกเลขเข้าด้วยกัน ( 3 2 1 − + = − ) นําไปใส่ไว้บรรทัดล่าง
แล้วใช้ตัวหาร (คือ 2) คูณผลลัพธ์นี้ ไปใส่ไว้ใต้หลักถัดไปอีก ... ทําซ้ําเรื่อยๆ จนครบทุกหลัก

2 1 3 4 1 6
2 2 4 10
1 1 2 5 4
− −
+



4. ในบรรทัดผลลัพธ์ที่ได้ ตัวเลขในหลักสุดท้ายคือ เศษ และตัวเลขที่เหลือด้านหน้าคือสัมประสิทธิ์
ของผลหาร (ดีกรีลดลงไปหนึ่งเสมอ) ... ในที่นี้ผลหารก็คือ
3 2
x x 2x 5 − + + เศษ 4

• ตัวอยาง ใหหาเศษจากการหาร
3
2x 7x 6 − + ดวย x 1 +
วิธีคิด หากไมต องการใชทฤษฎีเศษ
ก็สามารถใชวิธีตั้งหารสังเคราะห ไดผลดังนี้
แสดงวา ผลหารเปน
2
2x 2x 5 − − และเหลือเศษ 11
หมายเหตุ พจน ใดหายไป เมื่ อตั้ งหารสังเคราะหตองใส
สัมประสิทธิ์เป น 0 ดวย (เชนในโจทยขอนี้ไมมีพจน
2
x ) มิฉะนั้นผลหารที่ไดจะไม ถูกตอง

• ตัวอยาง ใหแยกตัวประกอบพหุนาม
3 2
3x 7x 4 − +
วิธีคิด เนื่องจากตัวประกอบของ 4 (สั มประสิทธิ์ ตัวสุดทาย) ไดแก 1, 2, 4 ± ± ±
และตัวประกอบของ 3 (สั มประสิ ทธิ์ตัวแรกสุด) ไดแก 1, 3 ± ±
จากทฤษฎีตัวประกอบจํานวนตรรกยะ จะไดวาจํานวนที่ นาจะเปนคําตอบ ไดแก
1, 2, 4, 1/3, 2/3, 4/3 ± ± ± ± ± ± ...
จากนั้นทดลองนํ าจํานวนเหลานี้ มาหารสังเคราะหทีละจํานวน
หากพบวาตัวใดทําใหเศษเปน 0 ตัวนั้นก็จะเปนคํ าตอบ ...
ซึ่งจากการหารสังเคราะหในตัวอยางดานขวานี้ ทํ าใหทราบวา
3 2
3x 7x 4 (x 1)(x 2)(3x 2) − + = − − +
หมายเหตุ ลําดั บของตัวหารไมจําเปนตองเหมือนกับในตัวอยาง (เชนอาจจะใช 2 กอนก็ ได)

แบบฝึกหัด 2.2

(12) ถ้าหาร
3 2
4x 21x 26x 17 − + − ด้วย x 4 − แล้วเหลือเศษ a
และหาร
3 2
3x 13x 11x 5 + + + ด้วย x 3 + แล้วเหลือเศษ b แล้วให้หาค่าของ b – a

(13) ถ้า x 1 − หาร
2
x 2a + และ x 2 + หาร x a + แล้วเหลือเศษเท่ากัน ค่า a เป็นเท่าใด

1 2 0 7 6
2 2 5
2 2 5 11
− −

− −
1 3 7 0 4
3 4 4
2 3 4 4 0
6 4
3 2 0

− −
− −
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
39
(14) ถ้าหาร
4 3 2
x x 3x x 1 − + − − และ
3 2
2x x 75x a + + + ด้วย x 5 − แล้วเหลือเศษเท่ากัน ค่า a
เป็นเท่าใด

(15) ถ้า x 2 − เป็นตัวประกอบร่วมของ
3 2
a
x ax x 2b
4
− + + กับ
2
1
x x b
a
+ − แล้ว
ค่า a b + เป็นเท่าใด

(16) ถ้า
2
x 2x 3 − − เป็นตัวประกอบของ
4 3 2
x ax bx 3x 4 + + + +
และ
2
x x 2 + − เป็นตัวประกอบของ
3 2
x 10x cx d + + + แล้ว a b c d + + + มีค่าเท่าใด

(17) ให้หา ห.ร.ม. ของพหุนาม
3
x 7x 6 − + ,
3 2
3x 7x 4 − + และ
4 3
x 3x 6x 4 − + −
(18) ให้หา ค.ร.น. ของพหุนาม
3 2
x 2x 5x 6 − − + และ
3 2
x x 10x 8 + − +

(19) แยกตัวประกอบของพหุนามต่อไปนี้
6 5 4 3 2
3x 2x 64x 96x 27x 98x 40 − − + − + +



(20) ให้หาเซตคําตอบของสมการ
2 2 2 2
x a b 2abx b 0 + + − =
(20.1) เมื่อ a เป็นเอกลักษณ์การบวกในระบบจํานวนจริง
(20.2) เมื่อ b เป็นเอกลักษณ์การบวกในระบบจํานวนจริง
(20.3) เมื่อ a เป็นเอกลักษณ์การคูณในระบบจํานวนจริง
(20.4) เมื่อ b เป็นเอกลักษณ์การคูณในระบบจํานวนจริง

2.3 อสมการ

สมบัติของการไม่เท่ากัน
[1] บทนิยามของการมากกว่าและน้อยกว่า a b b a
+
< ↔ − ∈ R
a b a b
+
> ↔ − ∈ R
[2] สมบัติการถ่ายทอด (Transitive Property) a b b c a c > ∧ > → >
[3] สมบัติการบวกและคูณด้วยจํานวนที่เท่ากัน a b a c b c > → + > +
a b a c b c , c 0 > → > >
a b a c b c , c 0 > → < <
[4] กฎการตัดออกสําหรับการบวกและการคูณ a c b c a b + > + → >
a c b c a b , c 0 > → > >
a c b c a b , c 0 > → < <
[5] สมบัติไตรวิภาค (Trichotomy Property)
ถ้า a, b ∈ R แล้ว a b = หรือ a b < หรือ a b > อย่างใดอย่างหนึ่ง
[6] บทนิยามของการไม่มากกว่าและไม่น้อยกว่า
a b a ↔ < ไม่มากกว่า b (น้อยกว่าหรือเท่ากับ)
a b a ↔ > ไม่น้อยกว่า b (มากกว่าหรือเท่ากับ)
[7] การเปรียบเทียบสองด้าน
a b c a b < < ↔ < และ b c < a b c a b ↔ < < < และ b c <
a b c a b < ↔ < < และ b c < a b c a b < ↔ < < และ b c <
S --· :-·‹s-· S
eŒ·..+.-.a·-Œ.-....-~.‹.· .:‹ · 2/3 ..Œ..·.‹`:Œ.-Œ .-~
.·š·-·-· ..-+.‹ :.·.a·s·· .-Œ-s x-2/3 ·a-.· s-‹..+
..-· 3x-2 -··.‹-a-+ 3 -·.+.. ·s·.- u·‹s· ·a-. ··
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
40
a b
ช่วง และการแก้อสมการ
ช่วง (Interval) คือเซตที่บอกสมาชิกด้วยขอบเขต
นิยมแสดงเป็นกราฟบน เส้นจํานวน (Number Line)

ช่วงเปิด (a, b) หมายถึง { x | a x b } < <
ช่วงปิด [a, b] หมายถึง { x | a x b } < <
ช่วงครึ่งเปิด (a, b] หมายถึง { x | a x b } < <
และช่วงครึ่งเปิด [a, b) หมายถึง { x | a x b } < <

ช่วง (a, ) ∞ หมายถึง { x | x a } >
ช่วง [a, ) ∞ หมายถึง { x | x a } >
ช่วง ( , a) −∞ หมายถึง { x | x a } <
ช่วง ( , a] −∞ หมายถึง { x | x a } <
และช่วง ( , ) −∞ ∞ หมายถึงเซตของจํานวนจริง R

* สองกรอบนี้ใช้ประกอบโจทย์แบบฝึกหัดข้อ 23 ถึง 25
ขอบเขตของ
2
x เมื่อกําหนด a x b < <
- ถา a 0 > และ b 0 > จะไดขอบเขตเปน
2 2
(a , b )
- ถา a 0 < และ b 0 < จะไดขอบเขตเปน
2 2
(b , a )
- ถา a 0 < ขณะที่ b 0 > ขอบเขตที่ไดจะมีค าต่ําสุดเปน 0 และเปนชวงครึ่งปด (เปน 0 ได)
คาสูงสุดใหเลือกระหวาง
2
a กับ
2
b วาตัวใดมากกวากั น
เชนถา x ( 4, 3) ∈ − จะเห็นวา x มีคาตั้งแตติดลบจนถึงบวก
แสดงวาผานคานอยๆ เชน 1, 0, 1 − ฯลฯ ดวย ...เมื่อนําไปยกกําลังสอง คาต่ําสุดจึงตองเปน 0
สวนคาสูงสุดเลือกระหวาง 9, 16 ... สรุปวา
2
x อยูในชวง [0, 16)
หมายเหตุ : ขอบเขตของ x ก็คิ ดในลั กษณะเดียวกันกับ
2
x

หลักในการคํานวณ (บวกลบคูณหาร) ระหวาง 2 ชวง คือ a x b < < และ c y d < <
สมมติตองการผลคูณ xy ใหหาผลคูณ ac, ad, bc, bd ใหครบ
แลวพิจารณาวาในผลคู ณทั้งสี่ที่ ได ตัวใดมีคาต่ําสุดและตัวใดสูงสุด ... คา xy จะอยูในชวงนั้น
เชน ถา x ( 1, 3) ∈ − และ y ( 5, 4) ∈ − ถามวา xy อยูในช วงใด
เนื่องจากผลคูณทั้งสี่คือ 5, 4, 15, 12 − − ... ดังนั้ น xy อยูในชวง ( 15, 12) −
กับการบวก ลบ และหาร ก็ทําเชนเดียวกัน (แตกรณีหาร ตัวหารตองไมเป น 0)..
เชน ถา x ( 1, 3) ∈ − และ ∈ y (2, 4) ผลหารทั้งสี่เปน − − 1/2, 1/ 4, 3/2, 3/4
..ดังนั้ น x / y อยูในชวง − ( 1/2, 3/2)

ขอสังเกต คา x y + จะมีขอบเขตเปน (a c, b d) + + เสมอ
(ตัวนอยสุ ดยอมเกิดจากนอยบวกนอย และตัวมากสุดยอมเกิดจากมากบวกมาก)
และคา x y − จะมีขอบเขตเปน (a d, b c) − − เสมอ
เนื่องจากการนําลบคูณ y จะกลับดานเปน d y c − < − < − ... แล วนํามาบวกกันกั บ x
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
41
-3 0 1 1 2 2 2
- + - + - + - +
-3 0 1 2
-3 0 1 1 2 2 2
- + - + - + - +
-3 0 1 1 2 2 2
สมการ (Equality) คือประโยคที่มีตัวแปรและกล่าวถึงการเท่ากัน การแก้สมการ คือการหา
ค่าของตัวแปรที่ทําให้ประโยคนั้นเป็นจริง อาจกล่าวว่าเป็นการหา “เซตคําตอบของสมการ” หรือการ
หา “รากของสมการ” ก็ได้ ส่วน อสมการ (Inequality) คือประโยคที่มีตัวแปรและกล่าวถึงการไม่
เท่ากัน (ได้แก่ > < > < หรือ ≠ ) การแก้อสมการ ก็คือการหาค่าของตัวแปรที่ทําให้ประโยคนั้น
เป็นจริง ซึ่งอาจกล่าวว่าเป็นการหา “เซตคําตอบของอสมการ” ก็ได้เช่นกัน

S ·..·Œs..·.· ·..Œs-...a.+-+·
· ·.·.··.s.·· +.s+.Œ+.s+s..·. ..a·.:-ss·. ·.··.·.·.· · .-Œ...s
: ·.-u·.s·.·+.s+.Œ+.s+s..·. :Œs+.a.+..s+·..·. -·.-.s+·.-
eŒ· -·.·.·- u·. s·.·+.s+.Œ+.s+..·. :Œs+·. ·-Œ·.-. s+·.-.··.‹·Œs-·.‹
·.·.·.-~.·š·.‹.· ·.-··.+.s+· +.s+.Œ+ ·.- u...Œ eŒ..‹-.·š·..‹-..··a-.·
...a.-.s+·.-s-:- -s·+-.+....‹·.·.·‹:-.‹:Œs+·.·-Œ·.-. s+·.-·.s..‹·

เทคนิคการหาช่วงคําตอบของอสมการพหุนาม
1. เมื่อแยกตัวประกอบเรียบร้อยแล้ว อสมการโดยทั่วไป (ในตัวอย่างสมมติว่าเครื่องหมายเป็น >)
จะอยู่ในรูป
1 2 3
1 2
(x c )(x c )(x c )...
0
(x d )(x d )...
− − −
− −
> เช่น
2
3
(x 3)(x 1)
0
x(x 2)
+ −

>

2. เขียนเส้นจํานวนและระบุตําแหน่งของ
1 2 3 1 2
c , c , c , d , d , ... ให้ครบทุกตัว
(เรียงตามลําดับน้อยไปมาก) และหากมีตัวประกอบใดอยู่หลายครั้ง
ก็เขียนจุดเป็นจํานวนเท่านั้นครั้งด้วย เช่นในภาพ

3. ใส่เครื่องหมาย +, –, +, – สลับกันไปในช่วงย่อยๆ
บนเส้นจํานวน โดยเริ่มจากช่วงขวามือที่สุดเป็น + เสมอ

4. หากในอสมการเป็นเครื่องหมาย “มากกว่าศูนย์” ช่วงคําตอบจะเป็นช่วงเปิด ในช่วง +
หากเป็นเครื่องหมาย “น้อยกว่าศูนย์” ช่วงคําตอบจะเป็นช่วงเปิด ในช่วง –
โดยที่ถ้ามีเครื่องหมาย “เท่ากับศูนย์” อยู่ด้วย ช่วงคําตอบจะเปลี่ยนเป็นช่วงปิด
ทั้งนี้ต้องระวังเรื่องเศษส่วน ที่ตัวส่วนต้องไม่เป็นศูนย์
(
1 2
x d , d , ... ≠ )

5. จัดรูปคําตอบให้กระชับ (ยุ บรวมจุดที่เป็นจุดเดียวกัน)
เช่น ในตัวอย่างนี้ตอบว่า x [ 3, 0) {1} (2, ) ∈ − ∪ ∪ ∞

* หากมีจุดซ้ํากันเกิน 2 จุด (ยกกําลังมากกว่า 2) ถ้าเป็นกําลังคู่ให้เขียนจุดเพียง 2 จุด แต่ถ้าเป็น
กําลังคี่ให้เขียนจุดเพียงจุดเดียว เนื่องจากในตอนท้าย ช่วงที่ได้ก็จะยุบรวมกันเสมอ

ข้อควรระวัง
การใช้เส้นจํานวนในการหาคําตอบ สัมประสิทธิ์หน้า x ทุกๆ
วงเล็บจะต้องไม่ติดลบ (หากติดลบให้นํา -1 คูณทั้งสองข้าง
เพื่อให้เครื่องหมายกลายเป็นบวก และอย่าลืมกลับด้าน
เครื่องหมายมากกว่า/น้อยกว่าด้วย) เช่น (x+1)(3-x) > 0
แบบนี้ต้องเปลี่ยนเป็น (x+1)(x-3) < 0 ก่อน

S --· :-·‹s-· S
·...-·- :s·.s+..·...as..·.-a:‹+· ·
·a-.· eŒ.·š·..·...- ·.:‹ .a.+..·.·š·
.-Œ .:‹ · (x-2)(x-3) = 0 -a.-Œ x = 2, 3
e·:Œs+ .:‹eŒ.·š·s..·. (x-2)(x-3) < 0
-a·.-.·š· x < 2, 3 ..‹.-Œ .--.-·
:Œs+·:‹.+- :s·-·..Œ·- ·.·.·‹···a-.··
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
42
-1 3 4
- + - +
-2 3 5
- + - +
• ตัวอยาง ใหหาเซตคําตอบของสมการ
2
x 2x 19
4
x 4
+ −
=


วิธีคิด สามารถย ายขางไปคูณไดทั นที (แต ตองกํากั บเงื่อนไขวา x 4 0 x 4 − ≠ → ≠ ดวย)
จะได
2
x 2x 19 4(x 4) + − = − ... จากนั้ นยายทางขวามาลบเปน
2
x 2x 3 0 − − =
หรือ (x 1)(x 3) 0 + − = ... ดังนั้น คําตอบคือ { 1, 3} −

• ตัวอยาง ใหหาชวงคําตอบของอสมการ
2
x 2x 19
4
x 4
+ −

<
วิธีคิด อสมการนี้ยายขาง x 4 − ไปคู ณไม ได เพราะไมแนใจวาตองกลั บเครื่องหมาย < หรือไม
ดังนั้นจึงใชวิธียายเลข 4 ทางขวามาลบแทน ... ไดเปน
2
x 2x 19
4 0
x 4
+ −


<
จัดรูปฝงซายใหเปนเศษสวนเดียว คือ
2
x 2x 3
0
x 4
− −

< จากนั้ นเป น
(x 1)(x 3)
0
x 4
+ −

<
อยูในรูปที่ต องการแลว เขียนเส นจํานวนเพื่อหาคํ าตอบ
(อยาลืม x 4 ≠ ) ... และคําตอบที่ ไดคือ ( , 1] [3, 4) −∞ − ∪

หมายเหตุ
ถ้ามีพหุนามดีกรีสองที่แยกตัวประกอบเป็นจํานวนจริงไม่ได้ (คือใช้
สูตร
2
B B 4AC
2A
− ± −
แล้วพบว่าในรู้ทติดลบ) เวลาเขียนเส้นจํานวน
ให้ละทิ้งก้อนนั้นไปได้เลย เขียนจุดเฉพาะตัวประกอบที่แยกเป็นกําลัง
หนึ่งได้ (เพราะก้อนนั้นจะเป็นบวกเสมอ และไม่มีผลต่อความจริงเท็จ
ของอสมการ) เช่น
+ − + +

2
(x 2)(x 5)(x 2x 2)
0
x 3
< จะได้เส้นจํานวนดังนี้



สมบัติความบริบูรณ์ (The Axiom of Completeness)
เป็นสมบัติข้อสุดท้ายของระบบจํานวนจริง มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า สัจพจน์การมีค่าขอบเขตบน
น้อยสุด (Least Upper Bound Axiom)

ค่าขอบเขตบน คือค่าจํานวนจริงซึ่งไม่น้อยกว่าสมาชิกใดๆ ในเซตที่กําหนดให้
เช่น เซต S {0, 1, 2, 3, 4, ...} = − − − − มีค่าขอบเขตบนเป็น 0 หรือ 0.5 หรือ 1.8 หรืออื่นๆ เพราะ
ค่าเหล่านี้ไม่น้อยกว่าสมาชิกใดใน S แต่ ค่าขอบเขตบนน้อยสุด ได้แก่ 0 เท่านั้น

ค่าขอบเขตบนน้ อยสุดของช่วง (a, b) และ (a, b] และ [a, b] คื อค่า b
ค่าขอบเขตบนน้ อยสุดของช่วง ( , b) −∞ และ ( , b] −∞ คือค่า b
ค่าขอบเขตบนน้ อยสุดของช่วง (a, ) ∞ และ [a, ) ∞ และ ( , ) −∞ ∞ หาไม่ได้

สมบัติข้อสุดท้ายของระบบจํานวนจริง กล่าวว่า “สับเซตใดๆ ของ R ถ้ามีขอบเขตบนแล้ว
ค่าขอบเขตบนน้ อยสุดจะยังอยู่ใน R” ซึ่งสมบัติข้อนี้ในระบบจํานวนอื่นบางระบบ เช่น Q ไม่มี
S --· :-·‹s-· S
·.· ...-·:.·.a·s·`·`-..Œ.··...
..‹ss· ..‹.-Œ.·..‹·Œs·· ·.-·..‹.-Œ·a
-.· -a:Œs+.s+`:Œ. :.- ·‹s· .:‹·
x
2
+x-3 < 0 `:Œ.:..-Œ
1 1 12
2
− ± +

.···...e.. -·..Œ·- ·.·.-Œ ..a
:‹.+-:s·-s ,
1 13 1 13
2 2
− − − + ⎡ ⎤
⎢ ⎥
⎣ ⎦

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
43
แบบฝึกหัด 2.3

(21) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(21.1) ถ้า (a b)(b c)(c d) 0 − − − > แล้ว a b c d > > >
(21.2) ถ้า a b < และ n ∈ N แล้ว
n n
a b <
(21.3) ถ้า a 0 > , b 0 > และ a b ≠ แล้ว
a b
ab
2
+
>
(21.4) ถ้า a 0 > , b 0 > และ a b ≠ แล้ว
2 2
b a 1 1
a b a b
+ > +

(22) ถ้า a b c < < แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(22.1)
a b
a b
2
+
< < (22.3)
3 3 3
a b c < <
(22.2)
a b c
a c
3
+ +
< < (22.4) ab bc <

(23) ถ้า 7 x 5 − < < และ 3 y 6 < < แล้ว ค่าต่อไปนี้อยู่ในช่วงใด
(23.1)
2
x y − (23.2)
2
xy

(24) ถ้า 6 x 2 − < < − และ 2 y 3 < < แล้ว ค่าต่อไปนี้อยู่ในช่วงใด
(24.1) xy (24.3) x/ y
(24.2) x y −

(25) ต้องการสร้างรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วให้มีเส้นรอบรูป 20 ซม. และความสูงไม่เกิน 5 ซม. ความ
ยาวฐานควรเป็นเช่นไร

(26) ถ้า A และ B เป็นเซตคําตอบของอสมการ 4 3x 2 13 − < < และ
11 x 4x 1 2x 7 − < + + < ตามลําดับแล้ว ในเซต A B ' ∩ จะมีจํ านวนเต็มเป็นเท่าใดบ้าง

(27) ถ้า m และ n คือจํานวนเต็มที่มากที่สุดและน้อยที่สุด ที่เป็นคําตอบของอสมการ
2
x 6x 7 0 + + < แล้ว m n − เป็นเท่าใด

(28) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
ก. ผลบวกของค่าสัมบูรณ์ของคําตอบที่เป็นจํานวนเต็มของ
2
20 3x 2x 0 − − > คือ 13
ข. ค่ าสัมบูรณ์ของผลบวกของคําตอบที่เป็นจํานวนเต็มของ
2
3x 7x 30 0 + − < คือ 7

(29) ถ้า m คือผลบวกจํานวนเต็ม ที่เป็นคําตอบของ
2
21 5x 6x 0 + − >
และ n คือผลบวกจํานวนเต็ม ที่ไม่เป็นคําตอบของ
2 2
3x 1 1 x 3x − > + − แล้วให้หา m n +

(30) กําหนด a และ b เป็นจํานวนเต็มที่มากที่สุดและน้อยที่สุด ซึ่งไม่เป็นคําตอบของอสมการ
2
2x 4x 5 0 + − > ตามลําดับ แล้วข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(30.1) {ab} {a, b} ⊂ (30.2) {a b} {a, b} + ⊂

(31) ถ้าพหุนาม
3 2
x a x a 2 + − − หารด้วย x 1 − แล้วเหลือเศษมากกว่า 5
ค่า a เป็นเท่าใดได้บ้าง


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
44
(32) จงหา
(32.1) เซตคําตอบของอสมการ
x(x 1)(x 2)
0
(x 1)(x 2)
− −
<
+ −

(32.2) เซต (A ' B ')' ∩ เมื่อ A เป็นเซตคําตอบของ
4
(x 2)(x 3)(x 1) 0 + − − < และ B
เป็นเซตคําตอบของ
3
(x 4)(x 3)(x 2) 0 + − + >
(32.3) ผลบวกค่าสัมบูรณ์ของจํานวนเต็มใน
3
2
(x 4)(x 1)(x 2)
{ x | 0 } '
x(x 5)
+ + −

>

(33) ให้หาเซตคําตอบของ
3 2
x x 4x 4 0 − − + >

(34) ถ้า A เป็นเซตคําตอบของ
3 2
x 2x 5x 6 + + < และ B ( 5, ) = − ∞ แล้ว
ผลบวกของจํานวนเต็มใน A B ∩ เป็นเท่าใด

(35) ให้หาเซตคําตอบของอสมการต่อไปนี้
(35.1)
1 2
x 1 3x 1
<
− −

(35.2) [Ent’29]
4 2
x 2 x 1 − +
>

(36) ถ้า A เป็นเซตคําตอบของ
2x 5
0
x 2

+
> และ B เป็นเซตคําตอบของ
2x 1
1
x 5

<
+
แล้ว
ให้หาผลบวกของจํานวนเต็มที่มากที่สุดกับจํานวนเต็มที่น้อยที่สุด ในเซต B A ' ∩

(37) [Ent’38] ให้ S เป็นเซตคําตอบของ
x 1
2
x 2

>
+
และ a เป็นขอบเขตบนน้อยสุดของ S แล้ว
ค่าของ
2
a 1 + เป็นเท่าใด

(38) ให้หาขอบเขตบนน้อยสุดของแต่ละเซตที่กําหนดให้
(38.1)
2
{ x | x 7 } < (38.3) ( 2, 6] [3, 8) − ∪
(38.2) { 1, 5, 7, 9} [6, ) ∪ ∞ (38.4) { x 2n | n } = ∈ I

(39) ถ้า a เป็นขอบเขตบนน้อยสุดของ
n
A { x | x , n }
n 1
+
= = ∈
+
I
และ b เป็นขอบเขตล่างมากสุดของ
1
B { x | x , n }
n

= = ∈ I แล้ว ให้หาค่า a b +

(40) ให้หาผลบวกของค่าขอบเขตบนน้อยสุด และค่าขอบเขตล่างมากสุด ของเซตคําตอบของ
อสมการ
2
2x 5x 2 5 − + <

2.4 ค่าสัมบูรณ์

“ค่าสัมบูรณ์ (Absolute Value หรือ Modulus) ของจํานวนจริง a” ใช้สัญลักษณ์ว่า a
ค่าสัมบูรณ์มีความหมายเชิงเรขาคณิต คือ a เท่ากับระยะห่างระหว่างจุดที่แทน a กับจุด 0
และ a b − เท่ากับระยะห่างระหว่างจุ ดที่แทน a กับจุ ดที่แทน b
ดังนั้น นิยามของค่าสัมบูรณ์ของจํานวนจริงเป็นดังนี้
a , a 0
a
a , a 0

=

− <

>

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
45
-b b
จากสิ่งเหล่านี้ ทําให้สรุปทฤษฎีได้หลายอย่าง เช่น
[1] ค่าสัมบูรณ์ต้องไม่น้อยกว่าศูนย์ a 0 > เสมอ
[2] ค่าสัมบูรณ์ไม่คํานึงถึงเครื่องหมายลบ a a = − a b b a − = −
[3] ค่าสัมบูรณ์กระจายได้ สําหรับการคูณ ab a b =
n n
a a =
[4] ค่าสัมบูรณ์กระจายได้ สําหรับการหาร
a
a
b b
= โดย b 0 ≠
[5] ยกกําลังด้วยเลขคู่ไม่ต้องใส่ค่าสัมบูรณ์
2 2 2
a a a = =
[6] ค่าสัมบูรณ์กระจายไม่ได้ สําหรับการบวกลบ a b a b + + < a b a b − − >
* [7] รากที่ n ของกําลัง n
=
=


=




n
n
เมื่อ n จํานวนคู่
เมื่อ n จํานวนคี่
a
a
a


ทฤษฎีที่ช่วยแก้สมการและอสมการที่มีค่าสัมบูรณ์แบบง่าย
(คือมีค่าสัมบูรณ์เดียว และอีกข้างของสมการเป็นค่าคงที่ b ซึ่งมากกว่า 0)
* [1] สมการ x b =
มีความหมายเดียวกับสมการ
2 2
x b = (ยกกําลังสองทั้งสองข้างได้)
และยังสรุปได้ว่า “ x b = หรือ x b = − ” ด้วย (วิธีนี้สะดวกกว่าการยกกําลังสอง)
* [2] อสมการ x b < ความหมายเดียวกับ b x b − < <
อสมการ x b < ความหมายเดียวกับ b x b − < <
อสมการ x b > ความหมายเดียวกับ “ x b < − หรือ x b > ”
อสมการ x b > ความหมายเดียวกับ “ x b − < หรือ x b > ”

• ตัวอยาง ใหหาเซตคําตอบของสมการ 3 x 1 − =
วิธีคิด จาก 3 x 1 − = จะได
3 x 1 − = หรือ 3 x 1 − = − ...
แปลวา x 2 = หรือ x 4 = ...
ดังนั้น คําตอบคือ {2, 2, 4, 4} − −

• ตัวอยาง ใหหาชวงคําตอบของอสมการ 3 x 1 − <
วิธีคิด จาก 3 x 1 − < จะได ... 1 3 x 1 − − < < ...
นํา 3 ลบทั้งสามสวนของสมการ 4 x 2 − − − < < …
นําลบคู ณทั้งสมการ 2 x 4 < < …
ดังนั้น คําตอบคือ [ 4, 2] [2, 4] − − ∪


เทคนิคการหาคําตอบของสมการและอสมการที่มีค่าสัมบูรณ์ใดๆ
1. กําหนดจุดที่ทําให้ค่าสัมบูรณ์แต่ละพจน์เป็นศูนย์ ลงบนเส้นจํานวนให้ครบทุกจุดเรียงตามค่าน้อยไป
มาก เช่นสมการ 2x 1 x 2 x 3 + − − = + ... มีค่าสัมบูรณ์อยู่ 2 พจน์ ก็กําหนดจุดบนเส้นจํานวน
2 จุด
S --· :-·‹s-· S
..·.· s ·.Œ+··+:-:..·. .:‹·
x 2 x + = ·.··· .-Œ
“ x 2 x + = ·. s x 2 x + = − ”
.·. s·..-··.+.s+·+.s+.Œ+ ..Œ.-Œ-
..··· :.:‹+·.+.s+· ¬+-a:Œs+:..-
-:s·...s·a-.· ...a-:s·`-··`·Œ
-‹..·.u:-.· -a`:Œ..‹.-Œ
.:‹eŒ.·š·s..·. .:‹·
x 2 x + < ..‹-..· .··· ·
“ x x 2 x − + < < ” ...a:..--:s·
.·· -..`:Œ...-·:‹.+-‹s-:.·-a
s.·-`··..Œse-.·-.·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
46
-1/2 2
-1/2 2
x < -1/2
-1/2 < x < 2
x > 2
-1/2 2
x < -1/2
-1/2 < x < 2
x > 2
เส้นจํานวนที่ได้จะถูกแบ่งเป็นช่วงย่อยๆ ซึ่งใช้เป็นเงื่อนไขของค่า x เช่นในตัวอย่างนี้จะมีช่วง
x 1/2 < − , 1/2 x 2 − < < , และ x 2 >
(สังเกต : เครื่องหมาย “เท่ากับ” จะอยู่รวมกับ “มากกว่า”
ตามนิยามของการถอดค่าสัมบูรณ์)

2. ในแต่ละช่วงย่อย สมการจะถอดเครื่องหมายค่าสัมบูรณ์ทิ้งได้ โดยให้ทดลองแทนจํานวนใดๆ ที่อยู่
ในช่วงนั้นลงไปในค่าสัมบูรณ์ หากภายในค่าสัมบูรณ์ติดลบเมื่อถอดค่าสัมบูรณ์ออกแล้วจะต้องใส่ลบ
เพิ่มให้ แต่ถ้าภายในเป็นบวกแล้วก็ถอดค่าสัมบูรณ์ออกได้เลยไม่ต้องแก้ไขอะไร ... ดังตัวอย่างนี้มี 3
ช่วง จะได้สมการ 3 แบบคือ





( ) ( ) x 3
x 3 x 3
x 3
− = +
− − = +
= −
-2x - 1 -x + 2

(2x 1) ( ) x 3
3x 1 x 3
x 2
+ − = +
− = +
=
-x + 2

(2x 1) (x 2) x 3
x 3 x 3
0 0
+ − − = +
+ = +
=


3. ตรวจสอบคําตอบที่ได้ของแต่ละช่วง ให้ใช้คําตอบเฉพาะที่อยู่ในช่วงนั้นจริงๆ (อินเตอร์เซคกับ
เงื่อนไข) แล้วจึงรวมผลที่ได้จากแต่ละช่วงย่อยเข้าด้วยกัน (ยูเนียน) เป็นคําตอบที่แท้จริงของสมการ
(สังเกต : หากแก้สมการแล้วได้ผลเป็น 0 0 = หรือประโยคอื่นๆ ที่เป็นจริงเสมอ เช่น 3 0 >
แสดงว่าช่วงย่อยนั้นเป็นคําตอบได้ทั้งหมด แต่ถ้าแก้สมการแล้วได้ผลเป็นประโยคที่เป็นเท็จ เช่น
1 0 = หรือ 3 0 < แสดงว่าช่วงย่อยนั้นไม่มีค่าใดเป็นคําตอบเลย)



x 3 = − ∅ x 2 >

ตัวอย่างนี้คําตอบที่ได้คือ x { 3} [2, ) ∈ − ∪ ∞

แบบฝึกหัด 2.4

(41) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(41.1) ถ้า n
+
∈ I และ n 1 > จะได้
n
n
a a =
(41.2) ถ้า a, b 0 > แล้ว a b a b − = −

(42) ให้หาค่าของจํานวนจริง m ที่น้อยที่สุดที่ทําให้
(42.1) 4x 0.5 m + < เมื่อ 3 2x 1 0.5 − < − <
(42.2)
x 2
5 m
x

+ < เมื่อ x (2, 6) ∈
(42.3)
2
x 25 m − < เมื่อ x 5 6 + <

(43) ถ้า x 1 5 − < และ y 2 4 − < แล้ว x y + มีค่าอยู่ในช่วงใด


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
47
(44) ให้หาคําตอบของสมการต่อไปนี้
(44.1)
2
x 6 x 8 0 − + =
(44.2) x 1 x 1 2 − + + =
(44.3) [Ent’30] x 4 x 3 1 − + − =

(45) ถ้า A เป็นเซตคําตอบของสมการ 2 3x 2 3 x + = +
และ B เป็นเซตคําตอบของสมการ 2 3x 2 3x + = + แล้วให้หาเซต B A ' ∩

(46) ให้หาผลบวกของคําตอบทั้งหมดของสมการ
2
8(x 2) 14(x 2) 3 0 + − + + =

(47) ถ้า
2
A { x | x 3x 3 2x 3 } = ∈ + + = + I และ
5 3x
B { x | 2}
x 2

= ∈ =
+
I
แล้ว ให้หาค่า
2 2
a b + เมื่อ a, b เป็นค่าขอบเขตบนน้ อยสุดและขอบเขตล่างมากสุดของ A B ∪

(48) ให้หาคําตอบทั้งหมดของสมการ
2
3 x
( x ) x =

(49) ให้หาคําตอบของอสมการต่อไปนี้
(49.1) 2x 1 3x 2 − < + (49.4)
3
x
x 1 2 − −
<
(49.2) 3 x 2 6 < − < (49.5)
x
2
x 1 −
<
(49.3)
1
x 0
x
+ > และ
2
x x 2 0 − − <

(50) ถ้า A เป็นเซตคําตอบของอสมการ
x 2
x 4
2
+
+ <
และ B เป็นเซตคําตอบของอสมการ x x 7 < − แล้วให้หาเซต (A B)' ∩

(51) ถ้า
4x 5
A { x | x 5}
2
+
= ∈ < < R แล้วข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(51.1) ถ้า a, b A ∈ แล้ว (a b)/2 A + ∈
(51.2) ถ้า a, b เป็นขอบเขตบนค่าน้อยสุด และขอบเขตล่างค่ามากสุดของ A
แล้ว a b A + ∈

(52) ถ้า
2
A { x | x 2 14} = ∈ − < R และ
1
B { x | 1 0 }
x
= ∈ − > R
แล้ว มีจํานวนเต็มใน A B ' ∩ กี่จํานวน

(53) ให้หาค่า a, b, c ที่เป็นจํานวนนับที่น้อยที่สุด ที่ทําให้
(53.1) 4 x 1 − < < เป็นคําตอบของอสมการ ax b c + <
(53.2) x 10 < − หรือ x 8 > เป็นคําตอบของอสมการ ax b c + >

(54) ให้หาคําตอบของอสมการต่อไปนี้
(54.1) 3x 2 4x 1 + < +
(54.2) [Ent’41]
x 2
2
x 1

<
+

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
48
(54.3) x 7 5 5x 25 − < < −
(54.4) x 1 x 3 x 5 − + − < −
(54.5)
2
2
x 5x 4
1
x x 2
− −
+ −
>
* (55) ให้หาคํ าตอบของอสมการ x 3 x 2 − < −

(56) ให้หาค่า x ที่ทําให้
(56.1) (1 x )(1 x) − + เป็นจํานวนจริงบวก
(56.2) (1 x )(1 x) − + เป็นจํานวนจริงลบ

2.5 ทฤษฎีจํานวนเบื้องต้น
* ในหัวข้อนี้เราจะกล่าวถึงจํานวนเต็มเท่านั้น

สมบัติของจํานวนเต็มกับการหาร
[1] บทนิยามของการหารจํานวนเต็มลงตัว
สัญลักษณ์ที่ใช้แทนประโยค “m หารด้วย n ลงตัว” คือ n m
เรียก m ว่า ตัวตั้ง (Dividend) และเรียก n ว่า ตัวหาร (Divisor)
สําหรับจํานวนเต็ม m, n โดยที่ n 0 ≠ จะได้ว่า n m ก็ต่อเมื่อ m n q = และ q ∈ I
[1.1] สมบัติการถ่ายทอด ถ้า a b และ b c แล้ว a c
[1.2] ตัวหารที่ลงตัวย่อมน้อยกว่า ถ้า a b แล้ว a b < เสมอ
[1.3] การหารผลรวมเชิงเส้นลงตัว ถ้า a b และ a c แล้ว a (bx cy) +
“ผลรวมเชิงเส้น (Linear Combination) ของ b กับ c” คือจํานวนในรูป bx cy + ซึ่ง x, y ∈I









[2] บทนิยามของการหารจํานวนเต็มใดๆ
สําหรับจํานวนเต็ม m, n โดยที่ n 0 ≠ จะได้ว่า m n q r = + และ ∈ < q , 0 r n < I
มีจํานวนเต็ม q, r ชุดเดียวเท่านั้น เรียก q ว่า ผลหาร (Quotient) และ r คื อ เศษ (Remainder)

[3] บทนิยามของ จํานวนเฉพาะ (Prime Numbers)
“จํานวนเฉพาะ p คือจํานวนเต็มที่ไม่ใช่ 0, 1, 1 − และมีจํานวนเต็มที่ไปหาร p ลงตัวเพียงแค่
1, 1, p, p − − เท่านั้น” เช่น 2, 3, 5, 7, 11, ... ± ± ± ± ± ... จํานวนเต็มอื่นๆ ที่ไม่ใช่จํานวนเฉพาะและไม่ใช่
0, 1, 1 − จัดเป็น จํานวนประกอบ (Composite Numbers)
[3.1] หลักการมีตัวประกอบชุดเดียว
“ทุกจํานวนเต็มบวกที่มากกว่า 1 จะเขียนในรูปผลคูณของจํานวนเฉพาะบวก ได้แบบเดียว”
S .+· -..·.·· S
· eŒ a b ..a a c ..Œ. a (b c) ± eŒ a b ..Œ.
n
a b
: eŒ a b ..Œ. a (b c) ⋅ + eŒ
n
a b ..Œ. a b
· ·.ao---Œ····e···.Œs .:‹eŒ·.·-Œ··.ao--.·.‹· -a:-·a-.··
·.ao---Œ·.‹+·:-··.Œs·
· eŒ a (b c) ± ..Œ. a b ..a a c eŒ
n
a b ..Œ. a b
: eŒ a (b c) ⋅ ..Œ. a b + eŒ a b ..Œ.
n
a b
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
49
[3.2] จํานวนเฉพาะกับการหารลงตัว ถ้า p mn แล้ว p m หรือ p n

[4] บทนิยามของ จํานวนคู่ (Even Numbers) และ จํานวนคี่ (Odd Numbers)
“จํานวนคู่ คือจํ านวนที่เขียนได้ในรูป 2 n เมื่อ n ∈ I ”
“จํานวนคี่ คือจํ านวนที่เขียนได้ในรูป 2 n 1 + เมื่อ n ∈ I ”

[5] บทนิยามของ ตัวหารร่วมมาก (ห.ร.ม. : the Greatest Common Divisor : GCD) และตัว
คูณร่วมน้อย (ค.ร.น. : the Least Common Multiple : LCM)
“ d เป็น ห.ร.ม. ของ a กับ b ก็เมื่อ d a และ d b และถ้ามี n a และ n b แล้ว n d ”
สัญลักษณ์ที่ใช้แทน ห.ร.ม. ของ a กับ b ที่เป็นบวก คือ (a, b)
“ c เป็น ค.ร.น. ของ a กับ b ก็เมื่อ a c และ b c และถ้ามี a n และ b n แล้ว c n ”
สัญลักษณ์ที่ใช้แทน ค.ร.น. ของ a กับ b ที่เป็นบวก คือ [a, b]
[5.1] ห.ร.ม. คูณกับ ค.ร.น. (a, b) [a, b] a b × = × เสมอ
[5.2] ห.ร.ม. ของผลหาร ถ้า (a, b) d = แล้ว (a/d, b/d) 1 =

[5.3] ขั้นตอนวิธีการหา ห.ร.ม. ของยุคลิด
การหา ห.ร.ม. ของ a กับ b จะเริ่มโดยเขียน a กับ b ในรูปการหาร แล้วนําเศษที่ได้ไป
หารต่อๆ ไป คือ
1 1
a b q r = +
1 2 2
b r q r = +
1 2 3 3
r r q r = +
2 3 4 4
r r q r = + ...
ทําไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหารลงตัว (เศษเป็น 0) จะได้ว่า ห.ร.ม. เท่ากับ เศษตัวสุดท้าย (
k
r )
เช่น ต้องการหาค่า ห.ร.ม. ของ 138 กับ 182 จะมีขั้นตอนการหาดังนี้
(182) (138)1 (44) (138) (44)3 (6) (44) (6) 7 ( ) (6) ( )3 = + = + = + = 2 2
ดังนั้น ห.ร.ม. คือ 2 (เพราะ 2 คือเศษตัวสุดท้าย ที่ทําให้การหารนั้นลงตัว)
หมายเหตุ ถ้า (m, n) 1 = จะเรียก m และ n เป็น จํานวนเฉพาะสัมพัทธ์ (Relative Primes)
(โดยที่ m และ n ไม่จําเป็นต้องเป็นจํานวนเฉพาะ)
การหา ห.ร.ม. หรือ ค.ร.น. ของจํานวนเต็มมากกว่าสองจํานวน สามารถหาจากสองจํานวน
ใดก็ได้ แล้วนําผลที่ได้ไปหา ห.ร.ม. หรือ ค.ร.น. ร่วมกับจํานวนที่เหลือต่อไป

แบบฝึกหัด 2.5

(57) เศษของการหาร
3 2
(19) (288) ด้วย 5 เป็นเท่าใด

(58) ให้หา ห.ร.ม. ของ 252 กับ 34 และเขียนในรูปผลรวมเชิงเส้น d 252 x 34 y = +
เมื่อ x, y เป็นจํานวนเต็ม

(59) ให้หา ห.ร.ม. ของ –504 กับ –38 และเขียนในรูปผลรวมเชิงเส้นด้วย

(60) ถ้า ห.ร.ม. และ ค.ร.น. ของ x กับ 128 เป็น 16 และ 384 แล้วค่า x เป็นเท่าใด

(61) [Ent’37] ให้ x, y เป็นจํานวนเต็มบวก โดยที่ x y < ถ้า (x, y) 9 = , [x, y] 28215 = และ
จํานวนเฉพาะที่หาร x ลงตัวมี 3 จํานวน แล้ว x, y มีค่าเท่าใด

(62) [Ent’38] ให้ x, y เป็นจํานวนเต็มบวก โดยที่ 80 x 200 < <
และ x p q = เมื่อ p, q เป็นจํานวนเฉพาะซึ่งไม่เท่ากัน
ถ้า x, y เป็นจํานวนเฉพาะสัมพัทธ์ และมี ค.ร.น. เป็น 15015 แล้วค่า y เป็นเท่าใดได้บ้าง
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
50
เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1) ผิดทุ กข้ อ
(2) ข้ อ (2.3) ถู ก นอกนั้นผิ ด
(3) ง.
(4) ข้อ (4.1) และ (4.3) ถูก
(5) ถูกทุ กข้ อ (6) ง.
(7) + 6 5 และ 1
(8) ค. (9) ง. (10) เท่ ากั น
(11.1) ผิด (11.2) ถูก
(12) 1 (13) –3 (14) –81
(15) 4+3 (16) –155/9
(17) (x 1)(x 2) − −
(18) (x 1)(x 2)(x 3)(x 2)(x 4) − − − + +
(19)
2
(x 2)(x 4)(x 5)(3x 1)(x 1) − − + + +
(20.1) {b, b} − (20.2) {0}
(20.3) {0, 2b} −
(20.4) { a 1, a 1} − − − +
(21) ข้อ (21.1) และ (21.2) ผิด
(22) ข้ อ (22.4) ผิด นอกนั้นถู ก
(23.1) ( 6, 46) −
(23.2) ( 252, 180) −
(24.1) ( 18, 4) − −
(24.2) ( 9, 4) − −
(24.3) ( 3, 2/ 3) − −

เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1.1) ผิด ทศนิ ยมไม่ซ้ํา เป็นจํานวนอตรรกยะ
(1.2) ผิด ทศนิ ยมซ้ํา เป็นจํานวนตรรกยะ
(1.3) ผิด เช่ น a 2 =
(1.4) ผิด เช่ น a 3 =
(2.1) ผิด เช่ น a=0 แล้ว b จะเป็นเท่ าใดก็ได้
(2.2) ผิด ต้องเป็น a=0 หรื อ b=0 (ไม่จําเป็ นต้ อง
เป็น 0 พร้อมกั นทั้งคู่ )
(2.3) ถูก (ตามกฎการคูณเข้าทั้งสองข้าง เอา b
คูณ จะได้ a c = )
(2.4) ผิด เช่ น a=0 แล้ว b กับ c ไม่จําเป็ นต้อง
เท่ากัน
(3) ก. มีการบวก แต่ไม่มีการคู ณ
(เพราะ ลบคู ณลบ ได้บวก)
ข. ไม่มีการบวก (เช่น 3 5 8 8 + = → ไม่อยู่ใน
เซตนี้) และไม่มี การคู ณ (เช่น 3 5 15 ⋅ = )
ค. ไม่มีการบวกและคู ณเลย (เช่น
3 3
( ) 0
4 4

+ =
และ
3 4
1
4 3
⋅ = )
ง. ถูก (เพราะ บวกกันแล้วย่ อมยั งหาร 4 ลงตัว,
คูณกั นก็ยั งหาร 4 ลงตัว)
(4.1) ถูก (จํานวนจริงลบกั น ย่ อมเป็นจํ านวนจริง)
(4.2) ผิด เพราะ (a b) c a (b c) − − ≠ − −
(4.3) ถูก (นําจํ านวนจริงที่ไม่ใช่ 0 มาหารกัน ย่อม
เป็นจํ านวนจริง) ... (แต่ถ้ารวม 0 ด้วย ข้ อนี้ จะผิด
เพราะส่ วนเป็ น 0 นั้ นไม่นิยาม)
(4.4) ผิด เพราะ
a b
[ ] c a [ ]
b c
÷ ≠ ÷
(5) A {x | x = เป็ นจํ านวนนับ และ x เป็น
จํานวนตรรกยะ} {1, 4, 9, 16, 25, 36, ...} = หรือ
มองว่ า A เป็นเซตของจํ านวนนับยกกําลังสองก็ได้ ..
B = - A = { N จํานวนนับอื่ นๆ ที่ไม่อยู่ใน A}
(25) อยู่ในช่วง [7.5, 10) ซม.
(26) 2, 4 (27) 2
(28) ถูกทุกข้อ
(29) ( 1 0 1 2) (0) − + + + +
(30) ถูกทุกข้อ
(31) a ( , 2) (3, ) ∈ −∞ − ∪ ∞
(32.1) ( , 1) (0, 1) −∞ − ∪
(32.2) [ 4, ) {1} − ∞ −
(32.3) 11
(33) [ 2, 1] [2, ) − ∪ ∞
(34) –5
(35.1) ( , 1) (1/ 3, 1) −∞ − ∪
(35.2) (2, 8] (36) 0
(37) 5 (38.1) 7
(38.2) ไม่มี (38.3) 8
(38.4) ไม่มี (39) 0
(40) 5/2 (41) ผิดทุกข้อ
(42.1) 3.5 (42.2) 17/3
(42.3) 96 (43) [0, 12)
(44.1) 2, 2, 4, 4 − −
(44.2) [ 1, 1] −
(44.3) [3, 4]
(45) [ 2/3, 0) − (46) –8
(47) 90 (48) 1, 6
(49.1) ( 1/5, ) − ∞
(49.2) ( 4, 1) (5, 8) − − ∪
(49.3) ( 1, 2) {0} − −
(49.4)
3 21
( 1, 3) [ , )
2
+
− ∪ ∞
(49.5) ( , 2] ( 1, 1) [2, ) −∞ − ∪ − ∪ ∞
(50) (2, ) ∞ (51) ถู กทุกข้อ
(52) 7 (53.1) 2, 3, 5
(53.2) 1, 1, 9
(54.1) ( , 3/7) (1, ) −∞ − ∪ ∞
(54.2) ( , 4) (0, ) −∞ − ∪ ∞
(54.3) (2, 4) (6, 12) ∪
(54.4) ( 1, 3) −
(54.5) ( , 1] [ 1/ 3, 3] {1, 2} −∞ − ∪ − − −
(55) ( , 1/2) (5/2, ) −∞ − ∪ ∞
(56.1) ( , 1) ( 1, 1) −∞ − ∪ −
(56.2) (1, ) ∞ (57) 1
(58) 2 (252)(5) (34)( 37) = + −
(59) 2 ( 504)( 4) ( 38)(53) = − − + −
(60) 48 (61) 495, 513
(62) 105, 165
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
51
(5.1) A มีสมบัติ ปิดการคู ณ เพราะจํ านวนนับ
2

คูณกั น ย่ อมยังเป็นจํ านวนนับ
2
B ไม่มีสมบัติปิ ดการคู ณ เช่น
2 2 4 4 B × = → ∉ ... ดั งนั้ น ข้ อนี้ ถูก
(5.2) A ไม่มีสมบัติปิดการบวก เช่น
1 1 2 2 A + = → ∉
B ไม่มีสมบัติปิ ดการบวก เช่น
2 2 4 4 B + = → ∉ ... ดั งนั้ นข้ อนี้ถู ก
(6) ก. ไม่จริ ง เช่น ถ้า x 2 = จะไม่มี y ที่เป็ น
จํานวนเต็ม ที่ xy 1 =
ข. ไม่จริ ง เช่ น ถ้า x 0 = จะไม่มี y ที่เป็นจํ านวน
จริง ที่ xy 1 =
ค. ไม่จริ ง เพราะถ้า xy 1 = นั้น xy A ∉ แน่นอน
( 1 ไม่ใช่จํานวนอตรรกยะ)
ง. จริ ง ไม่ว่ า x เป็นจํ านวนตรรกยะใด y จะเป็ น
จํานวนตรรกยะเสมอ (x, y 0) ≠
(7) อินเวอร์สการคูณของ a คือ 1/a ... ดังนั้ น
อินเวอร์ สการคู ณของ
1
6 5 +
คือ 6 5 +
เอกลั กษณ์การคู ณของจํ านวนจริงใดๆ คื อ 1 เสมอ
(8) ก. (a b) a b a b ∗ ∗ = ∗ = → ผิด
ข. (b c) b a b b ∗ ∗ = ∗ = → ผิด
ค. (a b) (c b) b a b ∗ ∗ ∗ = ∗ = → ถูก
ง. (c a) (b a) c b a ∗ ∗ ∗ = ∗ = → ผิด
(9) ตอบ ง. เพราะ x y y x − ≠ −
(10) จะมองแค่ว่ า a * b มีสมบัติการสลับที่ ก็ได้
หรือคิดจาก x (y z) x (3yz y z) ∗ ∗ = ∗ + +
3x(3yz y z) x 3yz y z = + + + + + +
และ (z y) x (3zy z y) x ∗ ∗ = + + ∗
3(3zy z y)x 3zy z y x = + + + + + +
ก็ได้ ... คําตอบข้ อนี้คื อ “เท่ากั น”
(11.1) A ไม่มีสมบัติปิดภายใต้ ⊕ เช่น
5 7
6
2
+
= แต่ 6 A ∉ )แต่มีสมบั ติการสลับที่
เพราะ
a b b a
2 2
+ +
= เสมอ) ... ดังนั้นข้อนี้ผิด
(11.2) A ไม่มีสมบัติปิดภายใต้ ⊗ เช่น
3 3
4.5
2
×
= แต่ 4.5 A ∉ และ A มีสมบัติการ
สลับที่ เพราะ
ab ba
2 2
= เสมอ ... ดั งนั้ นถู ก
(12)
3 2
a 4(4) 21(4) 26(4) 17 7 = − + − =
และ
3 2
b 3( 3) 13( 3) 11( 3) 5 8 = − + − + − + =
ดังนั้ น b a 8 7 1 − = − =
(13) เศษ
2
(1) 2a ( 2) a + = − + ดังนั้ น a 3 = −

(14) เศษ
4 3 2
(5) (5) 3(5) (5) 1 − + − −
3 2
2(5) (5) 75(5) a = + + + ... ดั งนั้ น a 81 = −
(15) เป็นตัวประกอบ แสดงว่า หารแล้วเหลือเศษ 0
3 2
a
(2) a(2) (2) 2b 0
4
− + + = .... (1)
2
1
(2) (2) b 0
a
+ − = .... (2)
แก้ระบบสมการ ได้ a 4, b 3 a b 7 = = → + =
(16) จาก
2
(x 2x 3) (x 3)(x 1) − − = − +
แสดงว่า
4 3 2
4 3 2
(3) a(3) b(3) 3(3) 4 0
( 1) a( 1) b( 1) 3( 1) 4 0
⎧ + + + + =

− + − + − + − + =


จะได้
19 37
a , b
9 9
− −
= =
และจาก
2
(x x 2) (x 2)(x 1) + − = + −
แสดงว่า
3 2
3 2
( 2) 10( 2) c( 2) d 0
(1) 10(1) c(1) d 0
⎧ − + − + − + =

+ + + =


จะได้ c 7, d 18 = = −
ดังนั้ น
155
a b c d
9

+ + + =
(17) แยกตั วประกอบแต่ ละพหุนามก่อน
(โดยการหารสังเคราะห์)
จะได้
3
(x 7x 6) (x 1)(x 2)(x 3) − + = − − +
และ
3 2
(3x 7x 4) (x 1)(x 2)(3x 2) − + = − − +
และ
4 3
(x 3x 6x 4) (x 1)(x 2)(x 2)(x 2) − + − = − − − +
ดังนั้ น ห.ร.ม.
2
(x 1)(x 2) x 3x 2 = − − = − +
(18) แยกตัวประกอบแต่ ละพหุนามก่อน
จะได้
3 2
(x 2x 5x 6) (x 1)(x 3)(x 2) − − + = − − +
และ
3 2
(x x 10x 8) (x 1)(x 2)(x 4) + − + = − − +
ค.ร.น. (x 1)(x 2)(x 3)(x 2)(x 4) = − − − + +
5 3 2
x 17x 12x 52x 48 = − + + −
(19)
2
(3x 1)(x 2)(x 4)(x 5)(x 1) + − − + +
(20.1)
2 2
a 0 x b 0 = → − = →
(x b)(x b) 0 { b, b} − + = → −
(20.2)
2
b 0 x 0 {0} = → = →
(20.3)
2 2 2
a 1 x b 2bx b 0 = → + + − =
2
x 2bx 0 x(x 2b) 0 {0, 2b} → + = → + = → −
(20.4)
2 2
b 1 x a 2ax 1 0 = → + + − =
2
(x a) 1 0 (x a 1)(x a 1) 0 → + − = → + − + + =
{ a 1, a 1} → − + − −
(21.1) ผิด เช่ น c b a > > และ c d >
แบบนี้ก็ยังได้ ( )( )( ) 0 − − + > อยู่
(21.2) ผิด เช่ น 2 1 − < แต่
2
( 2) − <
2
1
(21.3) ถูก ... พิสู จน์ จาก (a b) / 2 ab + >
2 2
a b 2 ab a 2ab b 4ab → + > → + + >
2 2 2
a 2ab b 0 (a b) 0 → − + > → − >
(เป็นจริงเสมอ เมื่อ a b ≠ )
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
52
x
2 2
h x +
h
+ - +
3 2 − − 3 2 − +
+ - +
1/2 − 2/ 3
+ - +
4 − 5/2
+ - +
3/2 − 7/ 3
+ - +
1 3.5 − − 1 3.5 − +
(21.4) ถูก ... พิสู จน์ จาก
3 3
2 2
b a b a
ab a b
+ +
>
3 3
b a ab(b a) → + > +
(b a) → +
2 2
(b ab a ) ab(b a) − + > +
2 2 2
b 2ab a 0 (b a) 0 → − + > → − >
(เป็นจริงเสมอ เมื่อ a b ≠ )
(22.1) และ (22.2) ถูก ... (เป็ นสมบัติ ของ
ค่าเฉลี่ยเลขคณิ ตด้วย
min max
x X x → < < )
(22.3) ถูก (เพราะ
3
x เป็ นฟังก์ชั นเพิ่มเสมอ) →
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นยกกําลังเลขคู่ ข้ อนี้ จะผิด
(22.4) ผิด เช่ น ถ้า b 0 = จะได้ ab bc =
(23.1) จาก
2
7 x 5 0 x 49 − < < → < <
และ 3 y 6 6 y 3 < < → − < − < −
จะได้
2
6 x y 46 − < − < ดังนั้นตอบ ( 6, 46) −
(23.2) จาก
2
9 y 36 < < จะได้
2
252 xy 180 − < < ดังนั้นตอบ ( 252, 180) −
(24.1) xy อยู่ในขอบเขตของ
12, 18, 4, 6 − − − − → ตอบ ( 18, 4) − −
(24.2) x y − อยู่ในขอบเขตของ
8, 9, 4, 5 − − − − → ตอบ ( 9, 4) − −
(24.3)
x
y
อยู่ในขอบเขตของ 3, 2, 1, 2/ 3 − − − − →
ตอบ ( 3, 2/ 3) − −
(25)


หาค่า x ในเทอมของ h ก่อน
2 2 2 2
20 2x 2 h x 10 x h x = + + → − = +
2 2 2
100 20x x h x → − + = + →
2 2
100 h h
x 5
20 20

∴ = = −
จากโจทย์
2
h 5
0 h 5 0
20 4
< → < < <
2
15 h
5 5
4 20
→ − < < ...ดังนั้น
15
x 5
4
< <
นั่นคื อ ความยาวฐาน 2x อยู่ในช่ วง [7.5, 10) ซม.
(26) A; 6 3x 15 2 x 5 < → < < <
A [2, 5) ∴ =
B; 11 x 4x 1 10 5x x 2 − < + → < → >
และ 4x 1 2x 7 2x 6 x 3 + + → → < < <
B (2, 3] ∴ =
ดังนั้ น A B ' A B {2} (3, 5) ∩ = − = ∪
จํานวนเต็มใน A B ' ∩ คือ 2 กับ 4


(27)
2
x 6x 7 0 + + < แยกตัวประกอบไม่ออก
จึงต้ องใช้ สูตร
2
b b 4ac
2a
− ± −

หรืออาจจัดกํ าลั งสองสมบูรณ์ ก็ได้ ดังนี้
2 2
(x 6x 9) 2 0 (x 3) 2 0 + + − → + − < <
(x 3 2)(x 3 2) 0 + − + + <


จากเส้ นจํ านวน ได้ 3 2 x 3 2 − − − + < <
ดังนั้ นจํ านวนเต็ม m=-3+1=-2 และ n=-3-1=-4
m n 2 ∴ − =
(28) ก. (2x 5)(x 4) 0 − + <


ผลบวกที่ต้ องการคือ
| 4| | 3| | 2| | 1| |0| |1| |2| 13 − + − + − + − + + + = ถูก
ข. แยกตัวประกอบไม่ออก อาจใช้สูตรหรื อจั ดกํ าลัง
สองสมบูรณ์ ดังนี้
2
7
x x 10 0
3
+ − < →
2 2
7 49 409 7 409
(x x ) 0 (x ) 0
3 36 36 6 36
+ + − < → + − <
7 409 7 409
x
6 6
− − − +
→ < <
ประมาณค่ าได้เป็ น 27/6 x 13/6 − < <
ค่าสมบูรณ์ ที่ต้ องการคื อ
| 4 3 2 1 0 1 2 | 7 − − − − + + + = ถูก
(29)
2
6x 5x 21 0 (3x 7)(2x 3) 0 − − → − + < <


m 1 0 1 2 2 ∴ = − + + + =
2
6x x 2 0 (3x 2)(2x 1) 0 − − > → − + >


n 0 ∴ = ดังนั้น m n 2 + =
(30)
2 2
5
2x 4x 5 0 x 2x 0
2
+ − > → + − >
2 2
7 7
(x 2x 1) 0 (x 1) 0
2 2
→ + + − > → + − > →
(x 1 3.5)(x 1 3.5) 0 + − + + >


เนื่องจาก 3.5 1.8 ≈ ดังนั้ น a 0, b 2 = = −
ก. {0} {0, 2} ⊂ − ถูก
ข. { 2} {0, 2} − ⊂ − ถูก



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
53
+ - +
2 − 3
-1 0 1 2 2
- + - + - +
-2 1 1 3
+ - + - +
-4 -2 3
- + - +
-4 -1 0 2 5 5
+ - + - + - +
-2 1 2
- + - +
-3 -1 2
- + - +
-5 -3 -1 2
-1 1/3 1
- + - +
-1 0 2 2 8
- + - + - +
+ - +
-2 5/2
+ - +
-5 6
+ - +
5 − 2 −
+ - +
-1/2 3
+ - +
1/2 2
-1/2 1/2 2 3
(31)
3 2
(1) a (1) a 2 5 + − − >
2
a a 6 0 (a 3)(a 2) 0 → − − > → − + >


ดังนั้ น a ( , 2) (3, ) ∈ −∞ − ∪ ∞
(32.1)

ตอบ ( , 1) (0, 1) −∞ − ∪
(32.2) A

B

(A ' B ')' A B [ 4, 1) (1, ) ∩ = ∪ = − ∪ ∞
หรือตอบในรูป [ 4, ) {1} − ∞ − ก็ได้
(32.3)


ผลบวกค่ าสมบูรณ์ตามต้ องการคื อ
| 3 | | 2 | | 0 | | 1 | | 5 | 11 − + − + + + =
(33) (x 1)(x 2)(x 2) 0 − − + >


ตอบ [ 2, 1] [2, ) − ∪ ∞
(34)
3 2
x 2x 5x 6 0 + − − <
(x 2)(x 1)(x 3) 0 → − + + <

A คือ
B ( 5, ) = − ∞
A B ∴ ∩ คือ

ดังนั้ นตอบ 4 3 1 0 1 2 5 − − − + + + = −
(35.1) ห้ามคูณไขว้เพราะตัวส่วนอาจติ ดลบ แล้ว
เครื่องหมายจะผิ ด ควรทํ าดังนี้
1 2
0
x 1 3x 1
− <
− −

3x 1 2x 2 (x 1)
0 0
(x 1)(3x 1) (x 1)(3x 1)
− − + +
→ < → <
− − − −



ตอบ
1
( , 1) ( , 1)
3
−∞ − ∪
(35.2) การยกกําลั งสองทั้งสองข้าง ข้ อนี้ ทําได้
เพราะขวามือเป็ นบวกเสมอ และซ้ายมื อนั้ นโจทย์ บอก
ว่ามากกว่ าหรือเท่ากับขวามื อ จึงเป็นบวกเสมอด้วย
(แต่ถ้าโจทย์เป็นเครื่องหมาย < จะห้ามยกกําลัง)

2 2
16 4 4 1
0
x 1 x 1 (x 2) (x 2)
→ −
+ + − −
> >
2
2
4x 4 x 4x 4
0
(x 2) (x 1)
+ − + −
→ →
− +
>

2 2
2 2
x 8x x 8x
0 0
(x 2) (x 1) (x 2) (x 1)
− + −

− + − +
> <
2
x(x 8)
0
(x 2) (x 1)


− +
<


แต่ในโจทย์มี x 1 +
จึงต้ องเพิ่มเงื่ อนไขว่า x 1 0 x 1 + > → > −
และนอกจากนั้น
4
0
x 2 −
> ด้ วย x 2 → >
รวมแล้วจึงตอบเพียง (2, 8]
(36)
2x 5
A; 0
x 2

+
>


2x 1 2x 1 x 5
B; 1 0 0
x 5 x 5
− − − −
− < → <
+ +

x 6
0
x 5

→ <
+

B A ' B A ∴ ∩ = − คือ [ 2, 5/2) −
ผลบวกที่ต้ องการคือ 2 ( 2) 0 + − =
(37)
x 1 x 1 2x 4
2 0 0
x 2 x 2
− − − −
− > → >
+ +

x 5 x 5
0 0
x 2 x 2
− − +
→ > → <
+ +



ดังนั้ น
2
a 2 a 1 5 = − → + =
(38.1) ได้ x ( 7, 7) ∈ − ตอบ 7
(38.2) ไม่มีขอบเขตบน (38.3) ตอบ 8
(38.4) {..., 6, 4, 2, 0, 2, 4, ...} − − − ไม่มีขอบเขตบน
(39)
1 2 3
A { , , , ...}
2 3 4
= จะได้ a 1 =
1 1
B { 1, , , ...}
2 3
= − − − จะได้ b 1 = −
ดังนั้ น a b 1 1 0 + = − =
(40) ยกกํ าลังสองได้เพราะเป็ นบวกทั้งสองข้ าง
2 2
2x 5x 2 5 2x 5x 3 0 → − + < → − − <
(2x 1)(x 3) 0 → + − <


แต่อย่ าลืมเช็ คเงื่ อนไขของรู้ท ว่ า
2
2x 5x 2 0 − + >
(2x 1)(x 2) 0 → − − >


ดังนั้ นคํ าตอบคือ

ผลบวกที่ต้ องการคือ
1 5
3 ( )
2 2
+ − =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
54
-1 1
ก.
ข.
ค.
3 4
ก.
ข.
ค.
-2/3 0
ก.
ข.
ค.
-2/3
ก.
ข.
(41.1) ผิด
n
n
n จํานวนคู่
n จํานวนคี่
a ,
a
a ,
=
=

=



(41.2) ผิด เช่ น a 0, b 1 = = −
จะได้ |a b| 1 , |a| |b| 1 − = − = −
(42.1) 3 2x 1 0.5 2 2x 1.5 − < − < → − < <
1 x 0.75 → − < <
4 4x 3 3.5 4x 0.5 3.5 ∴ − < < → − < + <
| 4x 0.5 | 3.5 → + <
(42.2)
1 2
2 x 6 1
3 x
< < → < < →
2 1 2 17
1 5 6
x 3 x 3
− < − < − → < − + <
แสดงว่า
x 2 2 2
5 1 5 6
x x x

+ = − + = − + อยู่
ในช่วง
17
(5, )
3

x 2 17
| 5 |
x 3

∴ + <
(42.3) 6 x 5 6 11 x 1 − < + < → − < <
2 2
0 x 121 25 x 25 96 → < < → − < − <
2
| x 25 | 96 →∴ − <
(43) 5 x 1 5 4 x 6 − < − < → − < <
และ 4 y 2 4 2 y 6 − < − < → − < <
ดังนั้ น 6 x y 12 |x y| [0, 12) − < + < → ∴ + ∈
(44.1)
2
|x| 6|x| 8 0 − + = →
(|x| 4)(|x| 2) 0 − − = → |x| 2 = หรือ 4
ตอบ {2, 2, 4, 4} − −
(44.2) ข้อนี้แบ่งช่วงย่ อยดั งนี้


ก. เมื่อ x 1 < − จะได้
x 1 x 1 2 2x 2 x 1 − + − − = → − = → = − → ∅
ข. เมื่อ 1 x 1 − < < จะได้
x 1 x 1 2 2 2 [ 1, 1) − + + + = → = → −
ค. เมื่อ x 1 > จะได้
x 1 x 1 2 2x 2 x 1 {1} − + + = → = → = →
∴ ตอบ [ 1, 1] −
(44.3) ข้อนี้แบ่งช่วงย่ อยดั งนี้


ก. เมื่อ x 3 < จะได้
x 4 x 3 1 2x 6 x 3 − + − + = → − = − → = → ∅
ข. เมื่อ 3 x 4 < < จะได้
x 4 x 3 1 1 1 [3, 4) − + + − = → = →
ค. เมื่อ x 4 > จะได้
x 4 x 3 1 2x 8 x 4 {4} − + − = → = → = →
∴ ตอบ [3, 4]
(45) เซต A; แบ่งช่วงย่อยดังนี้


ก. เมื่อ x 2/ 3 < − จะได้
2 3x 2 3x 2 2 − − = − → − = → ∅
ข. เมื่อ 2/ 3 x 0 − < < จะได้
2 3x 2 3x 6x 0 x 0 + = − → = → = → ∅
ค. เมื่อ x 0 > จะได้
2 3x 2 3x 0 0 [0, ) + = + → = → ∞
A [0, ) ∴ = ∞
เซต B; แบ่งช่วงย่อยดังนี้


ก. เมื่อ x 2/ 3 < − จะได้
2 3x 2 3x 2 2 − + = + → − = → ∅
ข. เมื่อ x 2/ 3 − > จะได้
2 3x 2 3x 0 0 [ 2/ 3, ) + = + → = → − ∞
B [ 2/ 3, ) ∴ = − ∞
ดังนั้ นตอบ
2
B A ' B A [ , 0)
3
∩ = − = −
(46)
2
8 x 2 14 x 2 3 0 + − + + =
(2 x 2 3)(4 x 2 1) 0 → + − + − =
3
x 2
2
→ + = หรื อ
1
4

3 3 1 1
x { 2 , 2 , 2 , 2 }
2 2 4 4
→ ∈ − + − − − + − −
∴ ผลบวกคําตอบคือ 8 −
(47) ** เนื่ องจากทั้ งสองข้ างเป็ นบวกเสมอ จึง
สามารถยกกําลังสองทั้งสองข้ างได้
A; ยกกํ าลังสอง 2 ข้ างแล้วย้ ายมาลบกัน
2 2 2
(x 3x 3) (2x 3) 0 + + − + = →
2 2
(x 3x 3 2x 3)(x 3x 3 2x 3) 0 + + − − + + + + = →
2 2
(x x)(x 5x 6) 0 + + + = →
x(x 1)(x 2)(x 3) 0 + + + =
A {0, 1, 2, 3} ∴ = − − −
ต่อมาคิด B; |5 3x| |2x 4| − = +
(การย้ายส่ วนขึ้ นมาคู ณ อย่าลืมเงื่ อนไขว่าส่วนห้ าม
เป็น 0 นั่ นคื อ x ห้ ามเป็น -2 ด้วย)
ยกกําลังสอง 2 ข้างแล้วย้ ายมาลบกัน เหมือนเดิม
2 2
(5 3x) (2x 4) 0 − − + = →
(5 3x 2x 4)(5 3x 2x 4) 0 − − − − + + = →
(1 5x)(9 x) 0 B {9} − − = → ∴ =
(โจทย์บอกให้ เป็ นจํ านวนเต็มเท่ านั้น)
จะได้ A B {0, 1, 2, 3, 9} ∪ = − − − →
2 2
a 9, b 3 a b 90 = = − → + =

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
55
(48) ถอดค่าสัมบูรณ์ได้ 2 กรณีคื อ x 0 < กับ
x 0 > แต่ พบว่า x 0 < ไม่ได้ เพราะขวามือจะติ ด
ลบ ... จึ งเหลื อแค่กรณี x 0 > เท่ านั้ น
(โดยที่จริ งแล้ว x 0 ≠ เพราะ
0
0 ไม่นิยาม)
2
2
1
x
x 3 3
2
( x) x x x → = → =
ก. มองเฉพาะเลขชี้กําลัง
2
1
x 3
2
= →
2
x 6 x 6 = → =
ข. มองว่าฐานของเลขยกกํ าลัง x 1 = ก็ได้ เพราะ
1 ยกกํ าลังอะไรก็ ได้ 1 เท่ากัน ∴ ตอบ {1, 6}
(หมายเหตุ โจทย์ข้อนี้ควรจะใช้เรื่ อง log ช่วยคิด)
(49.1) แยกช่วงย่อยเหมือนข้ อ 44, 45 ก็ได้
ก. เมื่อ x 1/2 < จะได้
2x 1 3x 2 1 5x x 1/5 − + < + → − < → > −
( 1/5, 1/2) → −
ข. เมื่อ x 1/2 > จะได้
2x 1 3x 2 3 x x 3 [1/2, ) − < + → − < → > − → ∞
∴ ตอบ ( 1/5, ) − ∞
[ หมายเหตุ ข้อนี้ใช้วิธียกกํ าลังสอง 2 ข้างเหมือนข้อ
47 ก็ได้ จะไวกว่ า.. แต่จะต้องไม่ ลืมเงื่อนไขว่ า ฝั่ง
ขวาต้อง > 0 เสมอ (คือ x > -2/3) ]
(49.2) นอกค่าสัมบูรณ์เป็ นตั วเลข จึงแก้แบบนี้ได้
6 x 2 3 − < − < − หรือ 3 x 2 6 < − <
4 x 1 − < < − 5 x 8 < <
∴ ตอบ ( 4, 1) (5, 8) − − ∪
(49.3) จาก
1
x 0
|x|
+ > แยกช่วงย่ อยคิ ด
ก. เมื่อ x 0 < จะได้
2
1 x 1
x 0 0
x x

− > → >
(x 1)(x 1)
0
x
− +
> เขียนเส้ นจํ านวนได้เป็ น
( 1, 0) (1, ) − ∪ ∞ นําไปอิ นเตอร์เซคเงื่อนไขได้ ( 1, 0) −
ข. เมื่อ x 0 > จะได้
2
1 x 1
x 0 0
x x
+
+ > → >
(ด้านบนแยกตั วประกอบไม่ออก) เขียนเส้ นจํ านวนได้
เป็น (0, ) ∞ นํ าไปอิ นเตอร์เซคเงื่อนไขได้ (0, ) ∞
ฉะนั้น คํ าตอบในส่วนนี้ คือ ( 1, 0) (0, ) − ∪ ∞
ต่อมา จาก
2
x x 2 0 (x 2)(x 1) 0 − − < → − + <
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบเป็ น ( 1, 2) −
สรุปคํ าตอบของข้ อนี้
x ( 1, 0) (0, ) ∈ − ∪ ∞ และ x ( 1, 2) ∈ −
เชื่อมด้วยคํ าว่ า “และ” แปลว่า อิ นเตอร์เซค
ได้คําตอบ x ( 1, 0) (0, 2) ∈ − ∪
(49.4) แยกช่วงย่อย ก. เมื่ อ x 1 < จะได้
3 3
x x
x 1 2 x 1
→ →
− + − − −
< <
2
3 3 x x
x 0 0
x 1 x 1
+ +
− → →
− − − −
< <
2
x x 3
0 x 1 0 x 1
x 1
+ +
→ + > → > −
+
>
( 1, 1) → −
ข. เมื่อ x 1 > จะได้
3 3
x x 0
x 1 2 x 3
→ − →
− − −
< <
2 2
3 x 3x x 3x 3
0 0
x 3 x 3
− + − −
→ →
− −

3 21 3 21
(x )(x )
2 2
0
(x 3)
+ −
− −

> (แยกด้ วยสูตร)
แล้วเขี ยนเส้นจํานวน โดยคิ ดว่ า 21 ≈ 4 กว่าๆ
จะได้
3 21 3 21
[ , 3) [ , )
2 2
− +
∪ ∞ อิ นเตอร์เซคกับ
เงื่อนไขช่วง ได้เป็น
3 21
[1, 3) [ , )
2
+
∪ ∞
∴ ตอบ
3 21
( 1, 3) [ , )
2
+
− ∪ ∞
(49.5) ให้ A แทน x จะได้อสมการกลายเป็น
→ − →
− −
A A
2 2 0
A 1 A 1
< <
− + −

− −
A 2A 2 A 2
0 0
A 1 A 1

เขียนเส้นจํานวนได้เป็น ∈ −∞ ∪ ∞ A ( , 1) [2, )
แต่ A จะต้องมากกว่าหรื อเท่ากับ 0 เท่านั้น
นั่นคื อ ∈ ∪ ∞ A [0, 1) [2, ) เท่ านั้น
และจะได้ ∈ −∞ − ∪ − ∪ ∞ x ( , 2] ( 1, 1) [2, ) นั่นเอง
∴ ตอบ ( , 2] ( 1, 1) [2, ) −∞ − ∪ − ∪ ∞
[ หมายเหตุ อสมการนี้จะคิ ดโดยแยก 2 ช่วงย่ อยก็
ได้ คื อ x 0 > และ < x 0 แต่ไม่จําเป็นต้องทํ า
แบบนั้นเพราะในโจทย์มีค่ าสัมบูรณ์เพี ยงแบบเดียว ]
(50) A; แยกช่วงย่อย ก. เมื่อ x 2 < − จะได้
x 2
x 4 0 x 2 2x 8 0
2
− −
+ − → − − + − → < <
x 10 0 x 10 ( , 2) − → → −∞ − < <
ข. เมื่อ x 2 − > จะได้
x 2
x 4 0 x 2 2x 8 0
2
+
+ − → + + − → < <
3x 6 0 x 2 [ 2, 2] − → → − < <
ดังนั้ น A ( , 2] = −∞
[ หมายเหตุ อสมการนี้ถ้าย้ าย x ไปลบทางขวา ก็จะ
เห็นว่าใช้วิ ธียกกํ าลังสองทั้ ง 2 ข้าง แบบข้อ 47 ได้ ]


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
56
B; แยกช่วงย่อย ก. เมื่ อ x 7 < จะได้
7 7
x x 7 2x 7 x ( , )
2 2
< − + → < → < → −∞
ข. เมื่อ x 7 > จะได้
x x 7 0 7 < − → < − → ∅
ดังนั้ น
7
B ( , )
2
= −∞
A B ( , 2] ∩ = −∞ ... ตอบ (A B)' (2, ) ∩ = ∞
(51) คิดทีละซีก คือ
2x |4x 5| < + และ |4x 5| 10 + <
จาก 2x |4x 5| < + ใช้วิธีแยกช่วงย่อย
ก. เมื่อ x 5/ 4 < − จะได้
2x 4x 5 6x 5 x 5/6 < − − → < − → < −
อินเตอร์เซคกับเงื่ อนไขช่ วงแล้ วได้ ( , 5/ 4) −∞ −
ข. เมื่อ x 5/4 − > จะได้
2x 4x 5 5 2x x 5/2 < + → − < → > −
อินเตอร์เซคกับเงื่ อนไขช่ วงแล้ วได้ [ 5/ 4, ) − ∞
ดังนั้ น ซีกแรกได้ คําตอบรวมกันเป็ น x ∈ R
ต่อมา จาก |4x 5| 10 + < จะได้
10 4x 5 10 15 4x 5 − + → − < < < <
15/ 4 x 5/ 4 − < <
ดังนั้ น สองซีกอิ นเตอร์เซคได้เป็ น
15 5
A [ , ]
4 4
= −
(51.1) ถูกเสมอ เพราะ A เป็ นช่วงต่อเนื่ อง
(
a b
A
2
+
∈ เสมอ)
(51.2)
5 15 10
( ) A
4 4 4
+ − = − ∈ ถูก
(52)
2
A; 14 x 2 14 − < − <
2
12 x 16 − < < คือ
2
0 x 16 < <
4 x 4 ∴− < < A ( 4, 4) → = −
1 1 x x 1
B; 1 0 0 0
x x x
− −
− > → > → <
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบเป็ น B (0, 1) =
A B ' A B ( 4, 0] [1, 4) ∴ ∩ = − = − ∪
คําตอบคื อ มีจํ านวนเต็มอยู่ 7 จํ านวน
(53.1) เทคนิคการคิ ดคื อ
นํา
4 1 3
2 2
− +
= − ลบออกทุ กส่วนของอสมการ
เพื่อให้ตั วเลขทางซ้ายและทางขวาเป็นเลขเดียวกั น
จะได้
3 3 3
4 x 1
2 2 2
− + < + < + →
5 3 5
x 5 2x 3 5
2 2 2
− < + < → − < + <
| 2x 3 | 5 → + < นั่นคือ a 2, b 3, c 5 = = =


(53.2) คิดเช่ นเดียวกับข้ อที่ แล้ว คือ
นํา
10 8
1
2
− +
= − ลบออก
จะได้ x 1 9 + < − หรือ x 1 9 + >
| x 1 | 9 → + > นั่นคือ a 1, b 1, c 9 = = =
(54.1) เนื่องจากเป็นบวกทั้งสองข้าง ไม่จํ าเป็นต้อง
ใช้วิธีแยกช่ วงย่ อย แต่ สามารถยกกําลั งสองได้เลย
ดังนี้
2 2 2 2
(3x 2) (4x 1) (3x 2) (4x 1) 0 + < + → + − + <
(3x 2 4x 1)(3x 2 4x 1) 0 → + − − + + + < →
( x 1)(7x 3) 0 (x 1)(7x 3) 0 − + + < → − + >
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบเป็ น
3
( , ) (1, )
7
−∞ − ∪ ∞
(54.2) เนื่องจากตัวส่วนมีค่าสัมบูรณ์จึงเป็นบวก
เสมอ สามารถคู ณย้ายไปไว้ทางขวาได้ ทันที และ
จากนั้นยังสามารถยกกําลังสองได้ (เหมือนข้ อที่แล้ ว)
(แต่ต้องไม่ลืมเงื่ อนไขตัวส่วน คื อ x ห้ ามเป็น -1)
2 2 2 2
(x 2) (2x 2) (x 2) (2x 2) 0 − < + → − − + < →
(x 2 2x 2)(x 2 2x 2) 0 − − − − + + < →
( x 4)(3x) 0 3(x 4)(x) 0 − − < → + >
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบเป็ น ( , 4) (0, ) −∞ − ∪ ∞
(54.3) คิดทีละซีก คื อ
|x 7| 5 − < และ |5x 25| 5 − >
ก. จาก |x 7| 5 − < จะได้ 5 x 7 5 − < − <
นั่นคื อ 2 x 12 < <
ข. จาก |5x 25| 5 − > จะได้
5x 25 5 − > หรือ 5x 25 5 − < −
นั่นคื อ x 6 > หรื อ x 4 <
นํา ก. อินเตอร์เซค ข. ได้ คําตอบ (2, 4) (6, 12) ∪
(54.4) แยกช่วงย่อยเป็ น 4 ช่วง
ก. เมื่อ x 1 < จะได้
x 1 x 3 x 5 1 x ( 1, 1) − + − + < − + → − < → −
ข. เมื่อ 1 x 3 < < จะได้
x 1 x 3 x 5 x 3 [1, 3) − − + < − + → < →
ค. เมื่อ 3 x 5 < < จะได้
x 1 x 3 x 5 x 3 − + − < − + → < → ∅
ง. เมื่อ x 5 > จะได้
x 1 x 3 x 5 x 1 − + − < − → < − → ∅
∴ รวมกั นทุ กช่วงย่ อยแล้ วได้คํ าตอบ ( 1, 3) −
(54.5) ข้อนี้สามารถย้ายส่วนขึ้ นไปคู ณทางขวาแล้ว
ยกกําลังสองทั้ง 2 ข้ าง เพื่ อทํ าผลต่ างกํ าลังสอง แบบ
ข้อ 54.1, 54.2 ได้เลย.. โดยต้องไม่ลืมเงื่อนไขตัว
ส่วน คื อ x ห้ามเป็น -2 กับ 1
แต่ถ้าต้องการคิดแบบตรงๆ จะได้ แบบนี้ครับ..
2
2
x 5x 4
1
x x 2
− −
+ −
> หรื อ
2
2
x 5x 4
1
x x 2
− −

+ −
<
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
57
ก. จาก
2
2
x 5x 4
1
x x 2
− −
+ −
> จะได้
2 2
2
x 5x 4 x x 2
0
x x 2
− − − − +

+ −
>
( 6x 2) (3x 1)
0 0
(x 2)(x 1) (x 2)(x 1)
− − +

+ − + −
> <
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบ ( , 2) [ 1/ 3, 1) −∞ − ∪ −
ข. จาก
2
2
x 5x 4
1
x x 2
− −

+ −
< จะได้
2 2
2
x 5x 4 x x 2
0
x x 2
− − + + −

+ −
<
2(x 3)(x 1)
0
(x 2)(x 1)
− +
+ −
<
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบ ( 2, 1] (1, 3] − − ∪
ข้อ ก. และ ข. เชื่อมด้วยคําว่า “หรือ” คือยู เนียน
ดังนั้ นคํ าตอบคือ ( , 1] [ 1/ 3, 3] { 2, 1} −∞ − ∪ − − −
(55) มีค่าสัมบูรณ์ซ้ อนกั น พิจารณาชั้ นในสุดก่ อน
ก. เมื่อ x 0 < จะได้ สมการโจทย์กลายเป็น
| x 3| |x 2| − − < −
ยกกําลังสองทั้ง 2 ข้ างแล้ วย้ายมาลบกั น
2 2 2 2
( x 3) (x 2) ( x 3) (x 2) 0 − − < − → − − − − < →
( x 3 x 2)( x 3 x 2) 0 − − − + − − + − < →
( 2x 1)( 5) 0 (2x 1)(5) 0 − − − < → + <
ได้เป็น x 1/2 < − อินเตอร์ เซคกับเงื่ อนไขได้ ช่วงเดิม
ข. เมื่อ x 0 > จะได้ สมการโจทย์กลายเป็น
|x 3| |x 2| − < −
ยกกําลังสองทั้ง 2 ข้ างแล้ วย้ายมาลบกั น
2 2 2 2
(x 3) (x 2) (x 3) (x 2) 0 − < − → − − − < →
(x 3 x 2)(x 3 x 2) 0 − − + − + − < →
( 1)(2x 5) 0 (1)(2x 5) 0 − − < → − >
ได้เป็น x 5/2 > อินเตอร์ เซคกับเงื่ อนไขได้ ช่วงเดิม
สรุปรวมข้ อนี้คํ าตอบคื อ ( , 1/2) (5/2, ) −∞ − ∪ ∞
(56.1) ก. เมื่อ x 0 < จะได้
2
(1 x)(1 x) 0 (x 1) 0 + + > → + >
ซึ่งเป็ นจริ งเสมอยกเว้นที่ x 1 = −
(จะเขียนเส้นจํ านวนเพื่อหาคําตอบก็ได้)
ดังนั้ นคํ าตอบของช่วงนี้ คือ ( , 1) ( 1, 0) −∞ − ∪ −
ข. เมื่อ x 0 > จะได้
(1 x)(1 x) 0 (x 1)(x 1) 0 − + > → − + <
เขียนเส้นจํานวนได้คําตอบเป็ น ( 1, 1) −
และนํ าไปรวมกับเงื่อนไขช่วง ได้เป็น [0, 1)
สรุปรวมข้ อนี้ ตอบว่า ( , 1) ( 1, 1) −∞ − ∪ −
(56.2) คิดวิ ธีเดี ยวกันกับข้อที่แล้ วก็ได้ หรื อจะใช้
คําตอบเดิมมาคิ ดก็จะรู้ว่า คํ าตอบคือ (1, ) ∞
(จุด x 1 = − และ 1 เราไม่นํามาตอบ
เพราะเป็นจุดที่ ทํ าให้ (1 |x|)(1 x) − + เป็ นศูนย์ )
(57) พิจารณาจากเลขหลักหน่ วย คือ
3 2
9 8 9 4 6 ⋅ → ⋅ → ดังนั้น เศษ = 1
หรือจะคิ ดจากทฤษฎีเศษก็ได้ คือ
เราพบว่า
3 2
(4x 1) (58x 2) − − หารด้ วย x ย่อม
เหลื อเศษเท่ากับ
3 2
( 1) ( 2) 4 − ⋅ − = − เสมอ
→ ถ้าแทน x ด้ วย 5 ก็จะได้ว่า
3 2
(19) (288)
หารด้วย 5 เหลือเศษ 4 − ด้วย ... และเศษ 4 −
สําหรับตั วหารเป็ น 5 ก็จะหมายถึ งเศษ 1
(58) การเขียนผลรวมเชิ งเส้ น ต้องหา ห.ร.ม. ด้วย
วิธีของยุ คลิ ดก่อน ดั งนี้
252=34(7)+14 .....(ก) 34=14(2)+6 .....(ข)
14=6(2)+2 .....(ค) 6=2(3) (ห.ร.ม. เท่ ากับ 2)
จากนั้นย้ายข้างสมการ ก,ข,ค ให้ อยู่ในรู ป เศษ=.......
ดังนี้ (ก) 14=252+34(-7) (ข) 6=34+14(-2)
(ค) 2=14+6(-2) แล้วแทน (ข) ใน (ค) จะได้
2 =14+(34+14(-2))(-2) =14(5)+34(-2)
แทนด้วย (ก) ลงไปอีก จะได้
2 =(252+34(-7))(5)+34(-2) =252(5)+34(-37)
ดังนั้ น ตอบว่ า 2 = 252(5) + 34(-37)
(59) วิธีเดียวกั บข้อที่แล้ว หา ห.ร.ม.ก่อน
-504=-38(14)+28...(ก) จะได้ 28=-504+(-38)(-14)
-38=28(-2)+18....(ข) จะได้ 18=-38+28(2)
28=18(1)+10....(ค) จะได้ 10=28+18(-1)
18=10(1)+8....(ง) จะได้ 8=18+10(-1)
10=8(1)+2.... (จ) จะได้ 2=10+8(-1)
และ 8=2(4) (ห.ร.ม. คือ 2)
จากนั้นแทน (ง) ใน (จ) ได้ 2=10+(18+10(-1))(-1)
=10(2)+18(-1) ... แทน (ค) ลงไป
2 =(28+18(-1))(2)+18(-1) =28(2)+18(-3) ...
แทน (ข) ลงไป 2 =28(2)+(-38+28(2))(-3)
=28(-4)+(-38)(-3) ... สุดท้ ายแทน (ก) ลงไป
2 =(-504+(-38)(-14))(-4)+(-38)(-3)
ตอบ 2 = (-504)(-4) + (-38)(53)
(60) x 128 16 384 x 48 ⋅ = ⋅ → =
(61) ห.ร.ม. คือ 9 3 3 = ×
ค.ร.น. คือ 28,215 3 3 5 11 57 = × × × ×
ทั้ง x และ y ต้องหาร 9 ลงตัว ดังนั้น
x 3 3 5 11 495 = × × × =
y 3 3 57 513 = × × =
(62) จํานวนเฉพาะสัมพั ทธ์ แสดงว่ า ห.ร.ม. 1 =
x y 1 15,015 3 5 7 11 13 ∴ = ⋅ = × × × ×
x มีตัวประกอบ 2 ตัว และ 80 x 200 < <
ดังนั้ น x 13 7 = × หรื อ x 13 11 = × เท่านั้น
ก็จะได้ y 3 5 11 165 = × × = หรือ
y 3 5 7 105 = × × =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ระบบจํานวนจริง
58
5 14 . 00 00
2
2 5 14 . 00 00
2
2 5 14 . 00 00
4
1
2
2 5 14 . 00 00
4
4 1 14
2 2 .
2 5 14 . 00 00
4
42 1 14
84
30
2 2 .
2 5 14 . 00 00
4
42 1 14
84
44 30 00
2 2 . 6
2 5 14 . 00 00
4
42 1 14
84
446 30 00
26 76
3 24
2 2 . 6 7
2 5 14 . 00 00
4
42 1 14
84
446 30 00
26 76
4527 3 24 00
3 16 89
.... ....
(1)
(2)
(3)
(4)
(5)
(6)
(7)
(8)
eÃ× èo§æ¶Á
ถ้าไม่มีเครื่องคํานวณ จะหาค่ารากที่สองได้อย่ างไร..

(1) สมมติว่า จะถอดรากที่สองของ 514
เริ่มต้น ให้แบ่งตัวเลขในจํานวน 514 ออกเป็นกลุ่มๆ ทีละ 2 ตัว โดยวัดจาก
จุดทศนิยมมาทางซ้าย ได้แก่ 14 และ 5 (หลั กหน่วยอยู่กับสิบ หลักร้อยอยู่กับพัน
หลักหมื่นอยู่กับแสน ไปเรื่อยๆ) และวัดทศนิยมไปทางขวากลุ่มละ 2 ตัวเช่นกัน
(โจทย์ข้อนี้ไม่มีทศนิยมจึงใส่ 00 และ 00 ไปเรื่อยๆ)

(2) หาจํานวนนับที่คูณตัวเองแล้วได้ใกล้เคียงกลุ่มแรก (คือ 5) ที่สุด
(แต่ไม่เกิน 5) นั่นคือ 2 คูณ 2 ... ก็ใส่ 2 ไว้ที่ช่องตัวหาร กับช่องผลลั พธ์

(3) จาก 2 คูณ 2 ได้ 4 ... ใส่ผลคูณคือ 4 ไว้ใต้เลข 5 แล้วนํามาลบกัน เหลือ 1

(4) นําผลลัพธ์ที่ได้ในขณะนี้ (บรรทัดบนสุด) คือ 2 มาคูณสองกลายเป็น 4
ใส่ไว้ที่ช่องตัวหารด้านหน้า ... แล้วดึงเลขกลุ่มถัดไปลงมา (คือ 14) กลายเป็น 114

(5) ต่อมาให้หาค่ า x ซึ่งทําให้ 4x คูณ x ได้ใกล้เคียง 114 ที่สุด (แต่ไม่เกิน 114)
... เช่น 41 คูณ 1 ได้ 41, 42 คูณ 2 ได้ 84, 43 คูณ 3 ได้ 129 (เกิน)
ดังนั้น ต้องใช้ 42 คูณ 2 ... ใส่ 2 ไว้ที่ตัวหาร (ต่อท้าย 4) และใส่ 2 ไว้ช่อง
ผลลัพธ์ด้วย จากนั้น 42 คูณ 2 ได้ 84 เอาไปตั้งลบออกจาก 114 (เหลือ 30)

(6) ทําเช่นเดียวกับข้อ (4) และ (5) ไปเรื่อยๆ
คือ เอาผลลัพธ์ในขณะนี้ (22) มาคูณสองกลายเป็น 44 ใส่ไว้ช่องตัวหาร
และดึงกลุ่มถัดไป (คือ 00) ลงมาต่ อท้าย 30 กลายเป็น 3000

(7) หาค่า x ซึ่งทําให้ 44x คูณ x ได้ใกล้เคียง 3000 ที่สุด
(แต่ไม่เกิน 3000) ... พบว่า ต้องใช้ 446 คูณ 6
ใส่ 6 ไว้ที่ตัวหาร (ต่อท้าย 44) และใส่ 6 ไว้ช่องผลลัพธ์
จากนั้น 446 คูณ 6 ได้ 2676 เอาไปตั้งลบออกจาก 3000 (เหลือ 324)

(8) เอาผลลัพธ์ในขณะนี้ (226) มาคูณสองเป็น 452 ใส่ไว้ช่องตัวหาร
และดึงกลุ่มถัดไป (คือ 00) ลงมาต่ อท้าย 324 กลายเป็น 32400
หาค่า x ซึ่งทําให้ 452x คูณ x ได้ใกล้เคียง 32400 ที่สุด (แต่ไม่เกิน 32400) ...
พบว่า ต้องใช้ 4527 คูณ 7 ... ใส่ 7 ไว้ที่ตัวหาร (ต่อท้าย 452) และใส่ 7 ไว้
ช่องผลลัพธ์ จากนั้น 4527 คูณ 7 ได้ 31689 เอาไปตั้งลบออกจาก 32400 ...
ทําไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คําตอบที่มีจํ านวนทศนิยมเท่าที่ต้องการ

สรุปว่า รากที่สองของ 514 มีค่าประมาณ 22.67...

ข้อสังเกต จํานวนหลักของคําตอบ จะเท่ากับจํานวนกลุ่มที่แบ่งในโจทย์
เช่น 514 แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 5,14 ดังนั้นคําตอบจะมี 2 หลัก (ไม่รวมทศนิยม)
หรือถ้าเป็น 903601 แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ 90,36,01 คําตอบก็จะมี 3 หลัก...

อ่านแล้วทดลองถอดรากที่สองเองดูสิครับ
อย่างเช่น หารากที่สองของ 225, รากที่สองของ 3000, รากที่สองของ 214.7
ตรวจสอบคําตอบกับเครื่องคํานวณ ถ้าตรงกันแสดงว่ารู้หลักในการคิดแล้ว :]
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
59




~l

g

c






º··Õè 3 µÃáÈÒʵÏ
ตรรกศาสตร์ (Logic) เป็นวิชาเกี่ยวกับการใช้
เหตุผลเพื่อวิเคราะห์ค่าความจริง (จริงหรือเท็ จ) ของ
ประโยคต่างๆ ความเข้าใจในตรรกศาสตร์เบื้องต้นจะ
ช่วยให้ศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ได้อย่ างมีเหตุผล

ประโยคทุกประโยคที่มี ค่าความจริง (Truth Value) เป็นจริงหรือเป็นเท็จอย่างใดอย่างหนึ่ง
เราจะเรียกว่า ประพจน์ (Proposition หรือ Statement) ดังนั้นประพจน์อาจเป็นประโยคบอกเล่า,
ประโยคปฏิเสธ เช่น “เมื่อวานฝนตกที่บางกะปิ”, “1 มากกว่า 2”, “เก่งไม่ใช่คนร้าย” เหล่านี้ถือเป็น
ประพจน์ เพราะสามารถให้ค่าความจริงกํากับว่าเป็นจริงหรือเป็นเท็จได้
แต่ประโยคคําถาม ประโยคคําสั่ง ขอร้อง ประโยคแสดงความปรารถนา ประโยคอุทาน
เหล่านี้ไม่ใช่ประพจน์เพราะไม่สามารถให้ค่าความจริงได้ เช่น “กรุณางดใช้เสียง”, “ใครเป็นคนทําแก้ว
แตก”, “อยากไปเที่ยวหัวหินจังเลย” หรือ “โอ้โห วิเศษไปเลยจอร์จ”






สัญลักษณ์ที่ใช้แทนประพจน์ต่างๆ เป็นตัวอักษรเล็ก เช่น p, q, r โดยแต่ละประพจน์จะมีค่า
ความจริงที่เป็นไปได้ 2 แบบเท่านั้น คือเป็น จริง (True; T) หรือเป็น เท็จ (False; F)
S --· :-·s-· S
·.·o--· -.·.s·.···.·.-· ·+-.a+·...···.·.-· .:·
· ·..-. ..-· .-`·¬s- ..s+-....-·a·.··.: +- :..a- .....e.·.+.-.-.+·.s.·- - +...···.·.-··
: ·..· .a+··.. sa ·· ·.. .···.·.-· ...·...-.-·-+. ·.. ·.-e+`-. -a+·a·s--·-. +·.s.·-·.- ...·:a -
..-··.·o--· :-:a..·..··· . ·.·o--.·- -·.- -·~`··a..s + -.a··
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
60
3.1 ตัวเชื่อมประพจน์ และตารางค่าความจริง

ในชีวิตประจําวันรวมทั้งในวิชาคณิตศาสตร์ เรามักพบการเชื่อมประโยค (ประพจน์) ด้วย
ตัวเชื่อม (Connectives)... และ (and), หรือ (or), ถ้า-แล้ว (if-then), ก็ต่อเมื่อ (if and only if)
และยังพบการเติมคําว่า ไม่ (not) ด้วย... ซึ่งการเชื่อมแต่ละแบบ ส่งผลต่อค่าความจริงดังตาราง
เครื่องหมาย ~ เรียกว่า นิเสธ (Negation) ใช้เพื่อกลับค่าความจริงให้เป็นตรงข้าม

p q
p และ q
( p q ∧ )
p หรือ q
( p q ∨ )
ถ้า p แล้ว q
( p q → )
p ก็ต่อเมื่อ q
( p q ↔ )
ไม่ p
( ~ p )
T T
T
T T T F
T F F T
F
F F
F T F T T F T
F F F
F
T T T

การเชื่อมด้วย และ มีกรณีเดียวที่เป็นจริง คือ T T ∧
การเชื่อมด้วย หรือ มีกรณีเดียวที่เป็นเท็จ คือ F F ∨
การเชื่อมด้วย ถ้า-แล้ว มีกรณีเดียวที่เป็นเท็จ คือ T F →
ส่วนการเชื่อมด้วย ก็ต่อเมื่อ ถ้าค่าความจริงเหมือนกันจะให้ผลเป็นจริง ต่างกันจะให้ผลเป็นเท็จ
ข้อสังเกต ตัวเชื่อมทั้งสี่นี้ มีเพียง ถ้า-แล้ว ที่ไม่สามารถสลับที่ประพจน์ได้

ตารางที่แสดงค่าที่เป็นไปได้ครบทุกแบบดังนี้ เรียกว่า ตารางค่าความจริง (Truth Table)
จํานวนแบบที่เกิดขึ้นเท่ากับ 2
n
เมื่อ n คือจํานวนประพจน์ ... เช่น ถ้ามี 1 ประพจน์จะเป็นไปได้ 2
แบบ, ถ้ามี 2 ประพจน์ เป็นไปได้ 4 แบบ (ดังตารางนี้), ถ้ามี 3 ประพจน์จะเป็นไปได้ 8 แบบ

รูปแบบประพจน์ 2 รูปแบบใดๆ ที่ให้ค่าความจริงตรงกันทุกๆ กรณี จะกล่าวว่ารูปแบบทั้ง
สอง สมมูลกัน (Equivalent) (แปลว่า สามารถใช้แทนกันได้) สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงการสมมูลกัน คือ
≡ (ขีดสามขีด)
รูปแบบประพจน์ที่สมมูลกัน ที่ควรทราบได้แก่
• การแจกแจง
p (q r) (p q) (p r) ∨ ∧ ≡ ∨ ∧ ∨
p (q r) (p q) (p r) ∧ ∨ ≡ ∧ ∨ ∧
• การเปลี่ยนตัวเชื่อม
p q ~ p q ~ q ~ p → ≡ ∨ ≡ →
p q (p q) (q p) ↔ ≡ → ∧ →

สิ่งที่ควรทราบ
ตัวเชื่อม และ มีสมบัติคล้ายอิ นเตอร์เซคชันของเซต
ตัวเชื่อม หรือ มีสมบัติคล้ายยู เนียนของเซต
และ นิเสธ มีสมบัติคล้ายคอมพลีเมนต์ของเซต



• การเติมนิเสธ
~(p q) ~ p ~ q ∧ ≡ ∨
~(p q) ~ p ~ q ∨ ≡ ∧
~(p q) p ~ q → ≡ ∧
~(p q) ~ p q p ~ q ↔ ≡ ↔ ≡ ↔
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
61
แบบฝึกหัด 3.1

(1) ให้เติมค่าความจริงหรือประพจน์ที่เหมาะสม ลงในช่องว่าง เมื่อ p เป็นประพจน์ใดๆ
T p ∧ ≡ T p ∨ ≡ T p → ≡ T p ↔ ≡
F p ∧ ≡ F p ∨ ≡ F p → ≡ F p ↔ ≡
p p ∧ ≡ p p ∨ ≡ p T → ≡ p p ↔ ≡
p ~ p ∧ ≡ p ~ p ∨ ≡ p F → ≡ p ~ p ↔ ≡

p p → ≡


p ~ p → ≡


(2) กําหนดให้ p, r เป็นจริง และ q เป็นเท็จ จงหาค่าความจริงของ
(2.1) [(p s) (p r)] (p s) ∧ ∨ ∧ → ∨
(2.2) [(q s) r] [(q s) r] → ∨ ∨ ↔ ∧
(2.3) [(r q) (p q)] (p ~ q) ↔ ∨ → → ∧
(2.4) [(p q) (q r)] ~ s ↔ ∨ → ∨
(2.5) [(q p) r] ~(~ r) → ∧ ↔
(2.6) [(p q) ~ r] [(~ p q) r] ∧ → → ∨ ↔
(2.7) [(p ~ q) ~ r] [(p q) (~ q r)] ∧ ∨ ↔ → ∧ →
(2.8) [(p q) ~ r] [(r ~ s) (~ p ~ q)] ∧ ∧ ∧ ∨ ∧ ∨
(2.9) [p (q r)] [(q p) r] → ∧ ∧ → ∨
(2.10) [q (p r)] [p (q ~ r)] → ∨ → → ∧
(2.11) [(~ p ~ q) (~ r ~ s)] [(~ p r) (s ~ q)] → ∧ → ∨ → ∧ →

(3) จงหาค่าความจริงของรูปแบบประพจน์ต่อไปนี้
(3.1) (p ~ q) (p q) ∨ → → เมื่อ q เป็นจริง
(3.2) (p ~ q) (p q) ∨ → → เมื่อ p เป็นเท็จ
(3.3) (~ r p) (~(r s) (r ~ q)) ∧ ∨ ∨ ∧ ∨ เมื่อ p, q เป็นจริง และ r, s เป็นเท็จ
(3.4) (p q) (s p) (s q) → ∧ → ∧ → เมื่อ p, r, r q → เป็นจริง
(3.5) (~ q (p r)) (~ r) ∧ ∨ → เมื่อ p q → เป็นเท็จ, q r ∨ เป็นจริง
(3.6) n [(m q) ~ s] → ∨ → เมื่อ q n → เป็นเท็จ
(3.7) (p r) q ∨ ∧ เมื่อ p q → เป็นเท็จ, q r ∨ เป็นจริง
(3.8) (q p) (r s) ∨ → ∧ เมื่อ (p q) (r s) → ∧ ∨ เป็นจริง, q s ∨ เป็นเท็จ
(3.9) [Ent’25] r s → เมื่อ (p r) (q s) ∨ → ∨ เป็นเท็จ, p q → เป็นจริง
(3.10) (p r) ~ q ∨ → เมื่อ (p ~ r) (p q) ∧ → → เป็นเท็จ
(3.11) p, q, r เมื่อ (p q) (p r) ∧ → → เป็นเท็จ
(3.12) r เมื่อ p (p ~ r) (q r) ∧ ↔ ∧ → เป็นจริง
(3.13) ((p ~ q) ~ p) (p q) ∧ → → →
(3.14) [ ]
p ~(r s) (~ r ~ s) ~ p ∨ ∧ ⎡ ⎤ → ∨ ∧
⎣ ⎦




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
62
(4) กําหนดให้ [(p q) (p r)] (s r) → ∧ ∨ → → เป็นเท็จ ข้อใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. [(p q) (q r)] (r s) ↔ ∧ ↔ ∨ ↔ เป็นเท็จ
ข. [(~ p q) (~ q r)] (~ r s) ∧ → ∧ → ∧ เป็นจริง

(5) ถ้า [(p q) (r ~ s)] ↔ → ∨ มีค่าความจริงเป็นเท็จ จงพิจารณาว่ารูปแบบประพจน์ในข้อใดมีค่า
ความจริงเหมือนกับ [(~ p r) (q ~ s)] ∧ → ∨ บ้าง
ก. ~(p s) ~ r ∧ → ข. r (p ~ q) ↔ ∧ ค. (s r) (p q) → ∨ →

(6) ถ้า p สมมูลกับ q และ r ไม่สมมูลกับ s พิจารณาข้อความใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. [(p ~ q) (r ~ s)] [(~ p q) (~ r ~ s)] ↔ ∨ ↔ ↔ ∧ ∨ ∨ เป็นเท็จ
ข. [(p r) (q s)] [(p ~ q) (r ~ s)] ∨ ∧ ∨ → ∨ ↔ → เป็นจริง

(7) จงหานิเสธของ
ก. (p ~ q) (~ r s) → ∧ → ข. (p ~ q) ~ r ∧ →

(8) กําหนดประพจน์ “ถ้าเดชาขยันและทําการบ้านสม่ําเสมอแล้วเขาจะสอบผ่าน” เป็นเท็จ แล้วข้อใด
เป็นจริง
ก. เดชาขยันแต่ไม่ทําการบ้านสม่ําเสมอ
ข. เดชาไม่ขยันแต่ทําการบ้านสม่ําเสมอ
ค. ถ้าเดชาสอบไม่ผ่านแสดงว่าเขาไม่ทําการบ้านสม่ําเสมอ
ง. เดชาขยันก็ต่อเมื่อเขาสอบไม่ผ่าน

(9) ข้อใดไม่สมมูลกัน
ก. p q ∨ กับ ~(~ p ~ q) ∧ ข. ~(p ~ q) ∧ กับ ~ q ~ p →
ค. ~ p (q p) → → กับ ~ q p → ง. ~ p q ↔ กับ (~ p q) (q ~ p) → ∧ →

(10) รูปแบบประพจน์ต่อไปนี้สมมูลกับข้อใด
(10.1) p q ↔
ก. (p q) (q ~ p) → ∧ ∧ ข. (~ q ~ p) (~ q p) → ∧ ∨
ค. (p ~ q) (q p) ∧ ∧ → ง. (p ~ q) (~ p ~ q) ∧ ∧ →
(10.2) [ ]
((q ~ t) p) ((q ~ t) ~ p) r ~ q ∧ ∧ ∨ ∧ ∧ ⎡ ⎤ → ∨
⎣ ⎦

ก. q ~ t p ∧ ∧ ข. (t q) p ∧ ∨
ค. t q r ∧ ∧ ง. (t q) r ∧ ∨
จ. (t r) p ∧ ∨
(10.3) [(q r) (p s) (q ~ r)] [(q ~ r) (p ~ s) (q r)] ∨ ∧ ∧ ∧ ∨ ∨ ∨ ∧ ∧ ∧ ∨
ก. p q ∧ ข. p q ∨
ค. p q → ง. p q ↔

(11) ข้อความใดสมมูลกับ “ถ้า a 0 < และ b 0 < แล้ว ab 0 > ”
ก. ถ้า a 0 > หรือ b 0 > แล้ว ab 0 <
ข. ถ้า a 0 > และ b 0 > แล้ว ab 0 >
ค. ถ้า ab 0 < แล้ว a 0 > หรือ b 0 >
ง. ถ้า ab 0 > แล้ว a 0 < และ b 0 <

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
63
(12) ข้อความในข้อใดสมมูลกันบ้าง
ก. ถ้า a เป็นจํานวนเต็ม แล้ว a เป็นจํานวนคู่ หรือ a เป็นจํานวนคี่
ข. ถ้า a ไม่เป็นจํานวนคู่ และ a ไม่เป็นจํานวนคี่ แล้ว a ไม่เป็นจํานวนเต็ม
ค. a ไม่เป็นจํานวนเต็ม หรือ a เป็นจํานวนคู่ หรือ a เป็นจํานวนคี่

(13) ข้อใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. ~(p ~ r) ~ q ∧ ∨ สมมูลกับ q (r ~ p) → ∨
ข. p (q r) → → สมมูลกับ q (p r) → →
ค. (p q) r ∧ → สมมูลกับ (p ~ q) (p r) → ∨ →

(14) กําหนดค่าความจริงของตัวเชื่อม ∗ ดังตาราง
(14.1) (p p) (q q) ∗ ∗ ∗ สมมูลกับข้อใด
ก. p q ∧ ข. p q ∨
ค. p q → ง. p q ↔
(14.2) [Ent’34] p q ∗ สมมูลกับข้อใด
ก. ~(~ p q) → ข. ~ p q →
ค. ~(q ~ p) → ง. q ~ p →

(15) กําหนดให้ p q ~(p q) ∗ ≡ ∨ ถามว่าอัตราส่วนจํานวนกรณีที่ p (q r) ∗ ∗ เป็นจริง ต่อจํานวน
กรณีที่เป็นเท็จ เป็นเท่าใด

3.2 สัจนิรันดร์

หากรูปแบบของประพจน์ใดให้ค่าความจริงเป็นจริงเสมอทุกๆ กรณี (สร้างตารางค่าความจริง
แล้วพบว่าเป็นจริงทุกแบบ) เราเรียกรูปแบบนั้นว่าเป็น สัจนิรันดร์ (Tautology)













การตรวจสอบรูปแบบประพจน์ว่าเป็นสัจนิรันดร์หรือไม่ นอกจากจะใช้วิธีเขียนตารางค่าความ
จริงให้ครบทุกกรณีแล้ว โดยทั่วไปนิยมใช้ “วิธีพยายามทําให้เป็นเท็จ” คือถ้าหากรณีที่ทําให้รูปแบบนั้น
เป็นเท็จไม่ได้เลย รูปแบบนั้นก็จะเป็นสัจนิรันดร์ แต่ถ้าทําเป็นเท็จได้แม้เพียงกรณีเดียว รูปแบบนั้น
ย่อมไม่ใช่สัจนิรันดร์
p q p q ∗
T
T
F
F
T
F
T
F
F
F
F
T
• ตัวอยาง ประพจนนี้เปนสัจนิรั นดรหรือไม
ก. (r p) (p r) ∨ → → ข. (r ~ p) (p r) ∨ ↔ →
วิธีคิด เขียนตารางแสดงคาความจริงของ p กับ r ใหครบทุกกรณีที่เปนไปได (4 กรณี)
p r
r p ∨ p r → (r p) (p r) ∨ → →
p r
r ~ p ∨ p r → (r ~ p) (p r) ∨ ↔ →
T T T T T T T T T T
T F T F F T F F F T
F T T T T F T T T T
F F F T T F F T T T
เราพบวา ขอ ก. เกิดกรณีที่เปนเท็จไดดวย จึงไม เปนสัจนิรันดร
แตขอ ข. ผลเป นจริงทุกกรณี จึงเปนสัจนิรันดร
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
64
โดยเฉพาะเมื่อมีประพจน์ย่อยมากๆ (เช่น p, q, r, s, ...) การเขียนตารางให้ครบทุกกรณี
จะทําได้ไม่สะดวก ควรใช้วิธีพยายามทําให้เป็นเท็จ















หากตัวเชื่อมหลักเป็น “หรือ”, “ถ้า-แล้ว” สามารถตรวจสอบการเป็นสัจนิรันดร์ได้โดย
พยายามทําให้เป็นเท็จ ดังกล่าวไปแล้ว แต่หากตัวเชื่อมหลักเป็น “ก็ต่อเมื่อ” ควรตรวจสอบการเป็น
สัจนิรันดร์โดยหลักการต่อไปนี้
“ ↔ เป็นสัจนิรันดร์ เมื่อ ≡ เท่านั้น”
(และถ้า ≡ ก็จะได้ว่า ↔ ไม่เป็นสัจนิรันดร์)





แบบฝึกหัด 3.2

(16) ประพจน์ต่อไปนี้เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
(16.1) (p q) [(p q) r] ∧ → ∨ →
(16.2) (p q) [(p q) r] ∨ → ∧ →
(16.3) [Ent’29] [(p q) (q r)] (p r) → ∧ → → →
(16.4) [(p r) (q r)] [(p q) r] → ∧ → → ∧ →
(16.5) [(p r) (q r)] [(p q) r] → ∧ → → ∨ →
(16.6) [(p r) (q s) (p q)] (r s) → ∧ → ∧ ∧ → ∨
(16.7) [Ent’29] [ ]
(p q) r (p r) (p q) ∧ → ⎡ ⎤ → → ∧ →
⎣ ⎦


(17) ประพจน์ต่อไปนี้เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
(17.1) [Ent’23] ~(p ~ q) (p q) → ↔ ∧
(17.2) [(~ p q) p] (p q) ∧ ∨ ↔ ∧
(17.3) [(p q) ~ p] (~ p q) ∨ ∧ ↔ ∧
• ตัวอยาง ประพจนนี้เปนสัจนิรั นดรหรือไม
ก. (r p) (p r) ∨ → → ข. (r ~ p) (p r) ∨ ↔ →
วิธีคิด ก. ใชวิธีพยายามทําใหเปนเท็จ
(r p) (p r)
T F
F T T F
∨ → →

ตัวเชื่อมหลักคือ “ถา-แลว” จะเปนเท็จได แสดงว าวงเล็บหนาตองเปนจริง และวงเล็บหลังตองเปนเท็จ
เทานั้น ... วงเล็ บหลังเปนเท็จแสดงวา p ตองเปนจริง และ r ตองเปนเท็จ ... นําคาความจริงของ p
และ r ไปใส ในวงเล็บหนา ไดคาเปนจริงตามที่ตองการพอดี ... แสดงวาตอนนี้เราทําใหผลเปนเท็จได
สําเร็จ (คือเปนเท็จเมื่อ p เปนจริง, r เปนเท็จ) ขอนี้จึงไมเปนสัจนิรันดร

ข. ตัวเชื่อมหลักคือ “ก็ตอเมื่อ” จะเปนเท็จได 2 แบบ คือ T F ↔ กับ F T ↔ ... การคิดดวยวิธีนี้
คอนขางยุงยาก เราควรเลี่ยงไปใชวิธีในตัวอยางถั ดไป คือดูความสมมูลระหวางกอนหนาและหลัง ...
• ตัวอยาง ประพจนนี้เปนสัจนิรั นดรหรือไม (r ~ p) (p r) ∨ ↔ →
วิธีคิด เนื่องจากตัวเชื่อมหลักเป น “ก็ตอเมื่อ” จึงตรวจสอบวาซายกับขวาสมมู ลกั นหรือไม
พบวา วงเล็บขวาคือ p r ~ p r → ≡ ∨ ≡ วงเล็บซาย ... ดังนั้ นเปนสัจนิรันดร
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
65
(17.4) (p q) [(q ~ p) (p ~ q)] ↔ ↔ ∨ ∧ ∨
(17.5) [(p q) (p q)] [(~ p ~ q) (~ p ~ q)] ∧ → ∨ ↔ ∧ → ∨
(17.6) [p (q r)] [(p q) (p r)] → ∧ ↔ → ∧ →
(17.7) [Ent’29] [p (q r)] [(p q) r] → → ↔ → →
(17.8) [Ent’29] [p (q r)] [(p q) r] ↔ ↔ ↔ ↔ ↔

(18) ประพจน์ต่อไปนี้เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
(18.1) [(p r) (q r)] (p q) ∨ → ∨ ∨ ∨
(18.2) [(~ p q) ~ p] (p q) ∧ → ∨ →

(19) ประพจน์ต่อไปนี้เป็นสัจนิรันดร์หรือไม่
(19.1) นิเสธของ (p ~ p) (q ~ q) ∧ → ∧
(19.2) นิเสธของ [p (q ~ q)] [~ p (q ~ q)] ∧ ∨ ↔ ∨ ∧
(19.3) นิเสธของ ~(p q) (~ p ~ q) ↔ ∧ ↔

(20) เมื่อ p, q, r เป็นประพจน์ใดๆ ถามว่าประพจน์ในข้อใดเป็นจริงบ้าง
ก. (p q) (~ p ~ q) → → ∧
ข. (p q) (~ p q) → ↔ ∨
ค. ~((p q) r) (~(p q) ~ r) ∨ ∨ → ∧ ∧
ง. ((p r) (q r)) ((p q) r) → ∧ → ↔ ∧ →
จ. ((p q) (p r)) (p (q r)) → ∨ → ↔ → ∧

(21) ตัวเชื่อมในกรอบสี่เหลี่ยม ที่ทําให้ [(p ~ q) (p ~ r)] [p ~(q r)] → ∧ → → ∨ เป็นสัจนิรันดร์
คืออะไร

3.3 การอ้างเหตุผล

การอ้างเหตุผล คือการกล่าวว่าถ้ามีเหตุเป็นข้อความ
1 2 3 n
p , p , p , ..., p ชุดหนึ่ง แล้ว
สามารถสรุปผลเป็นข้อความ q อันหนึ่งได้ การอ้างเหตุผลมีทั้งแบบที่ สมเหตุสมผล (valid) และ ไม่
สมเหตุสมผล (invalid) ซึ่งเราสามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลได้โดยหลายวิธี คือ

1. ตรวจสอบสัจนิรันดร์
การอ้างเหตุผลจะสมเหตุสมผล ก็เมื่อ
1 2 3 n
(p p p ... p ) q ∧ ∧ ∧ ∧ → เป็นสัจนิรันดร์
หรือกล่าวว่า จะไม่สมเหตุสมผลเพียงกรณีเดียวเท่านั้น คือเมื่อ “เหตุเป็นจริงทุกข้อแต่ผลเป็นเท็จ”

2. เทียบกับรูปแบบที่พบบ่อย
การอ้างเหตุผลทุกรูปแบบต่อไปนี้ สมเหตุสมผล
(1) เหตุ p q →
p
ผล q
ข้อนี้เป็นรูปแบบมาตรฐาน
(2) เหตุ p q →
~ q
ผล ~ p
เพราะ p q ~ q ~ p → ≡ →
(3) เหตุ p q →
q r →
ผล p r →
(4) เหตุ p q →
r s →
p r ∨
ผล q s ∨
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
66
(5) เหตุ p q ∧
ผล p
เชื่อมด้วย “และ”
สามารถแยกเป็นประพจน์
เดี่ยวได้
(6) เหตุ p
ผล p q ∨
สามารถเติมประพจน์ใดๆ ได้
แต่ต้องเชื่อมด้วย“หรือ”


แบบฝึกหัด 3.3

(22) [Ent’39] การอ้างเหตุผลดังต่อไปนี้ สมเหตุสมผลหรือไม่
(22.1) เหตุ 1. p q →
2. q s →
3. ~ s
ผล ~ p

(23) การอ้างเหตุผลดังต่อไปนี้ สมเหตุสมผลหรือไม่
(23.1) เหตุ 1. ถ้า x เป็นจํานวนคู่แล้ว 2 | x
2. ถ้า x เป็นจํานวนคู่และ 2 | x แล้ว x เป็นจํานวนเต็ม
3. ไม่จริงที่ว่ า “x เป็นจํานวนเฉพาะและ x เป็นจํานวนเต็ม”
4. x เป็นจํานวนคู่
ผล x เป็นจํานวนเฉพาะ

(23.2) เหตุ 1. ถ้า a เป็นจํานวนตรรกยะแล้ว a ไม่เป็นจํานวนอตรรกยะ
2.
2
a 2 = หรือ
2
a 1 = −
3. ถ้า
2
a 2 = แล้ว a เป็นจํานวนอตรรกยะ
4.
2
a 1 ≠ −
ผล a เป็นจํานวนตรรกยะ

(24) จงเติมข้อความที่ทําให้การอ้างเหตุผลนี้สมเหตุสมผล
(24.1) เหตุ 1. p (q r) → →
2. ~ s p ∨
3. q
ผล

(25) จงเติมข้อความที่ทําให้การอ้างเหตุผลนี้ สมเหตุสมผล
เหตุ 1. ถ้าฉันขยัน ฉันจะไม่ตกคณิตศาสตร์
2. ฉันตกคณิตศาสตร์
ผล

(26) กําหนดเหตุให้ดังนี้
เหตุ 1. ถ้าฉันขยันแล้วฉันจะสอบได้
2. ถ้าฉันไม่ขยันแล้วพ่อแม่จะเสียใจ
3. ถ้าฉันเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วพ่อแม่จะไม่เสียใจ
4. ฉันสอบไม่ได้
ให้หาว่าผลในข้อใดทําให้การอ้างเหตุผลสมเหตุสมผล
(22.2) เหตุ p (r s) → ∨
ผล ~ p (r s) ∨ ∨

(24.2) เหตุ 1. ~ p q →
2. q ~ r →
3.
ผล p

S --· :-·s-· S
e:..-.s··.s+.·::.-.-..· .s+ -s.·-··a·
.·.·· ..·.·.:.· .-.-·.·.··.·. ·..:.+·a··
`·.`·o-·- s-..+..·......·:..:.··-.a··
-·:s+·a ··.a·.·`:....·:..-.s··s·- +..·.- ...·
s--·...·:..:.·.- ·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
67
ผล ก. ฉันไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย หรือฉันขยัน
ข. ฉันเรียนในมหาวิทยาลัย และฉันขยัน
ค. พ่อแม่ฉันไม่เสียใจ และฉันไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย
ง. ฉันขยัน แต่ ฉันสอบไม่ได้

3.4 ประโยคเปิดและตัวบ่งปริมาณ

ประโยค “x มากกว่า 2” (หรือ “เขาไม่ใช่คนร้าย”) ไม่ใช่ประพจน์ เนื่องจากยังไม่ทราบแน่
ชัดว่ามีค่าความจริงเป็นจริงหรือเป็นเท็จ ค่าความจริงขึ้นอยู่กับว่า x เป็นจํานวนใด (หรือ “เขา” เป็น
ใคร) เช่น ถ้า x เป็น 3 ประโยคนี้จะเป็นจริง แต่ถ้า x เป็น 2 ประโยคนี้จะเป็นเท็จ เราเรียก
“ประโยคที่ยังคงติดค่าตัวแปร และเมื่อแทนค่าตัวแปรแล้วจึงกลายเป็นประพจน์” ว่า ประโยคเปิด
(Open Sentence)
สัญลักษณ์ที่ใช้แทนประโยคเปิดใดๆ (ที่ติดค่าตัวแปร x) ได้แก่ P(x), Q(x), R(x) ฯลฯ ซึ่ง
ประโยคเปิดเหล่านี้สามารถใช้ตัวเชื่อมได้เช่นเดียวกับประพจน์ p, q, r ทั่วๆ ไป

ตัวบ่งปริมาณ (Quantifier) คือข้อความที่ใช้บ่งบอกความมากน้อยของค่าตัวแปร x
มี 2 แบบได้แก่ สําหรับ x ทุกตัว (For All x; x ∀ ) และ สําหรับ x บางตัว (For Some x; x ∃ )
ซึ่งตัวบ่งปริมาณทั้งสองนี้เมื่อใช้ร่วมกับเอกภพสัมพัทธ์แล้ว จะทําให้ประโยคเปิดกลายเป็นประพจน์
(คือมีค่าเป็นจริงหรือเป็นเท็จ) ได้ เช่น
ให้ P(x) แทนประโยคเปิด “x มากกว่า 2”
จะได้ว่า x [P(x)] ∀ แทนประโยค “สําหรับ x ทุกตัว... x มากกว่า 2”
และ x [P(x)] ∃ แทนประโยค “สําหรับ x บางตัว... x มากกว่า 2”
ซึ่งถ้า { } 1,2,3 = U ก็จะพบว่า x [P(x)] ∀ เป็นเท็จ, x [P(x)] ∃ เป็นจริง
แต่ถ้า { } 3,4 = U แล้วจะพบว่า x [P(x)] ∀ เป็นจริง, x [P(x)] ∃ เป็นจริง
หมายเหตุ
1. หากไม่มีการระบุเอกภพสัมพัทธ์ ให้ถือว่าเอกภพสัมพัทธ์คือเซตจํานวนจริง R
2. สามารถแจกแจงตัวบ่งปริมาณได้เพียงสองรูปแบบนี้เท่านั้น
x [P(x) Q(x)] x [P(x)] x [Q(x)] ∀ ∧ ≡ ∀ ∧ ∀
x [P(x) Q(x)] x [P(x)] x [Q(x)] ∃ ∨ ≡ ∃ ∨ ∃

ประโยคเปิดที่มีสองตัวแปร เมื่อใช้ตัวบ่งปริมาณก็จะมีสองตัวเช่นกัน และการอ่านต้อง
คํานึงถึงลําดับก่อนหลัง ดังตัวอย่างนี้
ให้ P(x) แทน “x มากกว่า 2” และ Q(x, y) แทน “x+y เป็นจํานวนเฉพาะ”
จะได้ว่า x y [P(x) Q(x, y)] ∀ ∃ ∧ แทนประโยค “สําหรับ x ทุกตัว จะมี y บางตัวที่ทํ าให้... x
มากกว่า 2 และ x+y เป็นจํานวนเฉพาะ”
ส่วน y x [P(x) Q(x, y)] ∃ ∀ ∧ นั้น แทนประโยค “สําหรับ y บางตัว จะมี x ทุกตัวที่ทําให้...
x มากกว่า 2 และ x+y เป็นจํานวนเฉพาะ”
ซึ่งสองประโยคนี้คนละความหมายกัน ไม่สามารถใช้แทนกันได้

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
68
การหานิเสธของประโยคเปิดที่มีตัวบ่งปริมาณ นอกจากจะใส่ นิเสธที่ประโยคเปิด (ภายใน
เครื่องหมายวงเล็บ) แล้ว ยังต้องเปลี่ยนตัวบ่งปริมาณ จาก ∀ เป็น ∃ และจาก ∃ เป็น ∀ ด้วย
เช่น นิเสธของ x y [P(x) Q(x, y)] ∀ ∃ → คือ x y [P(x) ~ Q(x, y)] ∃ ∀ ∧

แบบฝึกหัด 3.4

(27) ให้ { } 2, 1, 0, 1, 2 = − − U ข้อใดเป็นจริง
ก. x [x ∀ เป็นจํานวนเต็ม และ
2
x 0] >
ข.
3 2
x [x x ∃ > และ
2
x x ] <
ค. x [ ∀ ถ้า x เป็นจํานวนเต็มบวก แล้ว x เป็นจํานวนเฉพาะ ]
ง. x [x ∃ เป็นจํานวนเฉพาะ และ x เป็นจํานวนคี่ ]

(28) กําหนด P(x) แทน “x เป็นจํานวนอตรรกยะ”, Q(x) แทน “x เป็นจํานวนตรรกยะ”
ข้อใดมีค่าความจริงเป็นเท็จ
ก. x [P(x) Q( 2)] ∀ → ข. x [Q(x) P(0.5)] ∃ →
ค. x [P(x) ~ Q( )] ∀ ∨ π ง. x [Q(x) ~P(22/7)] ∃ ∧

(29) กําหนดประโยคเปิด P(x) , Q(x) ดังนี้
2
P(x) x x = > , Q(x) x = เป็นจํานวนเฉพาะ หรือ
ตัวหารร่วมที่มากที่สุดของ 3 กั บ x เป็น 1 ข้อความใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. x [P(x)] ∀ เป็นจริง เมื่อ U เป็นช่วงเปิด (0, 1)
ข. x [Q(x)] ∀ เป็นเท็จ เมื่อ { } 2, 3, 5, 8 = − U

(30) จงหาค่าความจริงของ
3 2
x(x 5x 1 4) x( 0 x 2) x 1 ∃ + − < ∧ ∀ < → − −
>

(31) ให้เอกภพสัมพัทธ์เป็นเซตของจํานวนนับ N ถามว่าประพจน์ต่อไปนี้มีค่าความจริงเป็นอย่างไร
2
[ x(x 1 ∃ − เป็นจํานวนนับ
2
) x(x 1 0)] x 0
x
⎛ ⎞
∧ ∀ + → ∀ <
⎜ ⎟
⎝ ⎠
>

(32) จงหาค่าความจริงของประโยคต่อไปนี้
หากกําหนดเอกภพสัมพัทธ์เป็น { } 1, 0, 1 = − U
(32.1)
2 2
x(x 1) x(x 1) ∃ ≠ → ∀ ≠
(32.2)
2
x(x 1 0) x(x 1) ∃ + > ∧ ∃ ≠
(32.3)
2
x(x 1 0 x 1) ∃ + > ∧ ≠
(32.4)
2
x(x 0) x(x 0) ∀ > ∨ ∀ =
(32.5)
2
x(x 0 x 0) ∀ > ∨ =

(33) จงหาค่าความจริงของประโยคต่อไปนี้
หากกําหนดเอกภพสัมพัทธ์เป็น { } 1, 0, 1 = − U
(33.1)
2
x y(x y 2) ∃ ∃ + >
(33.2)
2
x y(x y 2) ∃ ∀ + >
(33.3)
2
x y(x y 2) ∀ ∃ + >
(33.4)
2
x y(x y 2) ∀ ∀ + >

S --· :-·s-· S
.··:··a-.s :: ·a· : .. --...·.s··a ···-.a·
...· ·.·.·-- .-e ...·`· ·..·
`·.s :: ..----..-.+.-·¬-· ·+ ..··+
...-s-.s..:s.·a·-.- ·..·
.:`·.s : ..:s+--`·.+..·..-.- -. ·.-e+.
- · · `:`·.+..··a +··..··.a + :s+.··:a..--.·a·
..·.s :+ ·a · : ·--...·.s··a·
...··.·.·-- . ...·`· ··.s
..·.+· ·.·--.-s·-.a+·+··-.a·
. -·a· ·..· .-e -·a· ··.s
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
69
(34) [Ent’21] จงหาค่าความจริงของประโยคต่อไปนี้ หากกําหนดเอกภพสัมพัทธ์ { } 1, 0, 1 = −
(34.1)
2 2
x y(x y y x) ∀ ∀ − = −
(34.2)
2 2
x y(x y y x) ∀ ∃ − = −
(34.3)
2 2
x y(x y y x) ∃ ∀ − = −
(34.4)
2 2
x y(x y y x) ∃ ∃ − = −
(34.5)
2 2
x y(x y y x) ∃ ∀ − ≠ −

(35) จงหาค่าความจริงของ
(35.1) x y(x y y x) ∃ ∀ − ≠ − เมื่อ { } 2, 0, 2 = − U
(35.2) x y(x y 0) ∀ ∃ + = เมื่อ { } 2, 2 = − U

(36) ประพจน์ x y(xy 1) x y(xy y) ∀ ∃ = ↔ ∃ ∀ = เป็นจริง เมื่อเอกภพสัมพัทธ์เป็นเท่าใด
ก. จํานวนเต็ม ข. จํานวนเต็ มบวก ค. จํานวนจริง ง. จํ านวนจริงบวก

(37) ให้เอกภพสัมพัทธ์เป็นเซตจํานวนจริงบวก
+
R ข้อใดมีค่าความจริงเป็นจริง
ก. x y [x y xy] ∀ ∀ + > ข. x y [x y 0] ∃ ∃ + <
ค. x y [x y] ∃ ∀ < ง. x y [y x] ∀ ∃ >

(38) จงหานิเสธของ
(38.1) x [P(x) ~ Q(x)] ∀ →
(38.2) x [P(x) (Q(x) R(x))] ∀ → →
(38.3) [ ]
P(x) ~ x x [Q(x)] ⎡ ⎤ ∀ → ∃
⎣ ⎦

(38.4) x y [(x y 5) (x y 1)] ∃ ∃ + = → − =
(38.5) x y [x 0 y 0 xy 0] ∃ ∃ > ∧ ≠ ∧ <
(38.6) [Ent’39] x y(xy 0 x 0 y 0) ∃ ∀ > → < ∨ <
(38.7) x y [(P(y) ~R(x)) (~ Q(x) ~P(y))] ∃ ∃ ∧ → ∨
(38.8) x y z (x y z ∀ ∃ ∀ + > และ xy z) <

(39) ข้อความใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. นิเสธของ
22
x [x 5 0] y [ ]
y
∀ + = ∧ ∃ < π คือ
22
x [x 5 0] y [ ]
y
∃ + ≠ ∨ ∀ π >
ข. [Ent’38] นิเสธของ x [x 6] x [x 8] ∃ < → ∀ > คือ x [x 6] x [x 8] ∀ ∧ ∃ < >

3.5 การให้เหตุผลแบบอุปนัยและนิรนัย

การให้เหตุผล (Reasoning) เป็นการกระทําเพื่อหาข้อสรุปหรือข้อสนับสนุนความเชื่อ ซึ่งถือ
เป็นอีกกระบวนการที่สําคัญในทางตรรกศาสตร์ การให้เหตุผลมีอยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่ การให้เหตุผล
แบบอุปนัย และแบบนิรนัย

การให้เหตุผลแบบอุปนัย (ย่อย → ใหญ่)
การให้เหตุผลแบบอุปนัย (Inductive Reasoning) เป็นการใช้ความจริงจากส่วนย่อยนําไป
สรุปความจริงของส่วนรวม หรือกล่าวว่า เป็นการสรุปผลทั่วไปซึ่งมาจากการสังเกตหรือการทดลองใน
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
70
กรณีย่อยๆ หลายครั้ง ... เช่น เราสังเกตเห็นว่าในทุกเช้าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิ ศตะวันออก ดังนั้นเรา
จึงสรุปแบบขยายผลว่าพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเสมอ, เราสังเกตเห็นว่าลายนิ้วมือของหนึ่ง
พันคนมีลักษณะต่างกัน จึงสรุปเอาแบบขยายผลว่า คนทุกคนบนโลกมีลายนิ้วมือไม่เหมือนกันเลย,
เพื่อนบ้านทุกคนล้วนบอกว่าหมอคนนี้รักษาดีมาก เมื่อสมชายไม่สบายจึงไปหาหมอคนนี้ เพราะสรุป
เอาแบบอุปนัยว่าตนเองจะได้รับการรักษาให้หายดีเช่นกัน

• ตัวอยางการใหเหตุผลแบบอุปนั ย ในคณิตศาสตร
1. ในเซต A {2, 4, 6, 8, 10, ...} = เมื่ อสั งเกตลักษณะของสมาชิกทั้งหาตั ว พบวาเกิดจาก
การบวกทีละ 2 เราจึงสรุปผลวา สมาชิกตัวที่เหลือที่ละไวคือ 12, 14, 16, ... (จํานวนนับคู)

2. จาก 1 1 = , 1 3 4 + = , 1 3 5 9 + + = , 1 3 5 7 16 + + + = , 1 3 5 7 9 25 + + + + =
เราจึงสรุปไดวา จํานวนนับคี่ n จํานวนแรก มีผลบวกเทากับ
2
n

3. ลํ าดับ 1, 3, 7, 15, 31, ... สังเกตไดวา ผลตางของแตละพจนติดกัน เป น 2, 4, 8, 16
ดังนั้นพจนถัดไปของลําดับคือ 63 (เพราะผลตางเทากับ 32)

4. จาก 11 11 121 × = , 111 111 12321 × = , 1111 1111 1234321 × = …
จึงสรุปไดวา 11111 11111 123454321 × =

5. เมื่ อยกตัวอยางจํานวนนับที่หารดวย 3 ลงตัว เช น 12 , 51, 96, 117 , 258 , 543, 2930 ,
5022 , 7839 … พบวาผลบวกของเลขโดดเปนจํานวนที่หารดวย 3 ลงตัว
จึงสรุปวาถาผลบวกของเลขโดดเปนจํานวนที่หารดวย 3 ลงตัวแลว จํานวนนับนั้ นจะหารดวย 3 ลงตั ว

ข้อควรระวังในการให้เหตุผลแบบอุปนัยคือ ข้อสรุปที่ได้ไม่จําเป็นต้องถูกต้องทุกครั้ง
เนื่องจากเป็นการสรุปผลเกินขอบเขตที่เราพิจารณาออกไป
สิ่งที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือ ได้แก่
1. จํานวนข้อมูลที่มีเพียงพอหรือไม่ ... (ไม่ควรพิจารณาข้อมูลปริมาณน้อยๆ แล้วสรุปทันที)
เช่น – สุ่มหยิบลูกบอลได้สีแดงติดกัน 4 ครั้ง จึงสรุปเอาว่าบอลทุกลูกมีสีแดง ซึ่งอาจผิดก็ได้
– สมมติฐาน
(n 1) 2
(n 1) 2

+ > สําหรับจํานวนนับ n ใดๆ
พบว่าเมื่อแทน n 1, 2, 3, 4 = จะได้ 4 1, 9 2, 16 4, 25 8 > > > > ซึ่งล้วนเป็นจริง
แต่ที่แท้สมมติฐานนี้จะเป็นเท็จ เมื่อแทน n 7, 8, 9, ... = เป็นต้นไป
– สมมติฐาน
2
n n 5 − + เป็นจํานวนเฉพาะ สําหรับจํานวนนับ n ใดๆ
พบว่าเมื่อแทน n 1, 2, 3, 4 = จะได้
2
n n 5 5, 7, 11, 17 − + = ซึ่งเป็นจํานวนเฉพาะจริงๆ
แต่เมื่อแทน n 5 = จะได้
2
n n 5 25 − + = ซึ่งไม่ใช่จํานวนเฉพาะ
2. ข้อมูลที่ใช้นั้นเป็นตัวแทนที่ดีแล้วหรือไม่ ... (อาจมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อสรุปอยู่ แต่นึกไม่
ถึง) เช่น สุ่มถามคน 100 คนในบริเวณสยามสแควร์ พบว่าอายุไม่เกิน 22 ปีถึง 70 คน จึงสรุปเอา
ว่าในกรุงเทพฯ มีประชากรวัยรุ่นจํานวนมากกว่าวัยทํางานอยู่เท่าตัว ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปที่ผิด
3. ข้อสรุปที่ต้องการมีความซับซ้อนเกินไปหรือไม่ ... (บางเรื่องสรุปได้ยาก โดยเฉพาะที่
เกี่ยวกับความนึกคิดของมนุษย์ เช่น ความเชื่อ ความพึงพอใจ มักจะขึ้นกับเหตุผลต่างๆ กัน)



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
71
นก
สิ่งที่บินได้
นก
นก
สิ่งที่บินได้
สิ่งที่บินได้
สิ่งที่บินได้
สมชาย
การให้เหตุผลแบบนิรนัย (ใหญ่ → ย่อย)
การให้เหตุผลแบบนิรนัย (Deductive Reasoning) เป็นการใช้ความจริงที่เป็นที่ยอมรับ
โดยทั่วไป เพื่อนําไปสู่ข้อสรุปย่อยใดๆ ... เช่น เป็นความจริงที่ว่าจํานวนที่หารด้วย 2 ลงตัวเป็น
จํานวนคู่ และ 10 นั้นหารด้วย 2 ลงตัว เราจึงสรุปว่า 10 เป็นจํานวนคู่

• ตัวอยางการใหเหตุผลแบบนิรนัย
1. เหตุ (1) นักเรียนทุกคนตองทํ าการบาน ... (2) สุดาเป นนักเรียน ผล สุดาต องทําการบาน
2. เหตุ (1) นกเทานั้นที่บินได ... (2) คนบินไม ได ผล คนไมใชนก
* 3. เหตุ (1) สัตวปกทุกตัวบิ นได ... (2) แมวบางตัวเปนสัตวปก ผล แมวบางตัวบินได

* ข้อสรุปนี้เป็นข้อสรุปที่ สมเหตุสมผล
(valid) แม้ว่าผลจะขัดแย้งกับความจริง
ในโลกก็ตาม


ข้อควรระวังในการให้เหตุผล
แบบนิรนัยคือ ในบางครั้งเมื่อเราใช้ความ
รู้สึกเพียงผิวเผินตัดสิน อาจจะคิดว่าการ
อ้างเหตุผลนั้นสมเหตุสมผล ทั้งที่จริงๆ
แล้วไม่ใช่ ... ยกตัวอย่างเช่น

1. เหตุ (1) นกทุกตัวบินได้ ... (2) ยุงบินได้
ผล ยุงเป็นนก (ไม่สมเหตุสมผล เพราะอาจจะมีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่นก แต่บินได้)
2. เหตุ (1) นกทุกตัวบินได้ ... (2) คนไม่ใช่นก
ผล คนบินไม่ได้ (ไม่สมเหตุสมผล เพราะอาจจะมีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่นก แต่บินได้)
3. เหตุ (1) นักเรียนบางคนเป็นนักกีฬา ... (2) นักกีฬาบางคนแข็งแรง
ผล นักเรียนบางคนแข็งแรง (ไม่สมเหตุสมผล เพราะนักกีฬาที่แข็งแรงอาจไม่ใช่นักเรียนก็ได้)

การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการให้เหตุผลแบบนิรนัย สามารถทําได้อย่างรอบคอบ
โดยใช้แผนภาพของเซต (แผนภาพเวนน์-ออยเลอร์) ช่วยในการคิด





ไม่มีนกตัวใดบินได้ นกบางตัวบินได้ นกทุกตัวบินได้
(หรือ นกทุกตัวบินไม่ได้) (หรือ นกบางตัวบินไม่ได้)

หากในข้อความมีการระบุถึงสมาชิกของเซต (เช่น สมชายบินได้)
จะเขียนเป็น จุด อยู่ภายในบริเวณเซตนั้น

ถ้าพบว่าแผนภาพเป็นไปตามที่สรุป ได้เพียงแบบเดียวเท่านั้น
จะถือว่า สมเหตุสมผล แต่ถ้าเป็นแบบอื่นได้ด้วย จะถือว่า ไม่สมเหตุสมผล
S --· :-·s-· S
·s+·+-·s-.+.a-. ...-···.-.-s-+..
·.`·.·::..···.·a-·a·..·..`·.·.··.s+ ··.s+.·::.
.·. s··a..s · ¬+-..·-....`-. ·....·:..:.·a·
...-.·..:.-·.··-.+·a····-.a· .:.·.. .. s`-· .·:··.s
.·-.··-.+.·. :.-+-·.··-.+:.-.-

.....:..-.s·.·.`·.·::.· ...·:..:.·. s..
`·..---·.·:· `·..··a· ·..s-..-.+`·o.·.·:a-.···-.a··
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
72
นร.ชาย
ผู้ลงแข่งกี ฬา
สมศรี
สมศรี
นร.ชาย
ผู้ลงแข่งกี ฬา
สมศักดิ์
A
B
A
B
C
นก
สิ่งที่บินได้
นร.ชาย
ผู้ลงแข่งกี ฬา
สมเสร็จ
สมเสร็จ
นร.ชาย
ผู้ลงแข่งกี ฬา
สมศักดิ์
สมศักดิ์
ดังนั้นในการตรวจสอบ เราจะต้องพยายามทําให้เหตุเป็นจริงทุกข้อแต่ผลสรุปเป็นเท็จ (ถ้าทําได้ ก็
แสดงว่าไม่สมเหตุสมผล ถ้าทําไม่ได้แสดงว่าสมเหตุสมผล)

ตัวอย่างเช่น
1. เหตุ (1) นักเรียนชายทุกคนลงแข่งกีฬา
(2) สมศักดิ์เป็นนักเรียนชาย
ผล สมศักดิ์ลงแข่งกีฬา ... สมเหตุสมผล

2. เหตุ (1) นักเรียนชายทุกคนลงแข่งกีฬา
(2) สมศรีไม่ได้เป็นนักเรียนชาย
ผล สมศรีไม่ได้ลงแข่งกีฬา ... ไม่สมเหตุสมผล (เป็นไปได้ 2 แบบ)

3. เหตุ (1) นักเรียนชายทุกคนลงแข่งกีฬา
(2) สมเสร็จลงแข่งกีฬา
ผล สมเสร็จเป็นนักเรียนชาย ... ไม่สมเหตุสมผล

4. เหตุ (1) นักเรียนชายบางคนลงแข่งกีฬา
(2) สมศักดิ์เป็นนักเรียนชาย
ผล สมศักดิ์ลงแข่งกีฬา ... ไม่ สมเหตุสมผล

หมายเหตุ บางตําราเขียนแผนภาพในรูปทั่วไป ดังรูปด้านล่างนี้
และใช้การแรเงาเพื่อบ่งบอก
ว่าชิ้นส่วนนั้นไม่มีสมาชิกเลย



2 เซต
เช่น 3 เซต

หากมีประโยคว่า “เพนกวินเป็นนก”
จะต้องจุดแทน “เพนกวิน” ลงในช่อง “นก” ทางซ้ายเท่านั้น
เนื่องจากช่องกลางถูกแรเงาทึบไปแล้ว

ไม่มีนกตัวใดบินได้ * แต่บางตําราก็ใช้การแรเงาเพื่อบ่งบอกว่าชิ้นส่วนนั้นต้องมีสมาชิกอยู่!

แบบฝึกหัด 3.5

(40) ให้บอกค่าของ a ที่ปรากฏในลําดับต่อไปนี้
(40.1) 1, 3, 5, 7, a − − − − (40.5) 3, 1, 1, 3, a − −
(40.2) 2, 7, 12, 17, a (40.6)
1 2 3 4
, , , , a
2 3 4 5

(40.3) 1, 2, 3, 4, a − − (40.7) 1, 4, 9, 16, a
(40.4) 3, 6, 12, 24, a (40.8) 3, 3 3, 3 3 3, 3 3 3 3 , a
(40.9) [พื้นฐานวิศวะ มี.ค.47] 125, 726, a, 40328, 362889
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
73
(41) ให้หาสมการ 2 สมการ ต่อจากรูปแบบที่กําหนดให้ โดยอาศัยการให้เหตุผลแบบอุปนัย
(และคํานวณหรือใช้เครื่องคํานวณ เพื่อตรวจสอบคําตอบที่ได้)
(41.1)
37 3 111
37 6 222
37 9 333
× =
× =
× =
(41.5)
11 11 121
11 12 132
11 13 143
× =
× =
× =


(41.2)
9 9 81
9 99 891
9 999 8991
× =
× =
× =
(41.6)
1089 1 1089
1089 2 2178
1089 3 3267
× =
× =
× =


(41.3)
1 9 11 2
12 9 111 3
123 9 1111 4
× = −
× = −
× = −
(41.7)
2 (3) 3 (3 1)
2 (3) 2 (9) 3 (9 1)
2 (3) 2 (9) 2 (27) 3 (27 1)
= −
+ = −
+ + = −


(41.4)
9 9 7 88
9 98 6 888
9 987 5 8888
× + =
× + =
× + =
(41.8)
3 4 2 (1 2 3)
4 5 2 (1 2 3 4)
5 6 2 (1 2 3 4 5)
× = + +
× = + + +
× = + + + +


(42) ให้ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการอ้างเหตุผลต่อไปนี้
โดยอาศัยการให้เหตุผลแบบนิรนัย ประกอบกับแผนภาพของเวนน์-ออยเลอร์

(42.1) เหตุ – คนบางคนว่ายน้ํ าได้ (42.2) เหตุ – คนบางคนว่ายน้ํ าได้
– สมชายเป็นคน – สมชายเป็นคน
ผล สมชายว่ายน้ําได้ ผล สมชายว่ายน้ําไม่ได้

(42.3) เหตุ – ไม่มีเด็กดีคนใดคุยในเวลาเรียน
– นักเรียนห้องนี้ทุกคนเป็นเด็กดี
ผล ไม่มีนักเรียนคนใดในห้องนี้คุยในเวลาเรียน

(42.4) เหตุ – นักเรียนบางคนทําการบ้านไม่เสร็จ
– นักเรียนบางคนชอบเล่นฟุตบอล
ผล นักเรียนที่เล่นฟุตบอลบางคนทําการบ้านไม่เสร็จ

(42.5) เหตุ – วันนี้ฉันเงินหมด
– ไม่มีใครที่เงินหมดแล้วโดยสารรถเมล์ได้
ผล วันนี้ฉันไม่สามารถโดยสารรถเมล์ได้

(42.6) เหตุ – ไม่มีสัตว์น้ําตัวใดบินได้ (42.12) เหตุ – ไม่ใช่ปลาทุกตัวที่มีสองตา
– นกแก้วเป็นสัตว์น้ํา – กุ้งไม่ได้เป็นปลา
ผล นกแก้วบินไม่ได้ ผล กุ้งมีสองตา

(42.7) เหตุ – คนที่มีความสุขทุกคนยิ้มแย้ม (42.13) เหตุ – ไม่มีช่างคนใดที่ขยัน
– ฉันยิ้มแย้ม – สมนึกเป็นช่าง
ผล ฉันมีความสุข ผล สมนึกไม่ขยัน

(42.8) เหตุ – นักเรียนทุกคนสวมแว่นตา (42.14) เหตุ – ไม่มีช่างคนใดที่ขยัน
– ผู้ร้ายบางคนสวมแว่นตา – สมนึกไม่ขยัน
ผล นักเรียนบางคนเป็นผู้ร้าย ผล สมนึกเป็นช่าง


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
74
(42.9) เหตุ – ไม่มีนางแบบคนใดเป็นผู้ชาย (42.15) เหตุ – สัตว์ทุกตัวต้องหายใจ
– พระเอกหนังทุกคนเป็นผู้ชาย – สุนัขทุกตัวต้องหายใจ
ผล ไม่มีนางแบบคนใดเป็นพระเอกหนัง ผล สุนัขทุกตัวเป็นสัตว์

(42.10) เหตุ – สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องกินอาหาร (42.16) เหตุ – แอปเปิ้ลไม่มีพิษ
– สัตว์ทุกตัวเป็นสิ่งมีชีวิต – องุ่นไม่มีพิษ
ผล คนทุกคนต้องกินอาหาร ผล ผลไม้ที่ทานได้ไม่มีพิษ

(42.11) เหตุ – ครูบางคนชอบดื่มกาแฟ (42.17) เหตุ – นกทุกตัวมีปีก
– ผู้ชายทั้งหมดชอบดื่มกาแฟ – สัตว์ที่มีปีกบางตัวบินได้
ผล ครูบางคนเป็นผู้ชาย – เพนกวินเป็นนก
ผล เพนกวินบินได้

เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1) p | F | p | F
T | p | p | T
p | T | T |~ p | T |~ p
p |~ p | T | F
(2) ข้ อ 2.6 ถึ ง 2.10 เท็จ
นอกนั้นจริง
(3) ข้อ 3.5, 3.7, 3.9,
3.12 เท็จ นอกนั้ นจริ ง
(3.11) T, T, F
(4) ก. ถูก ข. ถูก
(5) ถูกทุกข้ อ
(6) ก. ผิ ด ข. ถู ก
(7) ก.(p q) (~ r ~ s) ∧ ∨ ∧
ข. p ~ q r ∧ ∧
(8) ง. (9) ค.
(10.1) ข. (10.2) ง.
(10.3) ก. (11) ค.
(12) สมมูลกันทุ กข้อ
(13) ถูกทุกข้ อ
(14.1) ก. (14.2) ก.
(15) 3:5
(16 ถึง 19) เป็ นทุกข้อ ยกเว้น
16.1, 16.2, 17.2, 17.7, 19.1
(20) ข. และ ค. เป็นจริง






(21) → หรือ ↔
(22) สมเหตุสมผลทั้ งสองข้ อ
(23) ไม่ สมเหตุ สมผลทั้งสองข้อ
(24.1) s r → (24.2) r
(25) ฉั นไม่ขยั น (26) ก.
(27) ข. (28) ก.
(29) ก. ถูก ข. ผิด
(30) จริง (31) เท็จ
(32) ข้อ 32.1, 32.4 เป็นเท็จ
นอกนั้นจริง
(33) ข้ อ 33.1 จริง นอกนั้นเท็จ
(34) ข้อ 34.2, 34.4 จริง
นอกนั้นเท็ จ (35.1) เท็ จ
(35.2) จริง (36) ง. (37) ง.
(38.1) x [P(x) Q(x)] ∃ ∧
(38.2) x [P(x) Q(x) ~R(x))] ∃ ∧ ∧
(38.3) [ ]
P(x) x x [Q(x)] ∀ → ∃
(38.4) x y [(x y 5) (x y 1)] ∀ ∀ + = ∧ − ≠
(38.5) x y [x 0 y 0 xy 0] ∀ ∀ ∨ = ∨
(38.6) x y (xy 0 x 0 y 0) ∀ ∃ > ∧ ∧ > >
(38.7) x y [P(y) ~R(x) Q(x)] ∀ ∀ ∧ ∧
(38.8) x y z (x y z ∃ ∀ ∃ + < หรือ xy z) >
(39) ก. ถูก ข. ผิด
(40.1) –9 (40.2) 22 (40.3) 5
(40.4) 48 (40.5) –5 หรือ 3
(40.6) 5/6 (40.7) 25
(40.8) 3 3 3 3 3 (40.9) 5047
(41.1) 37 12 444 × = , 37 15 555 × =
(41.2) 9 9999 89991 × = ,
9 99999 899991 × =
(41.3) 1234 9 11111 5 × = − ,
12345 9 111111 6 × = −
(41.4) 9 9876 4 88888 × + = ,
9 98765 3 888888 × + =
(41.5) 11 14 154 × = , 11 15 165 × =
(41.6) 1089 4 4356 × = ,
1089 5 5445 × =

(41.7) 2 (3) 2 (9) 2 (27) + +
2 (81) 3 (81 1) + = − ,
2 (3) 2 (9) 2 (27) 2 (81) + + +
2 (243) 3 (243 1) + = −
(41.8) 6 7 2 (1 2 3 × = + + +
4 5 6) + + , 7 8 2 (1 × = +
2 3 4 5 6 7) + + + + +
(42) ข้ อที่ สมเหตุสมผลได้แก่
(42.3), (42.5), (42.6),
(42.9), (42.13)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
75
เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1) ก. เครื่องหมาย “และ”
T p p ∧ ≡ ... จริง “และ” อะไร ก็จะได้ ตามตัวนั้ น
(หมายความว่า T T T, T F F ∧ ≡ ∧ ≡ )
F p F ∧ ≡ ... เท็จ “และ” อะไร จะได้เท็จเสมอ
p p p ∧ ≡ ... เหมือนกันเชื่ อมด้วย “และ” ได้ตัวเดิม
p ~ p F ∧ ≡ ... ตรงข้ ามกั นเชื่อมด้วย “และ” จะได้
เท็จเสมอ (เพราะต้องมี ตัวใดตัวหนึ่งเป็ นเท็ จ)
ข. เครื่องหมาย “หรื อ”
(วิธีคิดลักษณะเดียวกับ “และ”)
T p T, F p p, p p p, p ~ p T ∨ ≡ ∨ ≡ ∨ ≡ ∨ ≡
ค. เครื่ องหมายถ้ า-แล้ว
T p p, F p T, p T T, p F ~ p → ≡ → ≡ → ≡ → ≡
(เพราะ T F F, F F T → ≡ → ≡ )
p p T, p ~ p ~ p → ≡ → ≡
ง. เครื่ องหมาย “ก็ต่อเมื่อ”
T p p, F p ~ p, ↔ ≡ ↔ ≡
p p T, p ~ p F ↔ ≡ ↔ ≡
(หมายเหตุ ข้ อ 1 นี้จะทํ าได้ก็เมื่ อคุ้นเคยลักษณะของ
ตัวเชื่ อมทั้งสี่แล้ว)
(2.1) [(p s) (p r)] (p s) T ∧ ∨ ∧ → ∨ ≡
T T
(2.2) [(q s) r] [.....] T → ∨ ∨ ≡
T
(2.3) [(r q) (p q)] [.....] T ↔ ∨ → → ≡
F F
(2.4) [(p q) (q r)] ~ s T ↔ ∨ → ∨ ≡
T
(2.5) [(q p) r] r T → ∧ ↔ ≡
T T T
(2.6) [(p q) ~ r] [(~ p q) r] F ∧ → → ∨ ↔ ≡
F F T
T F
(2.7) [(p ~ q) ~ r] [(p q) .....] F ∧ ∨ ↔ → ∧ ≡
T F .
T F
(2.8) (p q) ~ r [... ...] F ∧ ∧ ∧ ∧ ≡
F
(2.9) [p (q r)] [.....] F → ∧ ∧ ≡
F
(2.10) [q (....)] [p (q ~ r)] F → → → ∧ ≡
F T F .
T F
(2.11) [(~ p ....) (~ r ....)] [.....] T → ∧ → ∨ ≡
T T

(3.1) (....) (p q) T → → ≡
T
T
(3.2) (....) (p q) T → → ≡
F .
T
(3.3) (~ r p) (....) T ∧ ∨ ≡
T
(3.4) r q T → ≡ โดย r เป็ นจริ ง
แสดงว่า q เป็นจริ งด้วย
(p q) (s p) (s q) T → ∧ → ∧ → ≡
T T T T
(3.5) p T, q F, r T ≡ ≡ ≡ ดังนั้น
(~ q (p r)) (~ r) F ∧ ∨ → ≡
T T F
(3.6) n F ≡ ดังนั้น n [....] T → ≡
(3.7) q F ≡ ดังนั้น (....) q F ∧ ≡
(3.8) q F, s F, r T, p F ≡ ≡ ≡ ≡ ดังนั้น
(q p) (....) T ∨ → ≡
F
(3.9) p r T, q s F ∨ ≡ ∨ ≡
(แสดงว่ า q F, s F ≡ ≡ )
p q T → ≡ แสดงว่ า p F ≡ ดังนั้ น r T ≡
และจะได้ r s T F F → ≡ → ≡
(3.10) p q F → ≡ แสดงว่ า p T, q F ≡ ≡
ดังนั้ น (....) ~ q T → ≡
T
(3.11) p q T ∧ ≡ แสดงว่ า
p T, q T p r F ≡ ≡ → ≡ แสดงว่ า r F ≡
(3.12) p T, p ~ r T ≡ ↔ ≡ แสดงว่ า r F ≡
(3.13) และ (3.14) ไม่บอกค่ าของ p, q, r, s มา
เลย แสดงว่ า น่ าจะเป็นสัจนิรั นดร์ (คือเป็ นจริงทุ ก
กรณี ไม่ว่า p, q, r, s จะเป็นอย่างไร)
ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นสัจนิรั นดร์ จริงๆ จึ งตอบว่า
เป็นจริงทั้ งสองข้ อ ... วิธี ตรวจสอบเป็นดังนี้
(3.13) พยายามทําให้เป็นเท็ จ แสดงว่า
ก้อนหน้ าต้องเป็ นจริ ง ก้ อนหลั งต้ องเป็ นเท็ จ
(เนื่องจากเชื่อมด้ วย “ถ้า-แล้ว”)
((p ~ q) ~ p) (p q) ∧ → → →
F
T F
T F
ซึ่งถ้าก้ อนหลังเป็ นเท็ จ แปลว่ า p จะต้ องเป็ นจริ ง
เท่านั้น และ q จะต้องเป็นเท็จเท่ านั้น ... เอาค่ าความ
จริงของ p กับ q ไปใส่ในก้อนหน้ า พบว่าก้อนหน้ า
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
76
ไม่ได้เป็นจริง ... นั่นคื อ เราพยายามทํ าให้ประโยคนี้
เป็นเท็จ แต่ไม่มี วิธีใดที่ทํ าได้ ข้ อนี้จึงเป็นสัจนิรันดร์
(3.14) ใช้วิธีเดี ยวกับข้อที่แล้ว คื อพยายามทํ าให้ ก้ อน
หน้ าจริ ง ก้ อนหลั งเท็จ (เพราะเชื่ อมด้วย “ถ้า-แล้ว”)
[ ]
p ~(r s) (~ r ~ s) ~ p ∨ ∧ ⎡ ⎤ → ∨ ∧
⎣ ⎦

F
T F
T T
ซึ่งถ้าก้ อนหลังเป็ นเท็ จ แปลว่ า r กับ s จะต้ องเป็ น
จริงทั้งคู่เท่ านั้ น ... เอาค่ าความจริ งของ r กับ s ไปใส่
ก้อนหน้ า พบว่ าเหลื อเพี ยง [ ]
p ~ p ∧ ซึ่งจะเป็นเท็จ
เสมอ ไม่มีทางเป็ นจริ งได้ ... สรุปว่าเราไม่มีทางทําให้
ข้อนี้ เป็นเท็ จได้ ข้อนี้ จึงเป็นสัจนิรั นดร์
(4) s r F → ≡ แสดงว่ า s T, r F ≡ ≡
p r T ∨ ≡ แสดงว่ า p T ≡
p q T → ≡ แสดงว่ า q T ≡
ก. [(....) (q r)] (r s) F ∧ ↔ ∨ ↔ ≡ ถูก
F F
ข. [....] (~ r s) T → ∧ ≡ ถูก
T
(5) p q T ↔ ≡ แสดงว่า p q ≡
r ~ s F ∨ ≡ แสดงว่ า r F, s T ≡ ≡
ดังนั้ น [(~ p r) ....] T ∧ → ≡
F
พิจารณา ก. ~ (....) ~ r T → ≡ ถู ก
T
ข. r (p ~ q) T ↔ ∧ ≡ ถูก
F F
ค. (s r) (p q) T → ∨ → ≡ ถูก
T
(6) p q , r ~ s ≡ ≡ ดังนั้ น
ก. [.... (r ~ s)] [.... (~ r ~ s)] T ∨ ↔ ↔ ∨ ∨ ≡
T T
ดังนั้ น ก. ผิ ด
ข. [....] [(p ~ q) (r ~ s)] T → ∨ ↔ → ≡ ถูก
T T
(7) ก. ~ [(~ p ~ q) (r s)] ∨ ∧ ∨ ≡
(p q) (~ r ~ s) ∧ ∨ ∧
ข. ~ [~ (p ~ q) ~ r] (p ~ q) r ∧ ∨ ≡ ∧ ∧
(8) ให้ p แทน “เดชาขยัน”, q แทน “เดชาทํา
การบ้านสม่ํ าเสมอ”, r แทน “เดชาสอบผ่าน”
ดังนั้ น โจทย์บอกว่า (p q) r ∧ → เป็ นเท็ จ
แสดงว่า p q T, r F ≡ ≡ ≡
ก. p ~ q F ∧ ≡ ข. ~ p q F ∧ ≡
ค. ~ r ~ q F → ≡ ง. p ~ r T ↔ ≡ ตอบ ง.


(9) ก. ~ (~ p ~ q) ∧ คือ p q ∧ ... สมมูล
ข. (~ p q) ∨ กับ (q ~ p) ∨ ... สมมูล
ค. p (~ q p) ~ q p ∨ ∨ ≡ ∨ เทียบกับ q p ∨ ...
ไม่สมมูล
ง. สมมู ล ตามกฎการกระจาย ↔ ตอบ ค.
(10.1) ข. ถูก เพราะ ข. คื อ (p q) (q p) → ∧ →
(10.2) {[(q ~ t) (p ~ p)] ~ q} r ∧ ∧ ∨ ∨ →
T
[(q ~ t) ~ q] r ≡ ∧ ∨ →
[(q ~ q) (~ t ~ q)] r ≡ ∨ ∧ ∨ →
T
(~ t ~ q) r (t q) r ≡ ∨ → ≡ ∧ ∨ ข้อ ง.
(10.3) [(q r) (q ~ r)] [(p s) (p ~ s) ] ∨ ∧ ∨ ∧ ∧ ∨ ∧
[q (r ~ r) (p (s ~ s)] q p ≡ ∨ ∧ ∧ ∧ ∨ ≡ ∧
F T
ข้อ ก.
(11) ข้อ ข. กับ ง. ไม่ใช่แน่ นอน เพราะกลายเป็น
ab 0, a 0, b 0 > < < ซึ่งไม่เกี่ยวข้ องกั บโจทย์ ...
ดังนั้ น พิจารณาเฉพาะ ก. กับ ค.
โจทย์ (p q) r ∧ →
ก. (~ p ~ q) ~ r ∨ → ผิด
ค. ~ r (~ p ~ q) → ∨ ถูก
(12) ก. p (q r) → ∨ ข. (~ q ~ r) ~ p ∧ →
ค. ~ p q r ∨ ∨ ข้ อ ก. และ ข. กระจายแล้ วจะ
เหมือนข้ อ ค. ดั งนั้นสมมูลกั นหมดทุกข้อ
(13) ก. ~ (p ~ r) ~ q ~ p r ~ q ∧ ∨ ≡ ∨ ∨
q (r ~ p) ≡ → ∨ ถูก
ข. p (q r) ~ p (~ q r) → → ≡ ∨ ∨
และ q (p r) ~ q ( ~ p r) → → ≡ ∨ ∨ ถูก
ค. (p q) r ~ p ~ q r ∧ → ≡ ∨ ∨ และ
(p ~ q) (p r) ~ p ~ q ~ p → ∨ → ≡ ∨ ∨ r ∨ ถูก
(14.1) ลองทํ าตารางค่ าความจริง

p q p*p q*q (p*p)*(q*q)
T
T
F
F
T
F
T
F
F
F
T
T
F
T
F
T
T
F
F
F

พบว่าผลลั พธ์ที่ได้นี้เหมือนกับ p q ∧ จึ งตอบ ก.
(14.2) จากตารางในโจทย์ มี F*F เท่ านั้ นที่ให้ผล
เป็นจริง คล้ ายๆ ตัวเชื่ อม “หรื อ” ... แต่ผลตรงกั น
ข้าม (ตั วเชื่ อม “หรือ” จะได้ผลเป็ น T,T,T,F
ตามลําดับ)
ดังนั้ น p q ~(p q) ∗ ≡ ∨ ... ตอบข้อ ก.
เพราะ ~ (~ p q) ~(p q) → ≡ ∨
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
77
(15) ทําตารางค่ าความจริงเพื่อนั บจํานวนกรณี

p q r q*r p*(q*r)
T
T
T
T
F
F
F
F
T
T
F
F
T
T
F
F
T
F
T
F
T
F
T
F
F
F
F
T
F
F
F
T
F
F
F
F
T
T
T
F

คําตอบคื อ จริง:เท็จ เท่ ากับ 3:5
(16.1) (p q) [(p q) r] ∧ → ∨ →
F
T F
T T T T F
ทําเป็นเท็จได้ แสดงว่าไม่เป็ นสั จนิรันดร์
(16.2) (p q) [(p q) r] ∨ → ∧ →
F
T F
T T T T F
ทําเป็นเท็จได้ แสดงว่าไม่เป็ นสั จนิรันดร์
(16.3) [(p q) (q r)] (p r) → ∧ → → →
F
T T F
T T F F T F
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า q ขัดแย้งกัน
แสดงว่า เป็ นสั จนิรันดร์
(16.4) [(p r) (q r)] [(p q) r] → ∧ → → ∧ →
F
T T F
T T T T T T F
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า r ขัดแย้งกัน
แสดงว่า เป็ นสั จนิรันดร์
(16.5) [(p r) (q r)] [(p q) r] → ∧ → → ∨ →
F
T T F
T F
F F F F F F
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า p กับ q ต้ องเป็ นเท็ จ
เท่านั้น ทํ าให้ p q ∨ เป็นจริ งไม่ได้
แสดงว่า เป็นสั จนิรั นดร์
(16.6) [(p r) (q s) (p q)] (r s) → ∧ → ∧ ∧ → ∨
F
T T T F
F F F F T T F F
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า p ขัดแย้งกัน, q ก็ขัดแย้ง
กัน ... แสดงว่ า เป็นสั จนิ รันดร์
(16.7) [ ]
(p q) r (p r) (p q) ∧ → ⎡ ⎤ → → ∧ →
⎣ ⎦

F
T T F
T F F T T T F
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า q ขัดแย้งกัน
แสดงว่า เป็ นสั จนิรันดร์
(17.1) ~(p ~ q) ~(~ p ~ q) p q → ≡ ∨ ≡ ∧
ดังนั้ น เป็นสัจนิรั นดร์
(17.2) (~ p q) p (~ p p) (q p) ∧ ∨ ≡ ∨ ∧ ∨
T
q p ≡ ∨ ดังนั้นไม่เป็ นสั จนิรันดร์
(17.3) (p q) ~ p (p ~ p) (q ~ p) ∨ ∧ ≡ ∧ ∨ ∧
F
q ~ p ≡ ∧ ดั งนั้ น เป็ นสั จนิรันดร์
(17.4) (p q) (p q) (q p) ↔ ≡ → ∧ →
(~ p q) (~ q p) ≡ ∨ ∧ ∨ ดังนั้น เป็นสั จนิ รันดร์
(17.5) (p q) (p q) ~ (p q) ~(p q) ∧ → ∨ ≡ ∨ → ∧
(~ p ~ q) (~ p ~ q) ≡ ∧ → ∨ เป็นสั จนิรั นดร์
(17.6) ~ p (q r) (~ p q) (~ p r) ∨ ∧ ≡ ∨ ∧ ∨
(p q) (p r) ≡ → ∧ → เป็นสัจนิรั นดร์
(17.7) ซ้ายมื อ ~ p ~ q r ∨ ∨
ขวามื อ ~ (~ p q) r (p ~ q) r ∨ ∨ ≡ ∧ ∨
ดังนั้ น ไม่เป็ นสั จนิรันดร์
(17.8) ข้อนี้แจกแจงยาก
ใช้วิธีพิ จารณาความสมมูลแต่ ละกรณีดี กว่ า

p q r ซ้าย ขวา
T
T
T
T
F
F
F
F
T
T
F
F
T
T
F
F
T
F
T
F
T
F
T
F
T
F
F
T
F
T
T
F
T
F
F
T
F
T
T
F

ซ้ายกับขวามี ค่าตรงกันเสมอ ดั งนั้ น เป็ นสั จนิ รันดร์
(18.1) [(p r) (q r)] (p q) ∨ → ∨ ∨ ∨
F
F F
F F
นําค่ า p และ q เป็นเท็จไปใส่ด้ านหน้า จะลดรู ป
หายไปเหลือเพียง r r → ซึ่งพบว่ าเป็ นจริงเสมอ ไม่มี
ทางทํ าให้ ด้านหน้ าเป็นเท็ จได้เลย ดังนั้ นข้ อนี้
เป็นสั จนิ รันดร์
(18.2) [(~ p q) ~ p] (p q) ∧ → ∨ →
F
F F
F T T T F
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า q ขัดแย้งกัน
แสดงว่า เป็ นสั จนิรันดร์
(19.1) (p ~ p) (q ~ q) F F T ∧ → ∧ ≡ → ≡
เสมอ (เป็นสัจนิ รันดร์) ดังนั้น นิ เสธของประพจน์ นี้
ไม่เป็นสั จนิรั นดร์ (แต่ จะเป็นเท็ จทุกกรณี)
(19.2) [p T] [~ p F] p ~ p F ∧ ↔ ∨ ≡ ↔ ≡
เสมอ ดังนั้น นิเสธของประพจน์ นี้ เป็ นสั จนิ รันดร์


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
78
(19.3) เนื่องจาก p q ↔ สมมูลกับ ~ p ~ q ↔
ดังนั้ น ~ (p q) (~ p ~ q) ~ F ↔ ∧ ↔ ≡ ∧ ≡
เสมอ ... นิเสธของประพจน์นี้ จึงเป็นสั จนิ รันดร์
(20) p, q, r เป็ นประพจน์ใดๆ รูปแบบที่จะเป็ นจริ ง
เสมอก็ คือ “สัจนิ รันดร์ ” นั่นเอง
ก. (p q) (~ p ~ q) → → ∧
F
T F
F T F T
ทําเป็นเท็จได้ แสดงว่าไม่เป็ นสั จนิรันดร์
ข. (p q) (~ p q) → ↔ ∨ เนื่องจากซ้ ายกับขวา
สมมูลกั น จึงเป็ นสัจนิรันดร์
ค. ~((p q) r) (~(p q) ~ r) ∨ ∨ → ∧ ∧
F
T F
F F F F F T
ทําเป็นเท็จไม่ได้ เพราะค่ า r ขัดแย้งกัน
แสดงว่า เป็ นสั จนิรันดร์
ง. จากด้านซ้ าย (~ p r) (~ q r) ∨ ∧ ∨
(~ p ~ q) r (p q) r ≡ ∧ ∨ ≡ ∨ →
ไม่เหมือนด้ านขวา ดั งนั้ น ไม่เป็ นสัจนิรันดร์
จ. จากด้านซ้ าย (~ p q) (~ p r) ∨ ∨ ∨
~ p (q r) p (q r) ≡ ∨ ∨ ≡ → ∨
ไม่เหมือนด้ านขวา ดั งนั้ น ไม่เป็ นสัจนิรันดร์
สรุปว่ า ข้อ ข. และ ค. ที่เป็นจริง
(21) เนื่องจากซ้ ายและขวาสมมู ลกัน ดังนั้ น
เครื่องหมายที่ใช้ได้คือ → กับ ↔
(22.1)



สมเหตุสมผล
(22.2) p (r s) → ∨
~ p r s ∨ ∨
สมเหตุสมผล
(23.1) แปลงจากประโยคคํ าพูด
ให้เป็นสั ญลักษณ์ ได้ว่า
เหตุ 1. p q →

2. (p q) r
3. ~ (s r)
4. p
∧ →

ผล s



ไม่สมเหตุสมผล


(23.2)

1. p ~ q
2. r s
3. r q
4. ~ s




ผล p

ไม่สมเหตุสมผล
(24.1)

1. p (q r)
q (p r)
3. q
p r
2. s p
→ →
≡ → →



ผล s r →
(24.2)

1. ~ p q
2. q ~ r
~ p ~ r
r p
3.



≡ →

ผล p แสดงว่ า 3. คื อ r
(25)

1. p ~ q
2. q


ผล ~ p ∴ ตอบว่ า ฉั นไม่ขยั น
(26)

1. p q
2. ~ p r
3. s ~ r
4. ~ q




ผล ?


ดังนั้ นต้ องตอบว่ า ~ s เป็ นจริ ง
แต่ในตั วเลื อกเป็ นดังนี้
ก. ~ s p ∨ ข้อที่ใช้ได้คื อ ก. (เพราะเชื่ อมด้วย ∨ )
ข. s p ∧
ค. ~ r ~ s ∧ ใช้ไม่ได้ เพราะเชื่ อมด้วย ∧ ซึ่ งเรา
ทราบว่ า ~ r เป็ นเท็ จ (เพราะในเหตุ นั้น r เป็ นจริ ง)
ง. p ~ q ∧
(27) ก. เท็จ เพราะมี x ที่
2
x >0 คื อเมื่อ x 0 =
ข. จริง เช่ น x 2 = จะได้ 8 4, 2 4 > <
ค. เท็ จ เพราะถ้ า x 1 = จะไม่เป็ นจํ านวนเฉพาะ
ง. เท็ จ เพราะไม่ มี x ใด ตรงตามเงื่อนไขเลย
วิธีคิ ด 1. p q →

4. p
ได้ q
2. (p q) r
ได้ r
3. ~ s ~ r
r ~ s
ได้ ~ s
∧ →

≡ →

วิธีคิ ด 2. r s ∨

4. ~ s
r
3. r q
q
1. p ~ q
~ p



วิธีคิ ด 1. p q →

4. ~ q
~ p
2. ~ p r
r
3. s ~ r



ผล ~ s
1. p q
2. q s
p s
3. ~ s
~ p



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
79
(28) ก. “สําหรั บทุกๆ x ถ้า x เป็นจํ านวนอตรรก
ยะแล้ว 2 เป็ นจํ านวนตรรกยะ”
... เท็ จ (เช่น x 3 = )
ข. “มีบาง x ซึ่ง...ถ้า x เป็นจํานวนตรรกยะแล้ว
0.5 เป็นจํานวนอตรรกยะ”
... จริง (เช่น x 2 = จะได้ F F → เป็น T )
ค. “สําหรับทุกๆ x ... x เป็ นจํ านวนอตรรกยะ หรื อ
π ไม่เป็นจํานวนตรรกยะ”
... จริง เพราะ π ไม่เป็นจํ านวนตรรกยะ จริงเสมอ
( T T ∨ ≡ )
ง. “มีบาง x ซึ่ง... x เป็ นจํ านวนตรรกยะ และ
22
7
ไม่เป็นจํานวนอตรรกยะ”
... จริง เพราะ
22
7
ไม่เป็นจํ านวนอตรรกยะ จริง
เสมอ และลองแทนด้านหน้าให้จริงด้วย เช่ น x 1 =
หมายเหตุ x ∀ พิ สู จน์ให้ เท็ จง่ าย
x ∃ พิสู จน์ให้ จริงง่าย
(29) ก. “สําหรั บทุก
2
x ... x x > ”
ใน (0, 1)... = U จริ ง
ข. “สําหรับทุก x ... x เป็นจํ านวนเฉพาะ หรื อ
ห.ร.ม. ของ 3 กับ x เป็ น 1 ” ... จริง เพราะ
2, 3, 5 − เป็นจํานวนเฉพาะ, และ 8 มี ห.ร.ม. กับ
3 เป็น 1
ดังนั้ น ก. ถูก ข.ผิด
(30)
3
x (x 5x 1 4) ∃ + − < เป็ นจริ ง เช่น x 1 = −
จะได้ 7 4 − < จริ ง
2
x(|x 1| 0 x 2) ∀ − < → − > เป็นจริง
เพราะส่ วนที่ขีดเส้นใต้ เป็นเท็ จเสมอ
และ F T → ≡ สรุปข้ อนี้ ตอบ T T T ∧ ≡
(31)
2
x(x 1 ∃ − เป็ นจํ านวนนับ) จริง เช่ น x 2 =
จะได้
2
2 1 3 − = เป็ นจํ านวนนับ
x(x 1 0) ∀ + > จริง (จํ านวนนั บใดๆ + 1 ย่อม
มากกว่ า 0 )
2
x( 0)
x
∀ < เท็ จ เช่ น x 1 = จะได้
2
1
<0
ดังนั้ น ข้อนี้ตอบ (T T) F F ∧ → ≡
(32.1)
2
x(x 1) ∃ ≠ จริง เช่ น x 0 = ,
2
x(x 1) ∀ ≠ เท็ จ เช่ น x 1 = , ดังนั้ น T F F → ≡
(32.2) x(x 1 0) ∃ + > จริง เช่ น x 0 =
2
x(x 1) ∃ ≠ จริง ดังนั้น T T T ∧ ≡
(32.3) x(x 1 0 ∃ + > และ
2
x 1) ≠ จริง
เช่น x 0 = ดั งนั้ น T
(32.4)
2
x(x 0) ∀ > เท็ จ เช่ น x 0 =
x(x 0) ∀ = เท็ จ เช่ น x 1 = ดังนั้ น F F F ∨ ≡
(32.5)
2
x(x 0 ∀ > หรื อ x 0) = จริง (ไม่ว่ า
x 1, 0, 1 = − ก็จะจริงอันใดอั นหนึ่งเสมอ) T
(33.1) มี x บางตัวและ y บางตั ว ที่ทํ าให้
2
x y 2 + > จริง เช่น x 1, y 1 = =
(33.2) มี x บางตัว ใช้ y ได้ทุกตัว เท็จ
เข่น x 1 y 0 = − → = ไม่ได้
x 0 y 0 = → = ไม่ได้
x 1 y 0 = → = ไม่ได้
(33.3) x ทุกตัว ใช้ y ได้บางตัว เท็จ
เช่น x 0 = จะใช้ y ไม่ได้เลย
(33.4) x ทุกตัว y ทุกตัว เท็ จ แน่ นอน
เช่น x 0, y 0 = = ก็ไม่ได้แล้ ว
(34.1) เท็จ เช่ น x 1, y 1 = = − จะได้ว่ า 2 0 ≠
(34.2) ทุกๆ x จะใช้ y ได้บางตัว จริง เช่น
x 0, y 0 x 0, y 1 x 1, y 1 = = = = = − = −
(34.3) บาง x ใช้ y ได้ ทุกตัว เท็ จ
เช่น x 1 = − ใช้ y 1 = ไม่ได้
x 0 = ใช้ y 1 = ไม่ได้
x 1 = ใช้ y 1 = − ไม่ได้
(34.4) บาง x บาง y จริ ง
(34.5) บาง x ใช้ y ได้ ทุกตัว เท็ จ
เช่น x 0, y 0 = = ไม่ได้ x 1, y 1 = = ไม่ได้
x 1, y 1 = − = − ก็ไม่ได้
(35.1) บาง x ใช้ y ได้ ทุกตัว เท็ จ
( y x = ไม่ได้)
(35.2) x ทุกตัว ใช้ y ได้บางตัว จริง
คือ x 2, y 2 = = − ได้, x 2, y 2 = − = ได้
(36) ก. x y(xy 1) ∀ ∃ = เท็ จ
เช่น x 2 = จะไม่มี y ∈ I ที่ใช้ได้เลย
x y(xy y) ∃ ∀ = จริง
ถ้า x 1 = จะได้ว่ า xy y = เสมอทุกๆ y
ดังนั้ นสรุปข้ อนี้ F T F ↔ ≡
ข. x y(xy 1) ∀ ∃ = เท็จ x y(xy y) ∃ ∀ = จริง
(เหตุผลเดียวกับข้อ ก.) ข้ อนี้ จึงได้ F T F ↔ ≡
ค. x y(xy 1) ∀ ∃ = เท็จ เช่ น x 0 = จะไม่มี
y ∈ R ที่ใช้ได้เลย
x y(xy y) ∃ ∀ = จริง (เหตุผลเดิ ม)
ดังนั้ นข้ อนี้ F T F ↔ ≡
ง. x y(xy 1) ∀ ∃ = จริง ไม่ว่ า x
+
∈ R ใด
จะมี y
+
∈ R ใช้ได้เสมอ
x y(xy y) ∃ ∀ = จริง (เหตุผลเดิ ม)
ดังนั้ นข้ อนี้ T T T ↔ ≡ ... ตอบ ง.

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
80
คน
สิ่งที่ว่ายน้ําได้
สมชาย
สมชาย
คนคุยใน
เวลาเรียน
นร.ห้องนี้
เด็กดี
ผู้ทําการบ้าน
ไม่เสร็จ
นักเรียน ผู้เล่นฟุตบอล
ผู้เงินหมด ผู้โดยสารรถเมล์ได้
ฉัน
สัตว์น้ํา
สิ่งที่บินได้
นกแก้ว
คนมี
ความสุข
คนยิ้มแย้ม
ฉัน ฉัน
(37) ก. เท็จ เช่ น x 10, y 5 = = จะได้ 15 50 >
ข. เท็ จ ไม่มี x, y ใดเลย ที่บวกกั นแล้ ว 0 < ได้
ค. เท็ จ ไม่มี x ใด ที่ใช้ y ได้ทุกตั ว
(ไม่ว่า x ใด เราจะหา y ที่ x > ได้เสมอ)
ง. จริ ง ทุกๆ x จะมีบาง y ซึ่ง y x > เสมอ
ดังนั้ น ตอบ ง.
(38.1) x [P(x) Q(x)] ∃ ∧
(38.2) x [P(x) Q(x) ~ R(x))] ∃ ∧ ∧
(38.3) [ ]
P(x) x x [Q(x)] ∀ → ∃
(38.4) x y [(x y 5) (x y 1)] ∀ ∀ + = ∧ − ≠
(38.5) x y [x 0 y 0 xy 0] ∀ ∀ ∨ = ∨
(38.6) x y (xy 0 x 0 y 0) ∀ ∃ > ∧ ∧ > >
(38.7) x y [P(y) ~ R(x) Q(x)] ∀ ∀ ∧ ∧
(38.8) x y z (x y z ∃ ∀ ∃ + < หรื อ xy z) >
(39) ก. ถูกแล้ว
แต่ ข. ผิด ต้ องเป็น x[x 6] x[x 8] ∃ < ∧ ∃ <
(40.1) a 9 = − (เป็นจํานวนคี่ ติดลบ เรียงกั น /
หรืออาจมองว่ าลดลงทีละ 2 ก็ได้ )
(40.2) a 22 = (ลงท้ ายด้วยเลข 2 และขึ้นหลัก
ยี่สิบ / หรื ออาจมองว่ าเพิ่มทีละ 5 ก็ได้ )
(40.3) a 5 = (จํานวนนับเรียงกัน โดยติดลบสลับ
กับไม่ติดลบ)
(40.4) a 48 = (บวกด้ วยตัวมั นเองกลายเป็นพจน์
ถัดไป / หรื ออาจมองว่ าคู ณ 2)
(40.5) a 5 = − (ลดลงทีละ 2)
หรือ a 3 = ก็ได้ (มองว่าหมุนเวี ยน)
3 1
3 1

↑ ↓
− ← −

(40.6)
5
a
6
= (เศษส่ วนของจํานวนนับเรียงติ ดกั น)
(40.7) a 25 = (กําลั งสองของจํ านวนนั บ)
(40.8) a 3 3 3 3 3 = (มีเลข 3 อยู่ 5 ตัว)
(40.9) หลักหน่ วยควรเป็น 7 เนื่องจากหลักหน่วย
เรียงกั นเป็นลํ าดั บ 5, 6, _, 8, 9
ส่วนหลักที่ เหลือก็เป็นลําดับ
9 6
12, 72 , _, 4032, 36288
× ×


พบว่า 72 7 504 × = และ 504 8 4032 × = พอดี
ดังนั้ นตอบว่า 5047
(41.1) 37 12 444 × = , 37 15 555 × =
(41.2) 9 9999 89991 × = ,
9 99999 899991 × =
(41.3) 1234 9 11111 5 × = − ,
12345 9 111111 6 × = −
(41.4) 9 9876 4 88888 × + = ,
9 98765 3 888888 × + =
(41.5) 11 14 154 × = , 11 15 165 × =
(41.6) 1089 4 4356 × = ,
1089 5 5445 × =
(41.7) 2(3) 2(9) 2(27) 2(81) 3(81 1) + + + = − ,
2(3) 2(9) 2(27) 2(81) 2(243) 3(243 1) + + + + = −
(41.8) 6 7 2 (1 2 3 4 5 6) × = + + + + + ,
7 8 2 (1 2 3 4 5 6 7) × = + + + + + +
(42.1,42.2)




เป็นไปได้ ทั้ง 2 แบบ จึงไม่สมเหตุ สมผล
(42.3)




สมเหตุสมผล
(42.4)





อาจเป็นไปตามนี้ ได้ ∴ ไม่สมเหตุ สมผล
(42.5)




สมเหตุสมผล
(42.6)




สมเหตุสมผล
(42.7)




เป็นไปได้ 2 แบบ ∴ ไม่สมเหตุ สมผล
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
81
ผู้ร้าย
นักเรียน
คนสวมแว่นตา
นางแบบ
พระเอกหนัง
ผู้ชาย
ครู
ผู้ชาย
ผู้ชอบดื่มกาแฟ
ปลา
กุ้ง
สิ่งที่มีสองตา
ช่าง
คนขยัน
สมนึก
ช่าง
คนขยัน
สมนึก
สมนึก
สุนัข
สัตว์
สิ่งที่ต้องหายใจ
สิ่งที่บินได้
นก
สิ่งที่มีปีก
เพนกวิน
(42.8)




อาจเป็นตามนี้ได้ ∴ ไม่สมเหตุสมผล
(42.9)




สมเหตุสมผล
(42.10) ไม่ สมเหตุ สมผล
เพราะในเหตุไม่ได้ระบุว่า คนเป็นอะไร
(ไม่ได้พูดถึงคน, พูดถึงแต่สั ตว์ )
“ไม่ได้บอกว่ าคนเป็นสิ่ งมีชีวิ ต”
ห้ามใช้ความจริงบนโลกในการตัดสิน!
(42.11)




อาจเป็นตามนี้ได้ ∴ ไม่สมเหตุสมผล
(42.12)




อาจเป็นตามนี้ได้ ∴ ไม่สมเหตุสมผล


















(42.13)




สมเหตุสมผล
(42.14)





เป็นไปได้ 2 แบบ ∴ ไม่สมเหตุ สมผล
(42.15)






อาจเป็นตามนี้ได้ ∴ ไม่สมเหตุสมผล
(42.16) ไม่ สมเหตุ สมผล
เพราะในเหตุไม่ได้กล่ าวว่ าอะไรคื อ “ผลไม้ที่ ทานได้”
(คล้ายข้อ 42.10 คือห้ ามใช้ความรู้สึกในการตั ดสิน,
ห้ามใช้ความจริงบนโลกในการตัดสิน ให้ยึ ดถือเฉพาะ
เหตุ ที่ให้มาเท่านั้ น)
(42.17)




อาจเป็นตามนี้ได้ ∴ ไม่สมเหตุสมผล


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ตรรกศาสตร
82
0 1
0
1
inv
0
and
0
1
1
or
0
1
1
nand
0
1
0
nor
0
1
1
xor
เข้า ออก
eÃ× èo§æ¶Á
มองตรรกศาสตร์ให้เป็นการคํานวณ จากพื้นฐานของดิจิตัล..

วิชาตรรกศาสตร์ ถูกใช้เป็นพื้นฐานของอุปกรณ์ อิเล็ กทรอนิกส์แบบดิ จิตัล ซึ่ งส่งสั ญญาณด้วยค่าแรงดั นไฟฟ้า
เป็นสั ญญาณ “0” กับ “1” เท่านั้ น ...สั ญญาณ “0” ใช้แรงดัน 0 โวลต์ , เทียบได้กั บ “False” ในตรรกศาสตร์
และสั ญญาณ “1” ใช้แรงดัน 5 โวลต์ (หรื อ 12 โวลต์ แล้ วแต่ อุปกรณ์ ), เทียบได้ กับ “True” ในตรรกศาสตร์

ชิพที่ฝั งอยู่ในอุ ปกรณ์ อิเล็ กทรอนิ กส์จะมี หลั กการทํางานเสมื อนเป็ น
ตัวเชื่ อมทางตรรกศาสตร์ เรียกตั วเชื่อมเหล่ านี้ ว่า เกต (Gate)
เกตที่นิยมใช้กั นทั่วไปมีดั งนี้

(1) INVERTER (เทียบได้กับ “นิเสธ”)
เปลี่ยน 0 เป็น 1 และเปลี่ยน 1 เป็น 0

(2) AND (เทียบได้กับ “และ”)
จะเป็น 1 เพียงกรณีเดียวคื อสัญญาณเข้าทั้งสองด้ านเป็น 1

(3) OR (เทียบได้กับ “หรือ”)
จะเป็น 0 เพียงกรณีเดียวคื อสัญญาณเข้าทั้งสองด้ านเป็น 0

(4) NAND กับ NOR (อ่านว่ า แนนด์ กับ นอร์)
เป็นนิเสธของ AND กับนิเสธของ OR ตามลํ าดับ
คือนํ าผลที่ได้จาก AND กับ OR มากลับค่ าให้เป็นตรงกั นข้ าม

(5) XOR (อ่านว่า เอ๊กซ์ -ออร์)
จะเป็น 1 เมื่ อสั ญญาณเข้ าด้ านหนึ่งเป็ น 0
และอีกด้านเป็ น 1 เท่ านั้ น (0 ทั้งคู่ กับ 1 ทั้งคู่ จะให้ผลเป็น 0)
จากความรู้ทางตรรกศาสตร์ จะพบว่าเป็ นนิเสธของ “ก็ต่อเมื่อ” นั่นเอง


สิ่งที่ น่ าสนใจของดิจิ ตัลคื อการมองตรรกศาสตร์เป็ นแบบคํานวณ คือเมื่อเราให้ 0 แทน False และ 1 แทน
True แล้วจะพบว่าตั วเชื่ อม AND มีลักษณะเหมือนการคู ณ ส่วน OR นั้นมี ลั กษณะเหมือนการการบวก (โดย
ที่ 1+1 จะต้ องเท่ ากับ 1, จะเป็น 2 ไปไม่ได้นะครั บ..) ดังตารางนี้








เราสามารถนํ าพื้ นฐานดิจิ ตัลกลับไปประยุกต์ใช้กับวิชาตรรกศาสตร์ ได้
เพียงแค่ทราบว่ า “และคือคู ณ”, “หรือคือบวก” เท่ านี้เองครับ :]

A B
A and B
(AB)
1
1
0
0
1
0
1
0
1
0
0
0

A B
A or B
(A+B)
1
1
0
0
1
0
1
0
1
1
1
0

A
not A
( A )
1
0
0
1
หมายเหตุ
A nand B = AB = A B +
A nor B = A B + = A B
(แจกแจงนิเสธตามกฎตรรกศาสตร์)
A xor B ใช้สัญลักษณ์ A B ⊕
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
83
O
y
x
Q
1
(+, +)
Q
2
(−, +)
Q
3
(−, −)
Q
4
(+, −)




G (e,o)






º··Õè 4 eâҤ³iµÇie¤ÃÒaˏ
เรขาคณิตวิเคราะห์ (Analytic Geometry)
เป็นวิชาคํานวณเกี่ยวกั บรูปเรขาคณิต โดยการเขียน
กราฟลงบนพิกัดฉาก เช่น การหาระยะระหว่างจุดสอง
จุด, ระหว่างเส้นตรงคู่ขนานสองเส้น, การหาพื้นที่รูป
หลายเหลี่ยม, หรือการหาความชั นของเส้นตรง เป็น
ต้น ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ
ความสัมพั นธ์และฟังก์ชัน ในบทถัดไปได้ นอกจากนี้
ความสัมพั นธ์ที่พบบ่อยอาจมีกราฟเป็นเส้นโค้ง ได้แก่
วงกลม พาราโบลา วงรี และไฮเพอร์โบลา

ใน ระนาบ (Plane) หนึ่งๆ เราจะอ้างถึงตําแหน่งหรือจุดใดๆ
ได้ด้วยค่า พิกัด (Coordinate) โดยระบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือระบบ
พิกัดฉาก (Cartesian Coordinate) ประกอบด้วยเส้นจํานวน 2 เส้น
ตั้งฉากกัน ณ จุดที่สมมติให้เป็น จุดกําเนิด (Origin; หรือจุด O)
เรียกชื่อเส้นนอนและเส้นตั้ง ว่าแกน x และแกน y ตามลําดับ
แกนทั้งสองนี้ตัดกัน แบ่งพื้นที่ในระนาบ xy ออกเป็น 4 ส่วน
เรียกแต่ละส่วนว่า จตุภาค (Quadrant; Q) ได้แก่ จตุภาคที่ 1, 2, 3, และ 4 ดังภาพ
การอ้างถึงพิกัดในระบบพิกัดฉาก นิยมเขียนในรูป คู่อันดับ (Ordered Pair) ที่สมาชิกตัว
แรกแทนระยะทางในแนว +x และตัวหลังแทนระยะทางในแนว +y เช่น คู่อันดับ (2, 4)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
84
P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
2 2
2 1 2 1
PQ (x x ) (y y ) = − + −
P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
1 2 1 2
x x y y
R ( , )
2 2
+ +

P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
1 2 1 2
mx nx my ny
R ( , )
m n m n
+ +
+ +

m
n
P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
C
R (x
3
,y
3
)
1 2 3 1 2 3
x x x y y y
C ( , )
3 3
+ + + +

P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
R (x
3
,y
3
)
S (x
4
,y
4
)
T (x
5
,y
5
)
เพิ่มเติม

สูตรระยะทางระหว่างจุดนี้จะได้นําไปใช้อีกครั้งและ
ขยายผลออกเป็นระยะทางในสามมิติ ในเรื่อง
เวกเตอร์ (บทที่ 10) และนอกจากนั้นยังใช้คํานวณ
ค่าสัมบูรณ์ของจํานวนเชิงซ้อน (ในบทที่ 11) ด้วย
4.1 เบื้องต้น : จุด

การเขียนชื่อจุดนิยมใช้ตัวอักษรใหญ่ เช่น จุด P, จุด Q และอาจเขียนกํากับด้วยคู่อันดับใน
พิกัดฉาก เป็น P(x, y) ใดๆ เช่น Q (2, 4) ใช้แทนจุดที่ชื่อ Q และมีพิกัดเป็น (2, 4)

[1] ระยะห่างระหว่างจุดสองจุด
สัญลักษณ์ที่ใช้แทนระยะห่าง ระหว่างจุด P กั บ Q คือ PQ

พิสูจน์ได้จาก ทฤษฎีบทปีทาโกรัส
(Pythagorean Theorem)






[2] จุดกึ่งกลางระหว่างสองจุด จุดที่แบ่งระยะทางเป็นอัตราส่วน m:n






[3] จุดตัดของเส้นมัธยฐานของสามเหลี่ยม
เส้นมัธยฐาน คื อเส้นตรงที่เชื่อมจุดยอดจุดหนึ่งกับจุดกึ่งกลางของด้านตรงข้าม ซึ่งจุดตัดของ
เส้นมัธยฐาน (เรียกว่าจุด Centroid) จะแบ่งเส้นมัธยฐานแต่ละเส้นออกเป็นอัตราส่วน 2 : 1 เสมอ






[4] พื้นที่ของรูปหลายเหลี่ยม
คํานวณได้โดย นําคู่อันดับของจุดยอดมาตั้งเรียงแบบทวนเข็มนาฬิกาให้ครบทุกจุด (โดยวนกลับมาที่
จุดแรกอีกครั้งด้วย) จากนั้น คู ณลงเครื่องหมายเดิม คูณขึ้นเปลี่ยนเครื่องหมาย (วิธีการเดียวกับการ
หา det ในเรื่องเมตริกซ์ บทที่ 9) นําค่าที่ได้รวมกันแล้วหารสอง จะเป็นพื้นที่ของรูปหลายเหลี่ยมนั้น


พื้นที่
1 1
2 2
3 3
4 4
5 5
1 1
x y
x y
x y 1
x y
2
x y
x y
= ⋅

1 2 2 3 3 4 4 5 5 1 2 1 3 2 4 3 5 4 1 5
1
(x y x y x y x y x y x y x y x y x y x y )
2
= + + + + − − − − −
S .Œs-..·.·· S
· `:Œ··. ·· .·.-.·.-Œ .:‹· .·. -.
..·:Œs+- u.+ -. + - u.· -. +
: eŒ..‹..-+- -:...Œ ·.s·.· - :s··
.-Œ-a:- .:‹eŒ.. -+:....···
- :s·· .-Œ-a.·š· :-.·.s+-‹·e·:Œs+
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
85
O
y
x
B (2,0)
D (2,4) C
P Q
แบบฝึกหัด 4.1

(1) กําหนดจุด
1
P (1, 7) และ
2
P ( 5, 2) − ให้หาค่า
1 2
PP

(2) ถ้า P, Q เป็นจุดกึ่งกลางของ AB , CD ตามลําดับ เมื่อกําหนด A (2, 7), B (6, 3) − ,
C ( 2, 5) − , และ D (8, 1) ให้หาความยาวของ PQ

(3) กําหนดสี่เหลี่ยมด้านขนาน OBCD ดังภาพ, P เป็นจุดกึ่งกลาง
ของ BC , และ PC PQ = จงหาขนาดพื้นที่สามเหลี่ยม PQC

(4) กําหนดสามเหลี่ยม ABC มีจุดยอดมุมอยู่ที่ A (5, 3) − ,
B ( 6, 1) − , C (1, 8) แล้วสามเหลี่ยมรูปนี้เป็นสามเหลี่ยมชนิดใด

(5) สามเหลี่ยม ABC มีจุดกึ่งกลางด้านทั้งสามเป็น P ( 2, 1) − , Q (5, 2) , R (2, 3) − ให้หาความยาว
เส้นรอบรูปสามเหลี่ยม ABC นี้

(6) กําหนดสามเหลี่ยมรูปหนึ่งมีจุดยอดอยู่ที่ A (2, 8) , B (6, 12) , C ( 2, 4) − − ถ้าจุด P และ Q อยู่
บนด้าน AB และ BC ตามลําดับ โดยมีอัตราส่วน AP : PB 1 : 3 = , BQ : BC 3 : 4 = ให้
หา PQ

(7) ข้อใดถูกหรือผิดบ้าง เมื่อกําหนด
ก. จุด A (10, 5), B (3, 2), C (6, 5) − เป็นจุดมุมของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
ข. จุด D (1, 2) , E ( 3, 10) − , F (4, 4) − อยู่ บนเส้นตรงเดียวกัน
ค. จุด A ( 2, 3) − , B ( 6, 1) − , C ( 10, 1) − − อยู่บนเส้นตรงเดียวกัน

(8) จงหาจุด P บนแกน x ซึ่งอยู่ห่างจากจุด
1
P (1, 2) − และ
2
P (3, 5) เป็นระยะเท่ากัน

(9) ให้หาจุดศูนย์กลางของวงกลม ซึ่งผ่านจุด (1, 7), (8, 6), (7, 1) −

(10) ให้หาผลบวกของความยาวเส้นมัธยฐาน ของสามเหลี่ยม
ที่มีจุดยอดอยู่ที่ A (2, 1) − , B (4, 3), และ C ( 2, 5) −

(11) ถ้า (m, n) เป็นจุดตัดของเส้นมัธยฐาน ของสามเหลี่ยมที่มีจุดยอดอยู่ที่ (4, 5), ( 4, 7) − , และ
(4, 1) แล้วจงหาค่า m n −

(12) สามเหลี่ยม ABC มีจุดยอดเป็น B (6, 7), C ( 4, 3) − − ถ้าจุ ด P (4/ 3, 1) เป็นจุดตัดของเส้น
มัธยฐานแล้ว เส้นมัธยฐานที่ลากจาก A มีความยาวเท่าใด

(13) P เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง (13, 2) และ ( 13, 2) − − , Q เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง (6, 10) และ
(0, 14), R เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง (8, 4) และ (16, 4) − ให้หาพื้นที่และตําแหน่งจุดตัดของเส้นมัธย
ฐาน ของรูปสามเหลี่ยม PQR

(14) จงหาผลต่ างของพื้นที่สามเหลี่ยม ABC และ PQR เมื่อกําหนดตําแหน่งจุดยอดให้ ดังนี้
A (1, 3) , B ( 2, 0) − , C (3, 5) − , P (0, 0), Q (8, 18), และ R (12, 27)

(15) กําหนดจุด P (3, 2) − , Q ( 2, 3) − , R (0, 4) แล้วข้อใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. ความยาวเส้นรอบรูปสามเหลี่ยม PQR เป็น 9 5 หน่วย
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
86
P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
2 1
2 1
y y
m tan
x x

= θ

=
θ
O
y
x
a

b

P (x
1
,y
1
)
m
P (x
1
,y
1
)
Q (x
2
,y
2
)
ข. พื้นที่รูปสามเหลี่ยม PQR เป็น 15 ตารางหน่วย

(16) ให้หาพื้นที่รูปห้าเหลี่ยมซึ่งมีจุดยอดอยู่ที่ A (1, 4), B ( 3, 2) − − , C ( 1, 3) − − , D ( 4, 5) − , และ
E ( 2, 7) −

4.2 เบื้องต้น : เส้นตรง

เราสามารถสร้างเส้นตรงที่ผ่านจุดสองจุดที่กําหนดให้ เช่น จุด P กับ Q ใดๆ ได้เสมอ และ
เขียนแทน “ส่วนของเส้นตรง” ที่เชื่อมระหว่างจุด P กับ Q ด้วยสัญลักษณ์ PQ นอกจากนั้นนิยมตั้ง
ชื่อ “เส้นตรง” ด้วยอักษร L เช่น เส้นตรง
1
L , เส้นตรง
2
L

[1] ความชัน (Slope; m) ของเส้นตรง ที่ทราบจุดผ่านสองจุด
เส้นตรงสองเส้น ขนานกัน (Parallel; ) ก็ต่อเมื่อ มีความชันเท่ากัน
และเส้นตรงสองเส้น ตั้งฉากกั น (Perpendicular; ⊥ ) ก็ต่อเมื่อ ความชันคูณกันเป็น -1





ถ้า m > 0 (เป็นค่าบวก) แสดงว่า กราฟเฉียงขึ้นทางขวา
ถ้า m < 0 (ติดลบ) แสดงว่า กราฟเฉียงลงทางขวา
ถ้า m = 0 แสดงว่า เป็นเส้นนอนขนานแกน x
และถ้าเป็นเส้นตั้งขนานแกน y จะได้ว่า m หาค่าไม่ได้
[2] สมการของเส้นตรง
[2.1] เมื่อทราบจุดผ่านจุดหนึ่ง
1 1
(x , y ) และค่าความชัน m
เราใช้ความสัมพันธ์ของความชัน คือ
1
1
y
m
x

=

y
x

หรือจัดรูปได้ว่า
1 1
y m ( x ) − = − y x

[2.2] เมื่อทราบจุดผ่านสองจุด
1 1
(x , y ),
2 2
(x , y )
ให้คํานวณค่าความชันจากสองจุ ดนี้ก่อน แล้วจึงทําตามข้อ (2.1)
โดยเลือกใช้จุดใดก็ได้จุดเดียว
สมการที่ได้จะเป็น
2 1
1 1
2 1
y y
y ( x )
x x

⎛ ⎞
− = −
⎜ ⎟

⎝ ⎠
y x

[2.3] เมื่อทราบ ระยะตัดแกน (Intercept) ทั้ งสองแกน
สามารถใช้สมการเส้นตรงในรูป Intercept Form
ได้แก่ 1
a b
+ =
x y

เมื่อ a, b คือ ระยะตัดแกน x และ y ตามลําดับ
หรือกล่าวว่าเส้นตรงตัดแกน x ที่จุด (a,0)
และตัดแกน y ที่จุด (0,b)
โดยที่ a, b อาจเป็นค่าติดลบก็ได้

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
87
ข้อควรทราบ
1. สมการเส้นตรงมีรูปทั่วไป (Common Form) เป็น A B C 0 + + = x y
2. สมการเส้นตรงที่นิยมใช้ประโยชน์มีอยู่ 3 รู ปแบบ ได้แก่
Slope-Intercept Form m c = + y x เมื่อ c คือระยะตัดแกน y
Slope-Point Form
1 1
y m ( x ) − = − y x
Intercept-Intercept Form 1
a b
+ =
x y

3. เมื่อนํารูปทั่วไป มาจัดข้างตัวแปรใหม่ จะได้ = − −
A C
B B
y x
ทําให้ทราบว่า ค่าความชัน
A
m
B
= − และระยะตัดแกนวาย
C
c
B
= −

• ตัวอยาง กําหนดพิกั ดจุด P(1, 3) และ Q(5, 9)
ก. ความชันของเสนตรงที่ ผานจุด P และ Q เทากับเทาใด
ตอบ
PQ
9 3
m 3/2
5 1

= =


ข. ใหหาสมการเสนตรง
1
L ซึ่งตั้งฉากกับ PQ และผานจุดกึ่งกลางของ PQ
วิธีคิด เนื่องจาก
1
L ตั้งฉากกับ PQ ดังนั้น
L1
2
m
3
= − (ความชั นคูณกั นตองได 1 − )
จุดกึ่งกลางของ PQ อยูที่ พิกัด
1 5 3 9
( , )
2 2
+ +
... นั่นคือ (3, 6)
สราง
1
L ไดจากความชันและจุดที่ผ าน คือ
2
(y 6) (x 3)
3
− = − − ... จัดรูปใหมใหสวยงาม
ไดเปน 3y 18 2x 6 − = − + ... และกลายเปน 2x 3y 24 0 + − =

• ตัวอยาง เส นตรง
5
L ตัดแกน y ที่ (0, 1/3) และมีระยะตัดแกน x ทางลบเทากับ 1/2 หนวย สวน
เสนตรง
6
L ผานจุด ( 1, 2) − และตั้งฉากกั บ
5
L
ก. เส นตรง
5
L และเสนตรง
6
L มีความชันเทาใด
ตอบ เมื่อวาดกราฟคราวๆ จะไดวา
L5
1/ 3
m 2/ 3
1/2
= =
เสนตรง
6
L ตั้งฉากกับ
5
L ดังนั้ น
L6
m 3/2 = −
หมายเหตุ : ระยะตัด “แกน x ทางลบ” เทากับ 1/2 หมายความวาตั ดแกน x ที่จุด ( 1/2, 0) −
ข. จุดที่เส นตรงทั้งสองตั้งฉากกั น อยู ที่พิ กัดใด
วิธีคิด สรางสมการเสนตรง
5
L และ
6
L กอน ...
เสนตรง
5
L อาจสร างไดโดยระยะตัดแกนทั้งสอง
x y
1
1/2 1/ 3
+ =

จัดรูปเปน 2x 3y 1 − = −
เสนตรง
6
L สรางไดเปน
3
(y 2) (x 1)
2
− = − + จัดรูปเปน 3x 2y 1 + =
จุดที่เสนตรงทั้งสองตั้งฉากกั น ก็ คือจุดตัดของสองเสนตรง หาไดจากการแกระบบสมการ
ไดคําตอบเป น (1/13, 5/ 13)


S --· :-·‹s-· S
..s-a·-..:·o-- –A/B · ·
-..- .‹ :-.···Œ x .‹.·-Œ.-
··Œ y ..s..‹`·Œ`:Œ:-: . ..a:Œs+
--..·.`·Œs- ‹`·.· Ax+By+C
=0 ·‹s·...s ·a-.·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
88
Ax+By+C
1
=0
Ax+By+C
2
=0
d
2 1
2 2
C C
d
A B

=
+

Ax+By+C=0
d
1 1
2 2
A x B y C
d
A B
+ +
=
+

P (x
1
,y
1
)
[3] ระยะห่างระหว่างเส้นตรงคู่ขนานสองเส้น





[4] ระยะห่างระหว่างจุดกับเส้นตรง





• ตัวอยาง กําหนดเส นตรง
1
L : 2x 3y 24 0 + − =
ก. ระยะทางจากจุด S( 2, 5) − ไปยังเสนตรง
1
L เทากับเทาใด
ตอบ
SL1
2 2
2( 2) 3(5) 24
13
d 13
13
2 3
− + −
= = =
+
หนวย
ข. ใหหาสมการเสนตรงที่ อยูหางจาก
1
L เปนระยะ 2 13 หนวย
วิธีคิด สมการเสนตรงที่ ได จะตองขนานกับ
1
L (มีความชันเทากัน) จึงจะทําใหระยะหางคงที่ได
ดังนั้น ใหสมการที่ตองการ เปน 2x 3y C 0 + + = แลวหาคา C ที่ถูกตอง จากสมการระยะหาง
นั่นคือ
2 2
24 C
2 13
2 3
− −
=
+
... ยายขางและถอดคาสั มบูรณ ไดเปน 26 24 C ± = − −
จะไดคา C 2, 50 = − จึงตอบวา 2x 3y 2 0 + + = และ 2x 3y 50 0 + − =
ค. ใหหาจุดบนเสนตรง
2
L : 2x y 6 0 + − = ซึ่งอยูห างจาก
1
L เปนระยะ 2 13 หนวย
วิธีคิด สมมติวา จุดที่ตองการคือ
1 1
(x , y ) จะไดสมการระยะหาง ดังนี้
1 1
2 2
2x 3y 24
2 13
2 3
+ −
=
+
ซึ่งจะพบวา ติดสองตัวแปร ... แตในที่ นี้เราสามารถแกไดเพราะโจทยกําหนด
มาดวยวาจุด
1 1
(x , y ) อยูบนเสนตรง 2x y 6 0 + − = ... ดังนั้ น
1 1
2x y 6 0 + − =
นําไปแทนที่ ในค าสัมบูรณแลวแก สมการตามปกติ ไดผลเปน
1
x 8, 5 = − ถา
1
x 8 = − ได
1
y 22 = และถา
1
x 5 = ได
1
y 4 = − ... จึงตอบวาจุดที่ตองการ คือ ( 8, 22) − และ (5, 4) −
หมายเหตุ ขอ ค. สามารถคิดได อีกวิธี คือ หาจากจุดตัดระหวางเสนตรง
2
L กับเสนตรงที่เปนคําตอบของ
ขอ ข. เพราะเส นตรงในขอ ข. ก็คือเส นที่หางจาก
1
L อยู 2 13 หนวยแลว

• ตัวอยาง กําหนดสมการเส นตรง
3
L คือ 3x y 2 3 + = และ
4
L คือ 3x 3y 18 + =
ก. เส นตรงที่ขนานกับ
3
L จะตองมีความชันเทาใด
ตอบ คิดจาก A/B − จะงายที่สุด เพราะไมตองจัดรูป ... ไดคําตอบเป น 3/ 1 3 − = −
ข. มุมระหวาง
4
L กับแกน x ที่เป นมุมแหลม มีขนาดกี่องศา
วิธีคิด หาความชันของ
4
L กอน ไดเปน 3/ 3 3 − = −
จากนั้นพิจารณาวาความชันคือ อัตราสวนแกนตั้ งตอแกนนอน ( y : x ) ในที่นี้เทากับ 3
S .Œs-...a.+· S
-a:Œs+--.·..·...Œ·:.+· +.s+..Œ·`·Œs- ‹
`·.· Ax+By+C=0 ...s ..aeŒ-‹ A,
B .s+.s+..·...‹.·.s··· :Œs+·
-‹-+· .-u`·Œ.·.s····‹s··a-.·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
89
m
2
θ
1 2
1 2
m m
tan
1 mm

θ =
+

m
1
Ans
1
Ans
2
L: Ax+By+C=0

P
1
(x
1
,y
1
)
Q
1
P
2
(x
2
,y
2
)
Q
2
L: Ax+By+C=0

P (x
1
,y
1
)
Q
คิดจากตรีโกณมิ ติ จะพบวามุมที่ ทํากับแกน x จะเทากับ 60°
(หมายเหตุ : มุมที่ได จะเทากันไมวาความชันเป นบวกหรือลบ เพียงแตเอียงคนละทิศกั น)
ค. วงกลมใดๆ ที่อยูระหวาง
3
L กั บ
4
L จะมีรัศมีไดมากที่สุดหนวย
วิธีคิด เนื่องจากเสนตรง
3
L กับ
4
L ขนานกั น (จากความชันที่คํานวณได ในขอ ก. และ ข.)
ถาเราทราบระยะหางระหวางสองเสนนี้ ก็จะทราบว าวงกลมตรงกลางมีขนาดใหญที่ สุ ดไดเทาใด
ระยะหางระหวางเสนตรง คิดจาก
2 1
2 2
C C
d
A B

=
+
... แตในขอนี้ คา A, B ของเสนตรงทั้งสองไม
เหมือนกั น จึงต องปรับใหเทากัน เชน หารสมการ
4
L ดวย 3 กลายเปน 3x y 6 3 + =
ดังนั้น
L3L4
2
2
6 3 2 3
4 3
d 2 3
2
3 1

= = =
+
... สรุปว าวงกลมที่จะอยูระหวาง
3
L กับ
4
L ได
จะตองมีเสนผานศูนยกลางไมเกิน 2 3 หนวย หรือ รัศมีที่ มากที่ สุดเท ากับ 3 หนวย
ง. พื้ นที่ของรูปสามเหลี่ยมที่ป ดล อมดวย
3
L , แกน x , และแกน y มีขนาดเทาใด
วิธีคิด เสนตรงใดๆ ที่ความชั นหาคาไดและไมเทากับ 0 และไม ผานจุด (0, 0) ยอมทําใหเกิดรูป
สามเหลี่ยมที่มีด านประกอบมุ มฉากเปน แกน x และแกน y ไดเสมอ ... ซึ่งขนาดของพื้นที่สามเหลี่ ยมนี้
หาไดงายๆ ดวยระยะตัดแกน x และแกน y นั่ นเอง
ในขอนี้ ระยะตัดแกน x (แทน y 0 = ) เปน 2 และระยะตัดแกน y (แทน x 0 = ) เปน 2 3
... ดังนั้นขนาดพื้ นที่สามเหลี่ยม เทากับ (1/2) (2) (2 3) 2 3 × × = ตารางหนวย

[5] ขนาดของมุมที่เกิดจากเส้นตรงสองเส้นตัดกัน





การหาเส้นตรงที่แบ่งครึ่งมุม θ นี้พอดี จะใช้ความสัมพันธ์ที่ว่า
“ระยะทางจากจุ ดบนเส้นตรงนี้ ไปยังเส้นตรงที่กําหนดให้ทั้งสองเส้น จะเท่ากันเสมอ”
นั่นคือ
1 1 1 2 2 2
2 2 2 2
1 1 2 2
A x B y C A x B y C
A B A B
+ + + +
=
+ +

ซึ่งคําตอบที่ได้จะมีสองคําตอบ (เป็นเส้นตรงที่แบ่งครึ่งมุมแหลม
และมุมป้าน) ที่ตั้งฉากกันดังภาพ


[6] ภาพฉาย (Projection) บนเส้นตรง
ภาพฉายของจุด P บนเส้นตรง L คือจุด Q ภาพฉายของ
1 2
PP บนเส้นตรง L คือ
1 2
Q Q





Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
90
การคํานวณหาตําแหน่งภาพฉาย สามารถคํานวณได้หลายวิธี เช่น คํานวณจากความชัน
เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด (โดยสร้างสมการเส้นตรงที่ผ่านจุด P และตั้งฉากกับเส้นตรง L แล้วจึงแก้ระบบ
สมการหาจุดตัดของเส้นตรงสองเส้น) หรือคํานวณจากระยะทาง (โดยสร้างสมการเพื่อหาจุดที่ห่าง
จากจุด P เป็นระยะเท่าที่กําหนด ซึ่งจะได้เป็นสมการวงกลม แล้วจึงแก้ระบบสมการหาจุดตัดของ
วงกลมกับเส้นตรง)
ภาพฉายของจุด
1 1
P (x , y ) ใดๆ บนเส้นตรงที่มีสมการ “ y x = ” (คือเส้นตรงเฉียงขึ้น
ทางขวา ทํามุม 45° กับแกน x) ได้แก่ จุด
1 1 1 1
x y x y
Q ( , )
2 2
+ +


แบบฝึกหัด 4.2

(17) ถ้า A (1, 2), B (2, k), C (3, 4) อยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ให้หาค่า k

(18) จุด (1, y) อยู่บน PR ซึ่งมีพิกัด P ( 2, 6) − และ R (4, 2) − ให้หาค่า y

(19) AB ตัดแกน x และ y โดยมีระยะตัดแกน x ทางบวก 4 หน่วย และแกน y ทางบวก 3
หน่วย จุดตัดสองจุดนี้แบ่ง AB ออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กันพอดี จงหาพิกัดของ A กับ B

(20) หากกําหนดพิกัด A (4, 5), B (1, 2), C (2, 8), D ( 2, 4) − แล้ว AB ขนานกับ CD หรือไม่

(21) จงหาจุด D ที่ทําให้ ABCD เป็นสี่เหลี่ยมด้านขนาน เมื่อ A ( 4, 1) − , B ( 5, 4) − − , C (1, 2) −

(22) ถ้าเส้นตรงที่ผ่านจุด (k, 7) , ( 3, 2) − − ตั้งฉากกับเส้นตรงที่ผ่านจุด (3, 2), (1, 4) − แล้ว ค่า k
เป็นเท่าใด

(23) ถ้าเส้นตรงที่ผ่านจุด A (1, 5) และ B (3, 6) ตั้งฉากกั บเส้นตรงที่ผ่านจุด C (m, 4) และ
D ( 1, m) − − แล้ว จงหาค่า m

(24) วงกลมวงหนึ่งมีจุดศูนย์กลางที่ C (5, 6) มีเส้นตรง L มาสัมผัสที่จุด ( 3, 1) − ให้หาความชันของ
เส้นตรง L

(25) จงหาความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม ที่ล้อมรอบรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ABC ซึ่งมีพิกัด
เป็น A (1, 7), B (8, 6) , C (7, 1) −

(26) ให้หาคําตอบของข้อ (7) โดยใช้ความรู้เรื่อง ความชันของเส้นตรง

(27) จงหาสมการเส้นตรงที่ผ่านจุด (3, 0) และ (0, 2)

(28) เส้นตรง L ผ่านจุด ( 2, 5) − − และ (1, 3) ถามว่ารูปสามเหลี่ยมที่ปิดล้อมด้วยเส้นตรงเส้นนี้ กับ
แกน x และแกน y มีพื้นที่เท่าใด

(29) จงหาสมการเส้นตรงที่ผ่านจุด (6, 8) และจุดตัดแกน x ของ 3x 4y 12 + =

(30) รูปสี่เหลี่ยม ABCD มีจุดมุมอยู่ที่ A (1, 2), B ( 2, 1) − − , C ( 3, 6) − − , D (2, 5) −
ถ้า P เป็นจุดตัดของเส้นทแยงมุม แล้ว P จะอยู่ห่างจากจุดกําเนิดกี่หน่วย

(31) จงหาสมการเส้นตรงที่ขนานกับ 2x 3y 10 0 + + = และผ่านจุดที่ x y 1 + = ตัดกับ 2x y 5 + =

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
91
(32) เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากกันที่จุดตัดแกน x พอดี หากเส้นหนึ่งมีสมการเป็น 3x 4y 5 0 − + =
แล้ว ให้หาว่าอีกเส้นหนึ่งตัดแกน y ที่จุดใด

(33) หากเส้นตรง L ตั้งฉากกับ 2x 3y 5 0 + + = และผ่านจุด (1, 5)
ถามว่าเส้นตรง L ตัดแกน x ที่จุดใด

(34) ให้ M เป็นเส้นตรง 3x 3y 5 7 − + = และ N เป็นเส้นตรง 2x 5y 7 4 − + = จงหาสมการ
เส้นตรง L ที่ขนานกับ M และมีระยะตัดแกน y เท่ากับ N

(35) เส้นตรง
1
L ผ่านจุด (2, 2) และ ( 2, 0) − , เส้นตรง
2
L ตั้งฉากกับ
1
L ที่จุด ( 2, 0) − และ
เส้นตรง
3
L มีส่วนตัดแกน x เป็น 4/3 แกน y เป็น –4 จงหาพื้นที่สามเหลี่ยมที่ปิดล้อมด้วย
เส้นตรงสามเส้นนี้

(36) กําหนด
1
L มีสมการเป็น 2x 3y 6 0 − + = ,
2
L ผ่านจุด ( 2, 3) − และขนานกับ
1
L
หาก
3
L ผ่านจุด (2/3, 1) − และตั้งฉากกับ
1
L แล้ว ถามว่า
2
L กับ
3
L ตัดกันที่จุดใด ใน
ควอดรันต์ใด

(37) สมมติว่า A (3, k) อยู่ในควอดรันต์ที่ 1 และเป็นจุดบนวงกลมที่มีจุดศูนย์กลางที่จุดกําเนิด และ
รัศมี 4 หน่วย ถ้าเส้นตรง L สัมผัสวงกลมนี้ที่จุด A แล้ว ให้หาระยะตัดแกน x ของเส้นตรง L

(38) เส้นตรง L เป็นเส้นสัมผัสวงกลมซึ่งมีศูนย์กลางที่ A ( 1, 2) − โดยสัมผัสกันที่จุด B (2, 1) − และ
ทําให้เกิดสามเหลี่ยม PQR ที่ปิดล้อมด้วยเส้นตรงเส้นนี้, แกน x, และแกน y พิจารณาข้อความ ข้อ
ใดถูกหรือผิดบ้าง
ก. ความยาวรอบรูปสามเหลี่ยม PQR คือ 6 3 2 + หน่วย
ข. พื้นที่สามเหลี่ยม PQR มีขนาด 4.5 ตารางหน่วย

(39) หากสามเหลี่ยม ABC มีจุดยอดที่ A ( 2, 5) − , B (4, 8), C (2, 3) − จงหาสมการเส้นตรงที่ผ่าน
จุดกึ่งกลางด้านทั้งสองซึ่งสั้นกว่าด้านที่สาม และหาระยะตัดแกน x และ y ของเส้นตรงนี้

(40) ถ้าระยะที่เส้นตรงเส้นหนึ่งตัดแกน x เป็นสองเท่าของระยะตัดแกน y และเส้นตรงนี้ผ่านจุด
(1, 3) แล้ว ให้หาเส้นตรงนี้

(41) เส้นตรงที่ผ่านจุด ( 2, 4) − และมีผลบวกของ X-intercept กับ Y-intercept เป็น 9 จะมีความ
ชันเท่าใด และตัดแกน x ที่ใด

(42) [Ent’24] เส้นตรง L มีความชันเป็น 0.5 และผ่านจุด C ( 3, 0) − ตัดแกน y ที่จุ ด A
หากลาก AB ตั้งฉากกับ L โดยจุ ด B นั้นทําให้มีเส้นตรงขนานแกน y ผ่านจุด B ตัดแกน x ที่จุด
C ได้ ถามว่า BC มีค่าเท่าใด

(43) สามเหลี่ยมมุมฉาก ABC ซึ่งมีมุม B เป็นมุมฉาก มีจุด A อยู่ที่ ( 3, 5) − , จุด C อยู่ที่ (4, 4) − ,
และมีความชันของ AB เป็น 3/2 นั้น มีขนาดกี่ตารางหน่วย

(44) เส้นตรง 2x 3y 6 − = และ 4x 6y 25 − = อยู่ห่างกันกี่หน่วย

(45) จงหาค่า C ที่ทําให้เส้นตรง Ax 2y C 0 + + = อยู่ห่างจาก 3x 4y 5 0 − − = หนึ่งหน่วย

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
92
(46) เส้นตรง
1
L ขนานกับ
2
L โดยอยู่ห่างกัน 4 หน่วย หากเส้นตรง L ซึ่งมีสมการเป็น
12x 5y 15 0 − − = นั้นขนานกับ
1
L และอยู่ห่างจาก
1
L ,
2
L เป็นระยะเท่าๆ กัน จงหาผลบวกของ
ส่วนตัดแกน x ของเส้นตรง
1
L และ
2
L

(47) กําหนดจุดยอดของสามเหลี่ยมเป็น A ( 2, 1) − , B (5, 4) , C (2, 3) − ให้หาส่วนสูงของรูป
สามเหลี่ยม ที่ลากจากจุด A มายังด้าน BC

(48) เส้นตรง L มีสมการเป็น 5x 12y 3 k − + = และ L อยู่ห่างจากจุด P ( 3, 2) − อยู่ 4 หน่วย ให้
หาผลบวกของค่า k ที่เป็นไปได้ทั้งหมด

(49) ให้หาว่าจุดใดบนเส้นตรง 2x 4y 15 − = อยู่ห่างจาก 3x 4y 10 + = เป็นระยะ 3 หน่วย

(50) จงหาขนาดมุมแหลมที่เกิดจากการตัดกันของ 5x y 0 − = และ 2x 3y 1 0 − + =

(51) กําหนดเส้นตรง
1
L ผ่านจุด ( 3, 2), (0, 1) และเส้นตรง
2
L ผ่านจุด (2, 3), (1, 4) ให้หา
ขนาดของมุมแหลมระหว่าง
1
L กับ
2
L

(52) เส้นตรง
1
L ผ่านจุด (2, 3), (1, 0) และเส้นตรง
2
L ผ่านจุดกําเนิด O และตัดกับ
1
L ที่จุด
C ถ้ามุมระหว่าง
1
L กับ
2
L เป็น 30° ให้หาความยาวของ CO

(53) จงหาสมการเส้นตรงที่แบ่งครึ่งมุมที่เกิดจากการตัดกันของ 3x 4y 1 0 + + = และ
4x 3y 6 0 − − =

(54) ถ้า A เป็นภาพฉายของจุ ด ( 2, 1) − บนแกน x และ B เป็นภาพฉายของ ( 5, 6) − บนแกน y
ให้หาสมการเส้นตรง AB

(55) กําหนด A (1, 0) , B ( 5, 8) − , P เป็นจุดกึ่งกลางของ AB และ Q เป็นภาพฉายของ B บน
เส้นตรง x 1 = จงหาสมการเส้นตรง PQ และเส้นตรงที่ตั้งฉากกับ PQ

(56) จงหาโพรเจคชันของจุด ( 2, 1) − บนเส้นตรง x y 0 − =

(57) จงหาโพรเจคชันของจุด (0, 7) บนเส้นตรง 4x 5y 6 − =

4.3 ภาคตัดกรวย : พื้นฐานการเขียนกราฟ

กราฟเส้นโค้ง ได้แก่ วงกลม พาราโบลา วงรี และไฮเพอร์โบลา เรียกรวมกันว่า ภาคตัด
กรวย (Conic Section) เนื่องจากเป็นกราฟที่ได้จากการตัดกรวยกลมตรงด้วยระนาบในมุมต่างๆ ดัง
ภาพ (ในหน้าต่อไป)

ตัวอย่างการนําความรู้เรื่องภาคตัดกรวยไปใช้ในชีวิตจริง เช่น
1. การหาตําแหน่งศูนย์กลางของแผ่นดินไหว (วงกลม)
2. เลนส์ จานรับดาวเทียม โคมไฟหน้ารถยนต์ การเคลื่อนที่วิถีโค้ง (พาราโบลา)
3. ห้องกระซิบ สลายนิ่ว โครงสร้างอะตอม วงโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง ดาวเทียม (วงรี)
4. การหาตําแหน่งของต้นกําเนิดเสียง โดยใช้ผลต่างเวลาระหว่าง 2 จุด (ไฮเพอร์โบลา)


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
93







วงกลม วงรี พาราโบลา ไฮเพอร์โบลา
(Circle) (Ellipse) (Parabola) (Hyperbola)

พื้นฐานการเขียนกราฟ
ก่อนจะศึกษาภาคตัดกรวยแต่ละรูป ควรทราบพื้นฐานการเขียนกราฟ ว่าลักษณะของกราฟ
โดยทั่วๆ ไปนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หากมีค่าคงที่มาบวกลบคูณหารอยู่กับตัวแปร x หรือ y ซึ่ง
พื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งสําคัญ เพราะเป็นจริงเสมอไม่ว่าจะใช้กับกราฟใดๆ นอกเหนือจากในบทนี้ เช่น
ค่าสัมบูรณ์, ตรีโกณมิติ, เอกซ์โพเนนเชียล ฯลฯ

[1] เมื่อมีค่าคงที่มาบวกหรือลบ
จะเกิดการ เลื่อนแกนทางขนาน
(Translate หรือ Shift) กล่าวคือ
หากเปลี่ยนรูปสมการจาก f (x, y) 0 =
ไปเป็น f (x h, y k) 0 − − = เมื่อ
h, k เป็นค่าคงที่ กราฟรูปเดิมจะ
ถูกเลื่อนไปทางขวา h หน่วย
และเลื่อนขึ้นด้านบนอีก k หน่วย
(หรือกล่าวว่า จุดกําเนิดถูกเลื่อน
ไปยังคู่อันดับ (h, k) และรูปกราฟ
ทั้งหมดถูกเลื่อนตามไปด้วย)



[2] เมื่อมีค่าคงที่ (ที่เป็นบวก) มาคูณหรือหาร
จะเกิดการ ปรับขนาด (Scale) ทางแกนนั้น
กล่าวคือ หากเปลี่ยนรูปสมการจาก y f (x) =
ไปเป็น my f (nx) = เมื่อ m, n เป็นค่าคงที่
ที่มากกว่า 1 ... กราฟรูปเดิมจะถูกบีบลงทาง
แนวนอน n เท่า และบีบลงทางแนวตั้ง m เท่า
(ส่วนกรณีที่ m, n น้อยกว่า 1 จะมองว่า
เป็นการหาร และกราฟจะถูกขยายออกแทน)
ทั้งนี้ต้องใช้แกน h, k ที่ได้จากการเลื่อนแกน
แล้ว เป็นแกนกลางสําหรับบีบหรือขยาย
รูปกราฟ


y
x
O
y = x
2

y
x
y = (x-3)
2

(3,0)
y
x
y+1 = x
2

(0,-1)
y
x
y+1 = (x-3)
2

(3,-1)
y
x
O
y = x
2

y
x
3y = x
2

y
x
y = (2x)
2

y
x
y/4 = x
2

ความสูงทุกตําแหน่งเหลือ 1 ใน 3
ความกว้างทุกตําแหน่งเหลือ 1 ใน 2 ความสูงทุกตําแหน่งเพิ่มเป็น 4 เท่า
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
94
ข้อสังเกต 1. กราฟในตัวอย่างหน้าที่แล้ว สองรูปล่างเป็นสมการเดียวกัน เพียงแต่มองคนละวิธี
* 2. หากสมการมีทั้งการบวกลบและคูณหาร จะต้อง
จัดรูปสมการให้บวกลบอยู่ในวงเล็บ (กระทํากับตัว
แปรโดยตรง) แล้วถัดมาจึงเป็นการคูณหาร
ดังตัวอย่างด้านขวานี้




[3] เมื่อมีค่าคงที่ (ที่เป็นลบ) มาคูณหรือหาร
นอกจากจะมีการขยายหรือบีบตามข้อ (2) แล้ว ยังเกิดการ พลิก (Flip) รูปกราฟ โดยใช้แกน h, k
นี้เป็นแกนหมุนด้วย (หากตัวแปร x ถูกคูณด้วยลบ จะพลิกสลับซ้ายขวา, และหากตัวแปร y ถูกคูณ
ด้วยลบ จะพลิกสลับบนล่าง)








4.4 ภาคตัดกรวย : วงกลม

นิยาม วงกลม คือ “เซตของคู่อันดับที่อยู่ห่างจากจุดคงที่จุดหนึ่ง เป็นระยะเท่าๆ กัน”
เรียกจุดคงที่จุดนั้นว่า จุดศูนย์กลาง (Center; C) และเรียกระยะทางนั้นว่า รัศมี (Radius; r)

สมการวงกลม สร้างจากสมการระยะทางระหว่างจุดสองจุด (ทฤษฎีบทปีทาโกรัส) หากมีจุด
ศูนย์กลางอยู่ที่ C (0, 0) และรัศมียาว r หน่วย สมการจะเป็น
2 2 2
x y r + = แต่ถ้าเลื่อนแกน ให้จุด
ศูนย์กลางไปอยู่ ที่ C (h, k) สมการจะกลายเป็น
2 2 2
(x h) (y k) r − + − =













y
x
2y = (x-3)
2
-2
จัดรูปเป็น 2(y+1)=(x-3)
2

เลื่อนแกนไปอยู่ที่ (3,-1) และ
ความสูงทุกตําแหน่งเหลือ 1 ใน 2
y
x
O
y = x
2

y
x
เลื่อนแกนไปอยู่ที่ (3,-1) และ
พลิกรูปกราฟ สลับบนล่าง
-(y+1) = (x-3)
2

วงกลม
2 2 2
(x h) (y k) r − + − =
จุดศูนย์กลาง C (h, k)
รัศมี r หน่วย

รูปทั่วไป
2 2
x y Dx Ey F 0 + + + + =
C
(h,k)

r
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
95
• ตัวอยาง ใหสร างสมการวงกลมที่มีจุดศูนย กลางอยูที่ (1, 2) − และผานจุด (2, 1)
และตอบในรูป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + = โดยสัมประสิ ทธิ์ทุ กตัวเปนจํานวนเต็ม

วิธีคิด หารัศมีจากระยะทางระหวาง (1, 2) − กับ (2, 1) ไดเท ากับ
2 2
1 3 10 + = หนวย
สมการวงกลมคือ
2 2 2
(x h) (y k) r − + − = แทนคาจุดศู นยกลางและรัศมี
ได
2
2 2 2 2 2 2
(x 1) (y 2) 10 x 2x 1 y 4y 4 10 x y 2x 4y 5 0 − + + = → − + + + + = → + − + − =

• ตัวอยาง ใหหาสวนประกอบตางๆ ของรูปวงกลมที่มีสมการเปน
2 2
x y 2x 4y 10 0 + + − − =

วิธีคิด จัดกลุม x และ y แยกกันและยายตัวเลขไว ทางขวา
2 2
(x 2x) (y 4y) 10 + + − =
ตอมา เติมตัวเลขลงในวงเล็บทั้งสอง เพื่อใหเปนกําลังสองที่สมบู รณ (อยาลืมเติ มทางขวาดวย)
ไดเปน
2 2
(x 2x ) (y 4y ) 10 + + − = +1 +4 +1+4 นั่ นคือ
2 2
(x 1) (y 2) 15 + + − =
ตอบ จุดศูนย กลางคือ ( 1, 2) − และรัศมียาว 15 หนวย

ข้อสังเกต
1. จากรูปทั่วไปของสมการวงกลม
2 2
x y Dx Ey F 0 + + + + = เมื่อจัดรูปด้วยวิธีกําลังสองสมบูรณ์แล้ว
จะทําให้ทราบว่า (h, k) ( D/2, E/2) = − −
2.1 สมการวงกลมมีค่าคงที่ซึ่งบอกลักษณะกราฟ อยู่ 3 ตัว คือ D, E, F หรือ h, k, r
ดังนั้นการสร้างสมการวงกลมจากจุดที่กราฟผ่าน ต้องกําหนดจุ ดมาให้ 3 จุด แล้วจึงแก้ระบบสมการ
3 สมการ ซึ่งกรณีนี้สมการ
2 2
x y Dx Ey F 0 + + + + = จะคํานวณง่ายกว่า
2.2 แต่ถ้าบอก r มาให้ จะต้องการจุดเพิ่มอีกเพียง 2 จุด เพื่อหาค่า h, k หรือถ้าบอก h, k มาให้ ก็
ต้องการอีกเพียงจุดเดียวเพื่อหาค่า r โดยใช้สมการ
2 2 2
(x h) (y k) r − + − =

เส้นสัมผัสวงกลม คือเส้นตรงที่ลากผ่านจุดบนวงกลมเพียงจุดเดียวเท่านั้น (เรียกว่าจุด
สัมผัส) และเส้นสัมผัสวงกลมทุกเส้นจะตั้งฉากกับรัศมี (ที่เชื่อมจุดศูนย์กลางกับจุดสัมผัส)
ระยะทางจากจุ ด
1 1
P (x , y ) ใดๆ ภายนอกวงกลม มายังจุดสัมผัส Q หาได้ดังนี้








แบบฝึกหัด 4.4

(58) สมการต่อไปนี้ต้องการเลื่อนแกนเพื่อให้ได้รูปที่กําหนด ต้องเลือกจุดใดเป็นจุดกําเนิดจุดใหม่
(58.1) (x 4)(y 3) 1 1 − + = → = xy
(58.2) y x 1 2 = + − → = y x
(58.3)
2 2 2 2
x y 2x 4y 5 9 k + + − + = → + = x y

C
Q
P (x
1
,y
1
)
2 2
1 1 1 1
d x y Dx Ey F = + + + +
หรือ
2 2 2
1 1
d (x h) (y k) r = − + − −
d
d
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
96
(59) จงหาสมการรูปทั่วไปของวงกลม ที่มีลักษณะดังแต่ละข้อต่อไปนี้
(59.1) จุดศูนย์กลางอยู่ที่ (3, 4) และผ่านจุด (1, 1)
(59.2) เส้นผ่านศูนย์กลางเส้นหนึ่ง เชื่อมจุด (1, 1) กับ (2, 2)
(59.3) สัมผัสเส้นตรง y 2x = ที่จุดกําเนิด และผ่านจุด (1, 1)
(59.4) ผ่านจุด ( 6, 3) − , (2, 3) และ ( 2, 7) −
(59.5) ผ่านจุด (1, 5) − และผ่านจุดตัดของวงกลม
2 2
x y 2x 2y 8 0 + − + − = กับ
2 2
x y 3x 3y 8 0 + + − − =

(60) หาความยาวเส้นสัมผัสที่ลากจากจุด (0, 1) ไปยังวงกลม
2 2
3x 3y 11x 15y 9 + + + = −

(61) ให้หาสมการเส้นตรงที่สัมผัสวงกลม ตามเงื่อนไขต่อไปนี้
(61.1) สัมผัสวงกลม
2 2
x y 8 + = ที่จุด (2, 2)
(61.2) สัมผัสวงกลม
2 2
x y 17 + = และมีความชันเป็น 4
[Hint: สร้างสมการเส้นตรงความชันเท่านี้ แต่ผ่านจุดศูนย์กลางก่อน]
(61.3) สัมผัสวงกลม
2 2
x y 16 + = และผ่านจุด ( 1, 8) −
[Hint: สร้างสมการเส้นตรงความชันใดๆ ที่ผ่านจุดนี้ แล้วจึงหาค่าความชัน]

(62) ให้หาสมการวงกลม ตามเงื่อนไขต่อไปนี้ [Hint: หาจุดศูนย์กลางวงกลมก่อน]
(62.1) รัศมี 2 หน่วย และสัมผัสกับวงกลมสองวงนี้ คือ
2 2
(x 2) (y 1) 1 − + + = และ
2 2
(x 6) (y 2) 4 − + − = โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในควอดรันต์ที่ 1
(62.2) รัศมี 1 หน่วย, สัมผัสกับเส้นตรง y x 2 = + , และสัมผัสกับวงกลม
2 2
x y 4x 2y 1 0 + − + + =
(62.3) แนบในสามเหลี่ยมที่เกิดจากเส้นตรงสามเส้นนี้ตัดกัน 2x 3y 21 0 − + = ,
3x 2y 6 0 − − = , และ 2x 3y 9 0 + + =

(63) จงหาค่า k ที่ทําให้
2 2
x y 6x 8y k 0 + − + + = เป็นสมการวงกลม

(64) [Ent’32] จงหาค่า k 0 > ที่น้อยที่สุดที่ทําให้ y kx = สัมผัสกับ
2 2 2
x y 14x 49 k + − + =

(65) ถ้า C เป็นจุดศูนย์กลางของกราฟ
2 2
x 4x 2 (y 8y 9) + + = − + + แล้ว ให้หาสมการเส้นตรง OC
และสมการวงกลมที่มี OC เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นหนึ่ง

(66) [Ent’38] เส้นตรงความชัน –4/3 ผ่านจุ ดศูนย์กลางของวงกลม
2 2
x y 4x 2y 4 + − + = โดยตั ด
วงกลมที่จุด A กับ B หากกําหนดจุด D ( 1, 2) − − แล้ว ให้หาพื้นที่สามเหลี่ยม ABD

(67) ให้หาสมการกราฟซึ่งจุด P (x, y) ใดๆ บนกราฟเป็นจุดศูนย์กลางของวงกลมที่สัมผัสกับกราฟ
2
(x 1) (1 y)(1 y) − = − + และผ่านจุด A ( 1, 0) − ด้วย

4.5 ภาคตัดกรวย : พาราโบลา

นิยาม พาราโบลา คือ “เซตของคู่อันดับที่มีระยะไปถึงจุดคงที่ จุดหนึ่ง เท่ากับระยะไปถึง
เส้นตรงเส้นหนึ่ง” เรียกจุดคงที่จุดนั้นว่า จุดโฟกัส (Focus; F) เรียกเส้นตรงเส้นนั้นว่า ไดเรกตริกซ์
(Directrix; เส้นบังคับ) เรียกเส้นตรงที่ผ่านโฟกัสและตั้งฉากกับไดเรกตริกซ์ ว่า แกน (Axis)

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
97
พาราโบลาที่มี จุดยอด (Vertex) อยู่ที่ V (0, 0) และระยะโฟกัสยาว c หน่วย จะมีสมการ
เป็น
2
x 4 c y = (อ้อมแกน y, กราฟหงายเมื่อค่า c เป็นบวก, กราฟคว่ําเมื่อค่า c ติดลบ)
หรือ
2
y 4 c x = (อ้อมแกน x, กราฟเปิดขวาเมื่อ c เป็นบวก, กราฟเปิดซ้ายเมื่อ c ติดลบ)
หากมีการเลื่อนแกน ให้จุดยอดไปอยู่ที่ V (h, k) สมการจะกลายเป็น
2
(x h) 4 c(y k) − = −
และ
2
(y k) 4 c(x h) − = − ตามลําดับ
























นิยาม เลตัสเรกตัม (Latus Rectum) คือเส้นแสดงความกว้างของรูปกราฟ ณ ตําแหน่งโฟกัส

ข้อสังเกต
1. พาราโบลาอ้อมแกนใด อาจสังเกตได้จาก ตัวแปรนั้นจะยกกําลังหนึ่ง
2. สมการพาราโบลามีค่าคงที่ 3 ตัว (คือ D, E, F หรือ h, k, c) เช่นเดียวกับวงกลม ดังนั้นการ
สร้างสมการจะใช้วิธีคล้ายกัน แต่พาราโบลาต้องทราบก่อนด้วยว่าเป็นพาราโบลาอ้อมแกนใด

• ตัวอยาง ใหสร างสมการพาราโบลาที่มีจุดยอดอยูที่ (1, 2) − และผานจุด (2, 1) โดยมีแกนสมมาตร
แนวตั้ง และตอบในรูป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + = โดยสั มประสิทธิ์ทุกตัวเป นจํานวนเต็ ม

วิธีคิด มีแกนสมมาตรแนวตั้ง แสดงวาสมการคือ
2
(x h) 4 c(y k) − = −
เราทราบจุดยอด (h, k) (1, 2) = − แทนคาลงในสมการ เปน
2
(x 1) 4 c(y 2) − = +
หาคา c โดย แทนจุดที่พาราโบลาผานคือ (2, 1) ลงไปที่ x, y แลวสมการตองเปนจริง
พาราโบลา (ตั้ง)
2
(x h) 4 c (y k) − = −
จุดยอด V (h, k)
ระยะโฟกัส c หน่วย
เลตัสเรกตัม ยาว 4c หน่วย

รูปทั่วไป
2
x Dx Ey F 0 + + + =

2c
V (h,k)
F (h,k+c)
Directrix : y=k-c




c




c
Axis :
x=h
พาราโบลา (ตะแคง)
2
(y k) 4 c (x h) − = −
จุดยอด V (h, k)
ระยะโฟกัส c หน่วย
เลตัสเรกตัม ยาว 4c หน่วย

รูปทั่วไป
2
y Dx Ey F 0 + + + =

V
(h,k)
F (h+c,k)
Directrix :
x=h-c
2c






c
Axis : y=k

c
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
98
2
(2 1) 4 c(1 2) 4 c 1/3 − = + → = ... ฉะนั้ น สมการพาราโบลาคือ
2
(x 1) (1/3)(y 2) − = +
และกระจายได
2 2
3(x 2x 1) y 2 3x 6x y 1 0 − + = + → − − + =
หมายเหตุ ในตั วอยางแรกของเรื่องวงกลมก็สามารถคิดดวยวิธีในขอนี้ได คือใสจุดศูนยกลาง (h, k) ลงไป
ในสมการวงกลมกอน จากนั้นแทนจุดที่ผานคือ (2, 1) เพื่อหาคา r ที่ยังไมทราบ

• ตัวอยาง ใหหาสวนประกอบตางๆ ของรูปพาราโบลาที่ มีสมการเปน
2
x 2x 2y 3 0 − − − =

วิธีคิด สังเกตวาไมมีพจน
2
y แสดงวาเปนพาราโบลาออมแกนตั้ง (หงายหรือคว่ํา)
การจัดรูปสมการพาราโบลาแบบนี้ เราจัดกลุ ม x ไวทางซาย และย าย y กับตัวเลขไวทางขวา
คือ
2
(x 2x) 2y 3 − = + ... จากนั้ นเติมตัวเลข
2
(x 2x ) 2y 3 − = + +1 +1 เพื่อเปนกําลังสองสมบูรณ
ไดเปน
2 2 2
(x 1) 2y 4 (x 1) 2(y 2) (x 1) 4(0.5)(y 2) − = + → − = + → − = +

ตอบ เปนสมการพาราโบลาหงาย จุดยอดคือ (1, 2) − จุดโฟกั สคือ (1, 2 0.5) (1, 1.5) − + = −
และสมการไดเรกตริกซคือ y 2 0.5 2.5 = − − = − (หรืออาจเขียนเปน 2y 5 0 + = ก็ได)
(ถายังไมแม นยํา ควรเขียนกราฟเพื่อชวยในการคิดเลขดวย)

แบบฝึกหัด 4.5

(68) จงหาสมการรูปทั่วไปของพาราโบลา ที่ มีลักษณะดังแต่ละข้อต่อไปนี้
(68.1) จุดยอดอยู่ที่ ( 2, 3) − และจุดโฟกัสอยู่ที่ (5, 3)
(68.2) จุดยอดอยู่ที่ O และจุดปลายเลตัสเรกตัมจุดหนึ่งอยู่ที่ ( 3, 6) −
(68.3) จุดยอดอยู่ที่ O และผ่านจุด ( 4, 6) − − โดยมีแกน x เป็นแกนสมมาตร
(68.4) จุดยอดอยู่ที่ (2, 3) − และผ่านจุด (8, 2.1) − โดยแกนสมมาตรตั้งฉากแกน x
(68.5) จุดยอดอยู่ที่ (5, 2) − และผ่านจุด (3, 0) โดยแกนสมมาตรขนานกับแกน y
(68.6) จุดโฟกัสอยู่ที่ (2, 2) และสมการไดเรกตริกซ์เป็น x 2 0 + =
(68.7) ผ่านจุด (1, 3) , (9, 1) , และ (51, 2) − โดยแกนสมมาตรขนานกับแกน x
(68.8) ผ่านจุด ( 2, 3) − , (3, 18), และ (0, 3)

(69) ให้หาระยะจากจุด P (4, 3) − ซึ่งอยู่บนพาราโบลา
2
2x 3y 0 + = ไปถึงจุดโฟกั ส

(70) ให้หาส่วนประกอบต่างๆ ของพาราโบลา
(70.1) จุดโฟกัส ความกว้างที่จุดโฟกัส และสมการไดเรกตริกซ์ ของ
2
x 12y 0 − =
(70.2) ส่วนประกอบทั้งหมดของ
2
y 10y 12x 61 0 − + + =
(70.3) จุดโฟกัสของพาราโบลาที่มีจุดยอดที่ (4, 2) และมีไดเรกตริกซ์เป็น x 1 0 − =
(70.4) จุดตัดแกน x ของพาราโบลาที่มีจุดยอดอยู่ที่ (0, 1/3) − และจุดโฟกัสอยู่ที่ (0, 7/6)

(71) ให้หาสมการแสดงทางเดินของจุด P (x, y) ซึ่ง
(71.1) อยู่ห่างจากเส้นตรง y 4 = − เท่ากับระยะห่างจากจุด ( 2, 8) −
(71.2) อยู่ห่างจากเส้นตรง x 4 = − มากกว่าระยะห่างจากจุด (3, 1) อยู่ 5 หน่วย

(72) จุดบนโค้ง
2
4y (x 1) = − ซึ่งอยู่ห่างจากจุดโฟกัส 13 หน่วย จะห่างจากแกน x เท่าใด

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
99
(73) ความยาวคอร์ดที่เกิดจากเส้นตรง 2x y 8 − = ตัดกับพาราโบลา
2
y 8x = เป็นเท่าใด

(74) สมการเส้นตรงที่ผ่านจุด (1, 6) และจุดโฟกัสของ
2
y 4x 4y 8 − − = คือสมการใด

(75) ให้หาสมการพาราโบลาที่มีเส้นตรง y 5 = เป็นไดเรกตริกซ์ และมีจุดโฟกัสอยู่ที่ศูนย์กลางของ
กราฟ
2 2
x 6x 6 2y y − = − −

(76) ให้หาสมการพาราโบลาที่ผ่านจุดตัดของเส้นตรง x y = กับวงกลม
2 2
x y 6x 0 + + = โดยมี
แกน x เป็นแกนสมมาตร

(77) [Ent’39] กําหนดให้ไดเรกตริกซ์และแกนของพาราโบลา
2
y 4y 8x 20 − + = ตัดกันที่จุด P
ถ้าวงกลมวงหนึ่งผ่านจุดกําเนิด, จุด P, และจุดโฟกัสของพาราโบลาแล้ว กําลังสองของรัศมีวงกลม
เป็นเท่าใด

(78) ให้หาระยะโฟกัสของเลนส์รูปพาราโบลา ซึ่งมีความสูง 6 หน่วย และฐานกว้าง 8 หน่วย

4.6 ภาคตัดกรวย : วงรี

นิยาม วงรี คือ “เซตของคู่อันดับที่ ผลรวมของระยะทางไปถึงจุดคงที่สองจุด มีค่าเท่ากัน”
เรียกจุดคงที่สองจุดนั้น ว่า จุดโฟกัส (
1 2
F, F ) และนอกจากนี้ ระยะทางรวมซึ่งเป็นค่าคงที่นั้น จะมีค่า
เท่ากับ ความยาวของแกนเอก (2a) พอดี

วงรีที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ C (0, 0) และแกนเอกยาว 2a หน่วย แกนโทยาว 2b หน่วย
จะมีสมการเป็น
2 2
x y
1
a b
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
+ =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(รีตามแกน x) หรือ
2 2
y x
1
a b
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
+ =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(รีตามแกน y)



















วงรี (นอน)
2 2
2 2
(x h) (y k)
1
a b
− −
+ =
จุดศูนย์กลาง C (h, k)
แกนเอกยาว 2a แกนโทยาว 2b
ระยะโฟกัส
2 2
c a b = −

รูปทั่วไป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + =
V
2
F
2
b




a

c
F
1
(h+c,k)

V
1
(h+a,k)

C
(h,k)
B
1
(h,k+b)
B
2

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
100













นิยาม แกนเอก (Major Axis) คือเส้นแสดงความยาวของวงรี (
1 2
VV ) และ แกนโท
(Minor Axis) คือเส้นแสดงความกว้างของวงรี (
1 2
BB )

ข้อสังเกต
1. สมการวงรีเกิดจากการขยายขนาดทางแกน x, y ของวงกลมรัศมี 1 หน่วย
2. สําหรับวงรีนั้น a b > เสมอ ดังนั้นตัวเลขใดมีค่ามากกว่า ตัวนั้นก็จะเป็น a (เป็นแกนเอก)
3. สมการวงรีมีค่าคงที่ถึง 4 ตั ว การสร้างสมการวงรีจากจุดที่กราฟผ่าน ต้องใช้ถึง 4 จุด (ไม่นิยม
กระทํา เพราะต้องแก้ระบบสมการที่มีถึง 4 สมการ)

• ตัวอยาง ใหสร างสมการวงรีที่ มีจุดศูนยกลางอยูที่ (2, 1) มีจุดโฟกัสอยู ที่ (2, 4) และจุดยอดอยูที่
(2, 4) − และตอบในรูป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + = โดยสั มประสิทธิ์ ทุกตัวเปนจํานวนเต็ม

วิธีคิด จุดศู นยกลาง จุดโฟกัส และจุดยอด เรียงกันโดยคา x เทากั นและ y ตางกั น
แสดงวาเปนวงรีตามแกนตั้ง ... สมการคือ
2 2
2 2
(y k) (x h)
1
a b
− −
+ =
เนื่องจากคา a ( 4) (1) 5 = − − = และคา c (4) (1) 3 = − = ดังนั้ น
2 2
b 5 3 4 = − =
แทนคา (h, k) (2, 1) = และ a, b ลงในสมการ ไดเปน
2 2
2 2
(y 1) (x 2)
1
5 4
− −
+ =
กระจายสมการ
2 2 2 2
16(y 1) 25(x 2) 400 16(y 2y 1) 25(x 4x 4) 400 − + − = → − + + − + =
2 2
25x 16y 100x 32y 284 0 → + − − − =

• ตัวอยาง ใหหาสวนประกอบตางๆ ของรูปวงรีซึ่งมีสมการเปน
2 2
7x 16y 28x 96y 60 0 + + − + =

วิธีคิด ในขอนี้ สั มประสิทธิ์หนา
2
x กับ
2
y ไมเป น 1 จึงตองแยกออกมาหนาวงเล็บดวย
ดังนี้
2 2 2 2
(7x 28x) (16y 96y) 60 7(x 4x) 16(y 6y) 60 + + − = − → + + − = − ...
จากนั้นเติ มตัวเลขลงในวงเล็บทั้งสองและเติมทางขวาดวยเชนเดิม
แตใหระวังเนื่องจากมีตัวคูณอยูหนาวงเล็บทางซาย ทําใหตัวเลขที่เติมทางขวาเปลี่ยนไป
ไดเปน
2 2
7(x 4x ) 16(y 6y ) 60 + + − = − +4 +9 +28+144 ... ( 28 7 4 = × , 144 16 9 = × )
วงรี (ตั้ง)
2 2
2 2
(y k) (x h)
1
a b
− −
+ =
จุดศูนย์กลาง C (h, k)
แกนเอกยาว 2a แกนโทยาว 2b
ระยะโฟกัส
2 2
c a b = −

รูปทั่วไป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + =

V
2
F
2
b



a
c
F
1

(h,k+c)

V
1
(h,k+a)

C (h,k)
B
1
(h+b,k)
B
2










Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
101
นั่นคือ
2 2
7(x 2) 16(y 3) 112 + + − =
นําตัวเลขที่เหลือทางขวา คือ 112 หารตลอดสมการ จะได
2 2
(x 2) (y 3)
1
16 7
+ −
+ =

ตอบ เปนวงรีตามแกนนอน จุดศูนยกลางคือ ( 2, 3) −
เนื่องจากคา a 4, b 7 = = จะได c 16 7 3 = − = ดังนั้ น
จุดยอดคือ ( 2 4, 3) − ± จุดโฟกัสคือ ( 2 3, 3) − ± และจุดปลายแกนโทคือ ( 2, 3 7) − ±

แบบฝึกหัด 4.6

(79) จงหาสมการรูปทั่วไปของวงรี ที่มีลักษณะดังแต่ละข้อต่อไปนี้
(79.1) จุดศูนย์กลางอยู่ที่ (3, 1) − แกนเอกขนานกับแกน y และยาว 8 หน่วย
ส่วนแกนโทยาว 6 หน่วย
(79.2) จุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกําเนิด มีจุดยอดอยู่ที่ (0, 8) และมีโฟกัสอยู่ที่ (0, 5) −
(79.3) จุดยอดอยู่ที่ ( 4, 2) − และ (2, 2) โดยแกนโทยาว 4 หน่วย
(79.4) จุดศูนย์กลางอยู่ที่ ( 2, 1) − มีจุดโฟกัสที่ ( 2, 4) − และผ่านจุด ( 6, 1) −
(79.5) จุดศูนย์กลางอยู่ที่ (2, 1) มีจุดยอดที่ (2, 4) − และค่า c : a 2 : 5 =

(80) ให้หาส่วนประกอบต่างๆ ทั้งหมดของวงรี
(80.1)
2 2
4x 9y 36 + =
(80.2)
2 2
9x 5y 54x 50y 26 0 + − − + =
(80.3)
2 2
5x 9y 10x 40 + − =

(81) ให้หาสมการแสดงทางเดินของจุด P (x, y) ซึ่ง
(81.1) ระยะห่างจากจุด (4, 0) และจุด ( 4, 0) − รวมกันเป็น 12 หน่วย
(81.2) ระยะห่างจากจุด (2, 7) และจุด (2, 1) รวมกันเป็น 10 หน่วย

(82) ฐานของสามเหลี่ยมยาว 6 หน่วย และผลบวกของอีกสองด้านเป็น 10 หน่วย
(82.1) ถ้าฐานตรึงอยู่กับที่ กราฟที่ประกอบด้วยจุดยอดของสามเหลี่ยมจะเป็นรูปใด
(82.2) ให้หาสมการกราฟดังกล่าว ถ้าฐานตั้งอยู่บนแกน x โดยมีจุดกําเนิดอยู่ตรงกลาง

(83) [Ent’39] ให้หาสมการเส้นตรงที่ผ่านจุดศูนย์กลางของวงรี
2 2
4x 9y 48x 72y 144 0 + − + + =
และตั้งฉากกับ 3x 4y 5 + =

(84) [Ent’37] ระยะห่างระหว่างเส้นตรงคู่ขนานที่ทํามุม 45° กับแกน x และผ่านจุดโฟกัสทั้งสอง
ของวงรี
2 2
x 3y 4x 2 0 + − − = มีค่าเท่าใด

(85) [Ent’38] ให้จุด
1
F และ
2
F เป็นจุดโฟกัสของวงรี
2 2
kx 4y 4y 8 + − = และวงรีนี้ตัดแกน y ที่
จุด B ซึ่งอยู่เหนือแกน x ถ้าสามเหลี่ยม
1 2
FF B มีพื้นที่ 3 7/4 ตารางหน่ วย แล้วค่า k เป็นเท่าใด

(86) นายแดงปีนขึ้นไปบนสะพานโค้งที่มีลักษณะเป็นครึ่งวงรี ปลายทั้งสองห่างกัน 4 เมตร และมี
ระยะสูงสุด 1 เมตร ถ้าเขาอยู่บนสะพานในตําแหน่งที่ห่างจากปลายข้างหนึ่ง เป็นระยะตามแนวราบ
80 ซม. เขาจะอยู่สูงจากพื้นกี่เซนติเมตร

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
102
4.7 ภาคตัดกรวย : ไฮเพอร์โบลา

นิยาม ไฮเพอร์โบลา คือ “เซตของคู่อันดับที่ ผลต่างของระยะทางไปถึงจุดคงที่สองจุด มีค่า
เท่ากัน” เรียกจุดคงที่สองจุดนั้น ว่า จุดโฟกัส (
1 2
F, F ) และนอกจากนี้ ผลต่างระยะทางซึ่งเป็นค่าคงที่
นั้น จะมีค่าเท่ากับ ความยาวของแกนตามขวาง (2a) พอดี

ไฮเพอร์โบลาที่มีจุดศูนย์กลางที่ C (0, 0) แกนตามขวางยาว 2a และแกนสังยุคยาว 2b
จะมีสมการเป็น
2 2
x y
1
a b
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
− =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(แบบอ้อมแกน x) หรือ
2 2
y x
1
a b
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
− =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(อ้อมแกน y)

























นิยาม แกนตามขวาง (Transversal Axis)
1 2
VV และ แกนสังยุค (Conjugate Axis)
1 2
BB ใช้ในการสร้าง เส้นกํากับ (Asymptote) สองเส้น เพื่อบังคับความกว้างของไฮเพอร์โบลา

ข้อสังเกต
1. การวาดกราฟไฮเพอร์โบลา เปรียบเสมือนว่ามีวงรีอยู่ในกรอบตรงกลาง โดยใช้จุดศูนย์กลางร่วมกัน
และแกนตามขวางกับแกนสังยุคจะทับแกนเอกและโทของวงรีพอดี
แต่สําหรับไฮเพอร์โบลา a ไม่จําเป็นต้องมากกว่า b (แกนใดเครื่องหมายบวก จะอ้อมแกนนั้น)
2. ถ้า a b = (สี่เหลี่ยมจัตุรัส) รูปวงรีตรงกลางจะกลายเป็นวงกลม สามารถเรียกไฮเพอร์โบลานั้น
ว่า ไฮเพอร์โบลามุมฉาก (Rectangular Hyperbola)
ไฮเพอร์โบลา (ตะแคง)
2 2
2 2
(x h) (y k)
1
a b
− −
− =
จุดศูนย์กลาง C (h, k)
แกนตามขวาง 2a แกนสังยุค 2b
ระยะโฟกัส
2 2
c a b = +

รูปทั่วไป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + =
F
2
V
2
b



c

a
V
1

(h+a,k)

C
(h,k)
B
1
(h,k+b)
B
2

F
1
(h+c,k)

Asymptote
a(y-k)=b(x-h)
Asymptote
ไฮเพอร์โบลา (ตั้ง)
2 2
2 2
(y k) (x h)
1
a b
− −
− =
จุดศูนย์กลาง C (h, k)
แกนตามขวาง 2a แกนสังยุค 2b
ระยะโฟกัส
2 2
c a b = +

รูปทั่วไป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + =
F
2
V
2
b




c
a
V
1
(h,k+a)

C (h,k)

B
1
(h+b,k) B
2

F
1
(h,k+c)

Asymptote
b(y-k)=a(x-h)
Asymptote






Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
103
เพิ่มเติม
1. รูปวงรี และไฮเพอร์โบลา ก็มีเลตัสเรกตัมและ
เส้นไดเรกตริกซ์ด้วย (คิดไม่เหมือนกับพาราโบลา)
แต่ไม่ได้กล่าวถึงในหลักสูตร ม.ปลาย
2. ภาคตัดกรวยในรูปเต็มคือ
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + + = Cxy
โดยที่ C 0 ≠
ลักษณะกราฟจะเป็นเหมือนรูปใดรูปหนึ่งใน 4 รูปที่
ได้ศึกษาแล้ว แต่แกนจะถูกหมุนไปจากเดิม เช่นอาจ
เป็นรูปวงรีเฉียงๆ ... จะได้ศึกษาการจัดสมการและ
เขียนกราฟเหล่านี้ในระดับมหาวิทยาลัย
a
b
c
c
b
a
• ตัวอยาง ใหสร างสมการไฮเพอรโบลาที่มีจุดศู นยกลางที่ (2, 1) มีจุดโฟกัสที่ (2, 4) − และจุดยอดที่
(2, 4) และตอบในรูป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + = โดยสั มประสิทธิ์ ทุกตัวเปนจํานวนเต็ม

วิธีคิด จุดศู นยกลาง จุดโฟกัส และจุดยอด เรียงกันโดยคา x เทากั นและ y ตางกั น
แสดงวาเปนไฮเพอรโบลาออมแกนตั้ง ... สมการคือ
2 2
2 2
(y k) (x h)
1
a b
− −
− =
เนื่องจากคา a (4) (1) 3 = − = และคา c ( 4) (1) 5 = − − = ดังนั้ น
2 2
b 5 3 4 = − =
แทนคา (h, k) (2, 1) = และ a, b ลงในสมการ ไดเปน
2 2
2 2
(y 1) (x 2)
1
3 4
− −
− =
กระจายสมการ
2 2 2 2
16(y 1) 9(x 2) 144 16y 9x 32y 36x 164 0 − − − = → − − + − =
หมายเหตุ อาจตอบใหอยูในรูป สัมประสิทธิ์ของ x เปนบวก ก็ ได
โดยนํา 1 − คู ณทั้งสมการ กลายเปน
2 2
9x 16y 36x 32y 164 0 − − + + =

• ตัวอยาง ใหหาสวนประกอบตางๆ ของรูปไฮเพอรโบลาที่ มีสมการเปน
2 2
x 5y 10y 25 0 − + − =

วิธีคิด จัดกําลังสองสมบูรณเหมือนเดิม
2 2
x 5(y 2y) 25 − − = ...
สังเกตไดวา ไม มีพจน x กําลังหนึ่ง แสดงวาที่แกน x ไม มีการเลื่ อนแกน และไม ตองจัดรูป
เติมตัวเลขทั้งสองขาง เปน
2 2
x 5(y 2y ) 25 − − = +1 - 5 ... นั่นคือ
2 2
x 5(y 1) 20 − − =
(การจัดรูปกําลังสองสมบูรณในขอนี้ หลายจุดต องระวังพลาดเรื่องเครื่องหมายลบ)
นําตัวเลขที่เหลือทางขวา คือ 20 หารตลอดสมการ จะได
2 2
(y 1) x
1
20 4

− =

ตอบ เปนสมการไฮเพอรโบลา (อ อมแกนนอน) จุดศูนยกลางคือ (0, 1)
เนื่องจากคา a 20, b 2 = = จะได c 20 4 24 = + = ดังนั้ น
จุดยอดคือ ( 20, 1) ± จุดโฟกัสคือ ( 24, 1) ± และจุดปลายแกนสังยุคคือ (0, 1 2) ±

นิยาม สําหรับวงรีและไฮเพอร์โบลา ความเยื้องศูนย์กลาง (Eccentricity; e) คือค่าที่บอก
ว่าจุดโฟกัสและจุดยอด อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นอัตราส่วนเท่าใด นั่นคือ e c / a =
จะพบว่าค่า e ของวงรี อยู่ระหว่าง 0 กับ 1 เสมอ (ถ้า e ยิ่งมากขึ้น วงรีจะยิ่งแคบลง)
และค่า e ของไฮเพอร์โบลา มากกว่า 1 เสมอ (ถ้า e ยิ่งมากขึ้ น กราฟจะยิ่งกว้างขึ้น)










S .·-·-·.-· S
.+. a -.· .- .-..s.o·. c -.· .-
- +· · a
2
=c
2
+b
2
- +· · c
2
=a
2
+b
2

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
104
นอกจากนี้ไฮเพอร์โบลามุมฉากอีกรูปแบบหนึ่ง ได้แก่สมการในรูป xy k = เมื่อ k เป็น
ค่าคงที่ ไฮเพอร์โบลานี้มีแกนนอนและแกนตั้งเป็นเส้นกํากับ และมีส่วนประกอบต่างๆ ดังภาพ

























แบบฝึกหัด 4.7

(87) จงหาสมการรูปทั่วไปของไฮเพอร์โบลา ที่มีลักษณะดังแต่ละข้อต่อไปนี้
(87.1) จุดศูนย์กลางอยู่ที่ ( 3, 1) − มีจุดยอดที่ (2, 1) และแกนสังยุคยาว 6 หน่วย
(87.2) จุดโฟกัสอยู่ที่ ( 1, 6) − − และ ( 1, 4) − โดยแกนตามขวางยาว 6 หน่วย
(87.3) จุดโฟกัสอยู่ที่ (0, 4) และ (0, 4) − และมีจุดปลายแกนสังยุคเป็น (3, 0)

(88) ให้หาส่วนประกอบต่างๆ ทั้งหมดของไฮเพอร์โบลา
(88.1)
2 2
9x 4y 36 − =
(88.2)
2 2
9x 16y 18x 64y 199 0 − − − − =
(88.3)
2 2
6x y 36x 2y 59 0 − − − + =
(88.4)
2 2
6x 10y 12x 40y 94 0 − − − − =

(89) ให้หาสมการแสดงทางเดินของจุด P (x, y) ซึ่งผลต่างของระยะทางจาก P (x, y) ไปยังจุด
(3, 0) กับ ( 3, 0) − เป็น 4 หน่วย

ไฮเพอร์โบลามุมฉาก
xy k = k 0 >
จุดศูนย์กลาง C (0, 0)

จุดยอด
1
V ( k, k)
2
V ( k, k) − −
จุดโฟกัส
1
F ( 2k, 2k)
2
F ( 2k, 2k) − −
F
2
V
2
V
1
C (0,0)
F
1
ไฮเพอร์โบลามุมฉาก
xy k = − k 0 >
จุดศูนย์กลาง C (0, 0)

จุดยอด
1
V ( k, k) −
2
V ( k, k) −
จุดโฟกัส
1
F ( 2k, 2k) −
2
F ( 2k, 2k) −
F
2
V
2
V
1
C (0,0)
F
1
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
105
(90) [Ent’32] ให้หาสมการกราฟที่ทําให้ผลคูณระยะทางจาก P (x, y) ใดๆ ในกราฟ ไปยังเส้นตรง
4x 3y 11 − = − และ 4x 3y 5 + = − เป็น 144/25

(91) ให้หาส่วนประกอบของกราฟรูปต่อไปนี้
(91.1) จุดยอด และจุดโฟกัสของ xy 4 = −
(91.2) จุดศูนย์กลางของ xy 2x y 3 + − =

(92) [Ent’32,36] ถ้าภาคตัดกรวยรูปหนึ่งมีสมการเป็น
2 2
9x 18x 16y 64y 199 − = + + แล้ว ผลรวม
ของระยะทางจากจุดโฟกัสทั้งสองไปถึงเส้นตรง 3x 4y 8 + = เป็นเท่าใด

(93) [Ent’34] ถ้า
1
F เป็นจุดโฟกัสของไฮเพอร์โบลา
2 2
6x 10y 12x 40y 94 0 − − − − = และอยู่ใน
ควอดรันต์ที่ 4 แล้ว ให้หาสมการพาราโบลาที่มีจุดยอดอยู่ที่
1
F และมีไดเรกตริกซ์เป็นแกนสังยุคของ
ไฮเพอร์โบลา

(94) [Ent’39] กําหนดไฮเพอร์โบลา
2 2
9(x 1) 4(y 2) 36 − − − = ให้หาสมการวงรีซึ่ง ผลบวกของ
ระยะทางจากจุ ดใดๆ บนวงรี ไปยังจุดที่ไฮเพอร์โบลาตัดแกน x ทั้งสองจุด เป็น 8 หน่วย

(95) [Ent’37] กําหนด E แทนวงรี
2 2
6x 5y 12x 20y 4 0 + + − − = จงหาสมการไฮเพอร์โบลาที่มีจุด
ศูนย์กลางร่วมกับ E, มีจุดยอดอยู่ที่เดียวกับจุดโฟกัสของ E, และมีความยาวแกนสังยุคเท่ากับความ
ยาวแกนโทของ E พอดี

(96) ให้สังเกตว่ากราฟของสมการแต่ละข้อเป็นภาคตัดกรวยรูปใด โดยไม่ต้องคํานวณ
(96.1)
2 2
x y 6x 8y 12 0 + − − + = (96.6)
2 2
3x 3y 9x 6y 20 0 + − − + =
(96.2)
2 2
x 2y 2x 4y 13 0 + − + − = (96.7)
2 2
3x 3y 9x 6y 20 0 − − − + =
(96.3)
2
x 2x y 3 0 + − + = (96.8)
2 2
3x 2 y 4y − = − +
(96.4)
2 2
x y 2x 2 0 − − − = (96.9)
2 2
3x 2 y 4y − = +
(96.5)
2 2
x y 4 − = (96.10)
2
3x 2 4y − =

เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1) 61 (2) 2
(3) 5 (4) หน้ าจั่ว
(5) 2 (9 2 34) × +
(6) 3 10 (7) ถูกทุกข้ อ
(8) (29/4 , 0) (9) (4, 3)
(10) 41 26 17 + +
(11) –3 (12) 10
(13) 72, (5, 4) (14) 15
(15) ผิดทั้งสองข้ อ (16) 31
(17) 3 (18) 2
(19) ( 4, 6), (8, 3) − −
(20) ขนาน (21) (2, 3)
(22) –30 (23) –2
(24) –8/5 (25) 10
(26) ... (27) 2x 3y 6 + =
(28) 1/48 (29) y 4 x 16 = −
(30) 5 (31) 2x 3y 1 0 + + =
(32) (0, 20/9) − (33) ( 7/ 3, 0) −
(34) y x 3/5 = + (35) 10
(36) ( 2, 3) − ,
2
Q (37) 16/3
(38) ถูกทั้งสองข้อ
(39) y (11/2) x 1 = + ,
a 2/11 = − , b 1 =
(40) x 2y 7 0 + − =
(41) 1/2, (6, 0) − หรือ 4, ( 3, 0) −
(42) 7.5 (43) 19.5
(44) 13/2 (45) 0, 5
(46) 11/12 41/12 2.5 − + =
(47) 40/ 58
(48) 88 16 72 − + = −
(49) (2, 11/4) − , (8, 1/ 4)
(50) 45° (51) 75°
(52) 3
(53) x 7y 7 0 − − = หรือ
7x y 5 0 + − =
(54) y 3x 6 = +
(55) 4x 3y 20 0 − + = ,
3x 4y C 0 + + =
(56) ( 1/2, 1/2) − −
(57) (4, 2)

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
106
(58.1) (4, 3) − (58.2) ( 1, 2) − − (58.3) ( 1, 2) −
(59.1)
2 2
x y 6x 8y 12 0 + − − + =
(59.2)
2 2
x y 3x 3y 4 0 + − − + =
(59.3)
2 2
x y 4x 2y 0 + − + =
(59.4)
2 2
x y 4x 6y 3 0 + + − − =
(59.5)
2 2
x y 3x 3y 8 0 + − + − =
(60) 3 (61.1) x y 4 + =
(61.2) 4x y 17 − = ±
(61.3) 4x 3y 20 + = , 12x 5y 52 − = −
(62.1)
2 2
(x 2) (y 2) 4 − + − =
(62.2)
2 2
(x 2) (y 2) 1 − + − = ,
2 2
(x 1) (y 1) 1 + + + =
(62.3)
2 2
(x 1) (y 2) 13 + + − = (63) k 25 <
(64) 4 3 (65) y 2x = ,
2 2
(x 1) (y 2) 5 + + + =
(66) 9 (67)
2 2
12x 4y 3 − =
(68.1)
2
y 28x 6y 47 0 − − − =
(68.2)
2
y 12x 0 + = (68.3)
2
y 9x 0 + =
(68.4)
2
x 4x 40y 116 0 − − − =
(68.5)
2
x 10x 2y 21 0 − − + =
(68.6)
2
y 8x 4y 4 0 − − + =
(68.7)
2
2y x 12y 19 0 − − + =
(68.8)
2
x 2x y 3 0 + − + =
(69) 1465/8 (70.1) (0, 3), y 3 0 + = , 12
(70.2) V ( 3, 5) − , F ( 6, 5) − , เลตัสเรกตัมยาว
12, ไดเรกตริกซ์ คือแกน y
(70.3) (7, 2) (70.4) ( 2, 0) ±
(71.1)
2
x 4x 24y 52 0 + − + =
(71.2)
2
y 4x 2y 9 0 − − + =
(72) 12 (73) 6 5 (74) 4x 3y 14 0 − + =
(75)
2
x 6x 12y 15 0 − + − =
(76)
2
y 3x 0 + = (77) 145/16
(78) 2/3 หน่วย
(79.1)
2 2
16x 9y 96x 18y 9 0 + − + + =
(79.2)
2 2
64x 39y 2496 + =
(79.3)
2 2
4x 9y 8x 36y 4 0 + + − + =





(79.4)
2 2
25x 16y 100x 32y 284 0 + + − − =
(79.5)
2 2
25x 21y 100x 42y 404 0 + − − − =
(80.1) C (0, 0), V ( 3, 0) ± , F ( 5, 0) ± ,
B (0, 2) ±
(80.2) C (3, 5), V (3, 5 6) ± , F (3, 5 4) ± ,
B (3 20, 5) ±
(80.3) C (1, 0), V (1 3, 0) ± , F (1 2, 0) ± ,
B (1, 5) ±
(81.1)
2 2
5x 9y 180 + =
(81.2)
2 2
25x 16y 100x 128y 44 0 + − − − =
(82.1) วงรี (82.2)
2 2
16x 25y 400 + =
(83) 4x 3y 36 − = (84) 2 2
(85) 9/4 (86) 80
(87.1)
2 2
9x 25y 54x 50y 169 0 − + + − =
(87.2)
2 2
9x 16y 18x 32y 137 0 − + − + =
(87.3)
2 2
7x 9y 63 0 − + =
(88.1) C (0, 0), V ( 2, 0) ± , F ( 13, 0) ± ,
B (0, 3) ±
(88.2) C (1, 2) − , V (1 4, 2) ± − , F (1 5, 2) ± − ,
B (1, 2 3) − ±
(88.3) C (3, 1) − , V (3, 1 6) − ± ,
F (3, 1 7) − ± , B (3 1, 1) ± −
(88.4) C (1, 2) − , V (1 10, 2) ± − ,
F (1 4, 2) ± − , B (1, 2 6) − ±
(89)
2 2
5x 4y 20 − =
(90)
2 2
16x 9y 64x 18y 55 144 − + + + = ±
(91.1) V ( 2, 2) ± ∓ , F ( 2 2, 2 2) ± ∓
(91.2) (1, 2) − (92) 6
(93)
2
y 16x 4y 84 0 − + + =
(94)
2 2
23x 36y 46x 345 + − =
(95)
2 2
x 5y 2x 20y 14 0 − + + − =
(96.1) วงกลม (96.2) วงรี
(96.3) พาราโบลา (96.4) ไฮเพอร์โบลา
(96.5) ไฮเพอร์โบลา (96.6) วงกลม
(96.7) ไฮเพอร์โบลา (96.8) วงรี
(96.9) ไฮเพอร์โบลา (96.10) พาราโบลา
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
107
เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1)
2 2 2 2
1 2
|PP | (1 5) (7 2) 6 5 61 = + + − = + =
(2)
2 6 7 3 2 8 5 1
P( , ) (4, 2) Q( , )
2 2 2 2
+ − − + +
=
2 2
(3, 3) |PQ| 1 1 2 = ∴ = + =
(3)
2 2
|OD| 2 4 20 = + = ดังนั้ น
20
|PC| 5
2
= = หน่วย |PQ| 5 ∴ = ด้ วย
และเนื่ องจาก DC อยู่ที่ความสูง y 4 =
ดังนั้ น PQ อยู่ ที่ y 2 =
ความสูงของ Δ จาก C มายั ง PQ คือ 2 หน่วย
จะได้ พื้นที่ Δ
1
2 5 5
2
= × × = ตร.หน่วย
(4)
2 2
|AB| 11 4 137 , |BC| = + = =
2 2 2 2
7 7 98 ,|AC| 4 11 137 + = = + =
|AB| |AC| → = แสดงว่ าเป็ น Δ หน้าจั่ว
(5) เส้นรอบรูป ABC Δ จะยาวเป็ น 2 เท่าของเส้ น
รอบรูป PQR Δ เสมอ
เพราะ |AB| 2|PQ|, =
|BC| 2|QR| =
และ |AC| 2|PR| =

หาค่า
2 2
|PQ| 7 1 50 5 2 , = + = =
2 2
|QR| 3 5 34 = + = และ
2 2
|PR| 4 4 32 4 2 = + = =
ดังนั้ นเส้ นรอบรูป ABC 2 (9 2 34) Δ = × +
(6)
3(2) 1(6) 3(8) 1(12)
P( , ) (3, 9)
4 4
+ +
=
1(6) 3( 2) 1(12) 3( 4)
Q( , ) (0, 0)
4 4
+ − + −
=
2 2
| PQ | 3 9 90 3 10 ∴ = + = =
(7) ก.
2 2
|AB| 7 3 58 = + =
2 2 2 2
|BC| 3 7 58 , |AC| 4 10 116 = + = = + =
พบว่า
2 2 2
|AB| |BC| |AC| + = แสดงว่า
ABC Δ เป็นสามเหลี่ยมมุมฉาก ... ถูกต้ อง
(มุม B เป็นมุมฉาก)





ข.
2 2
|DE| 4 8 80 4 5 = + = =
2 2
|EF| 7 14 245 7 5 = + = =
2 2
|DF| 3 6 45 3 5 = + = =
พบว่า |DE| |DF| |EF| + = แสดงว่า
D, E, F อยู่บนเส้ นตรงเดียวกั น ... ถูกต้ อง
(จุด E กับ F เป็ นจุดปลาย)
ค.
2 2
|AB| 4 2 20 2 5 = + = =
2 2 2 2
|BC| 4 2 2 5,|AC| 8 4 4 5 = + = = + =
พบว่า |AB| |BC| |AC| + = แสดงว่า
A, B, C อยู่บนเส้ นตรงเดียวกั น ... ถูกต้ อง
(8) สมมติจุ ด P มีพิกัด (x, 0) ก็จะได้ ว่ า
2 2 2 2
(x 1) 2 (x 3) 5 − + = − + กระจายได้
2 2
x 2x 1 4 x 6x 9 25 − + + = − + +
นั่นคื อ
29 29
4x 29 x P( , 0)
4 4
= → = ∴
(9) สมมติจุ ดศู นย์กลางมี พิกั ด (x, y)
ดังนั้ น
2 2 2 2
(x 1) (y 7) (x 8) (y 6) − + − = − + −
2 2
(x 7) (y 1) = − + + (เท่ากันทั้งสามก้อน)
นํามาเขียนสมการเป็น 2 คู่ เพื่อหา x, y เช่น
2 2 2 2
x 2x 1 y 14y 49 x 16x 64 y 12y 36 − + + − + = − + + − +
คือ 7x y 25 − = ..... (1) และอีกสมการ
2 2 2 2
x 2x 1 y 14y 49 x 14x 49 y 2y 1 − + + − + = − + + + +
คือ 3x 4y 0 − = ..... (2)
จะได้ x 4, y 3 = = ดังนั้ น ตอบ (4, 3)
(10) A ไปยังจุ ดกึ่งกลางของ BC
(คือ
2 2
4 2 3 5
( , ) (1, 4)) 1 5 26
2 2
− +
= → + =
B ไปยังจุดกึ่ งกลางของ AC
(คือ
2 2
(0, 2)) 4 1 17 → + =
C ไปยังจุ ดกึ่งกลางของ AB
(คือ
2 2
(3, 1)) 5 4 41 → + =
รวม 26 17 41 + +
(11) จุดตัดของเส้นมั ธยฐาน
4 4 4 5 7 1 4 13
(m, n) ( , ) ( , )
3 3 3 3
− + + +
= =
จะได้
9
m n 3
3
− = − = −




P
Q
C
B
R
A
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
108
(12) จุดกึ่งกลางของ BC คือ
6 4 7 3
D( , ) (1, 2)
2 2
− −
=
วิธีคิ ด1 หาจุ ด A(x, y) โดย
x 6 4 y 7 3 4
( , ) ( , 1)
3 3 3
+ − + −
= →
(x, y) (2, 1) = − ดังนั้น เส้ นมัธยฐาน จาก A(2, 1) −
ไปยัง D(1, 2) มีขนาด
2 2
1 3 10 ... + = ตอบ
วิธีคิ ด2 หาระยะจาก
4
P( , 1)
3
ไปยัง D(1, 2) ได้เป็น
2 2
1 10
( ) 1
3 3
+ = และใช้สมบั ติว่า เส้ นมัธยฐาน
|AD| 3 = เท่ าของ |PD|→ ∴ตอบ 10
(13) P(0, 0) , Q(3, 12), R(12, 0)
พื้นที่
1
2
= × สูง × ฐาน

1
12 12
2
= × ×
72 = ตร.หน่วย
จุดตัดของเส้นมั ธยฐาน
0 3 12 0 12 0
( , ) (5, 4)
3 3
+ + + +
=
(14) พล็ อตจุดคร่าวๆ เพื่อหาลํ าดับ
ของจุดบนเส้ นรอบรูปได้ดังภาพ
พื้นที่
1 3
2 0
3 5
1 3
1
ABC
2


Δ = ⋅
1
(6 5 10 9) 15
2
= + + + = ตร.หน่ วย
ส่วน PQR ไม่เป็น Δ เพราะอยู่บนเส้ นตรงเดียวกั น
ดังนั้ น พื้นที่ 0 = ∴ ตอบ 15 ตร.หน่วย
(15) ก.
2 2
|PQ| 5 5 5 2 = + =
2 2 2 2
|QR| 2 1 5, |PR| 3 6 3 5 = + = = + =
จะได้ความยาวรอบรูป 4 5 5 2 = + หน่วย
ข. พื้ นที่
3 2
0 4
2 3
3 2
1
2



= ⋅
1
(8 9 12 4) 7.5
2
= − + + = ตร.หน่ วย
ดังนั้ น ก. ผิ ด และ ข. ผิด







(16) ลําดับที่เขี ยน ต้องเรียงทวนเข็มนาฬิ กา
เช่น A, E, D, B, C, A
พื้นที่
1 4
2 7
4 5
3 2
1 3
1 4
1
2


− −
− −
= ⋅
1
(8 28 15 2 3 7 10 8 9 4)
2
= + + − + + − + + −
31 = ตร.หน่ วย
(17)
AB AC
k 2 4 2
m m
2 1 3 1
− −
= → =
− −
k 3 ∴ =
(18) วิธีคิ ดเหมื อนข้ อที่แล้ว
คือ
y 6 2 6
1 2 4 2
− − −
=
+ +
ดังนั้น y 2 =
(19) จากภาพ
จะได้ A( 4, 6) −
และ B(8, 3) −



(20)
AB CD
5 2 8 4
m 1, m 1
4 1 2 2
− −
= = = =
− +

AB CD
m m ∴ = → ขนานกั น
(21) สมมติ D(x, y) จะได้ว่า
AB CD
m m =
1 4 y 2
5x y 7
4 5 x 1
+ +
→ = → − =
− + −
..... (1)
และ
AD BC
y 1 2 4
m m
x 4 1 5
− − +
= → =
+ +

3y x 7 → − = ..... (2)
แก้ระบบสมการได้ D(x, y) (2, 3) =
(22) ความชัน (3, 2), (1, 4) − คือ
4 2
3
1 3
− −
=


∴ ความชัน (k, 7), ( 3, 2) − − คือ
1
3

ดังนั้ น
1 7 2
k 30
3 k 3
+
− = → = −
+

(23)
AB CD
6 5 1
m m 2
3 1 2

= = ∴ = −


จะได้
4 m
2 m 2
m 1
+
− = → = −
+

(24) ความชั นของรัศมีที่ ผ่าน (5, 6) กั บ ( 3, 1) − คือ
6 1 5
5 3 8

=
+
... และเนื่ องจากเส้นสัมผั สจะตั้งฉากกับ
รัศมีเสมอ จึงได้ ว่า
L
8
m
5
= −



R (12,0)
Q (3,12)
P
C
A
B
B
3
A
4
3
3
4
4
P
R
Q
A
E
D
B
C
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
109
(25)
AB AC BC
1 4
m , m , m 7
7 3
= − = − = แสดง
ว่า AB BC ⊥ ดังรูป
และเนื่ องจาก
วงกลมที่ล้ อมรอบ Δ มุมฉาก
จะทํ าให้ ด้ านตรงข้ามมุมฉาก
เป็นเส้นผ่ านศู นย์ กลาง เสมอ
∴ ความยาวเส้ นผ่ านศูนย์ กลาง |AC| =
2 2
6 8 10 = + = หน่วย
(26) ก.
AB BC AC
3 7 5
m , m , m
7 3 2
= = − =
AB BC → ⊥
ข.
DE EF
m 2, m 2 DE // EF = − = − →
ค.
AB BC
1 1
m , m AB // BC
2 2
= = →
ดังนั้ น ถูกทุกข้อ
(27) x-intercept 3 = , y-intercept 2 = →
x y
1 2x 3y 6 0
3 2
+ = → + − =
(28) สร้ างสมการของ L ก่อน
L
3 5 8
m
1 2 3
+
→ = =
+

8
y 3 (x 1) 8x 3y 1 0
3
→ − = − → − + =
จากนั้น หาระยะตัดแกน x และ y (โดยแทน
y 0 = และแทน x 0 = ตามลําดับ)
ได้เป็น
1
8
− และ
1
3


แสดงว่า
พื้นที่
1 1 1 1
2 8 3 48
Δ = × × = ตร.หน่วย
(29) จุดตัดแกน x คื อ (4, 0)
L
8 0
m 4
6 4

→ = =


สมการคื อ y 4(x 4) y 4x 16 = − → = −
(30) สร้ างสมการเส้นทแยงมุม AC กับ BD
2 6
AC; y 2 ( )(x 1) y 2x
1 3
+
− = − → =
+

1 5
BD; y 1 ( )(x 2) y x 3
2 2
− +
+ = + → = − −
− −

จุดตัดของเส้นทั้งสอง คื อ P( 1, 2) − −
ตอบ
2 2
1 2 5 + =
(31)
A 2
m ,
B 3
= − = − จุ ดตั ดของ x y 1 + =
และ 2x y 5 + = คือ (4, 3) −
ดังนั้ น สมการที่ ต้องการคือ
2
y 3 (x 4) 2x 3y 1 0
3
+ = − − → + + =
(32) ความชันของ 3x 4y 5 0 − + = คื อ
3
4

ความชั นของอีกเส้น คือ
4
3

ผ่านจุดตัดแกน x คือ
5
( , 0)
3
− →
สร้างสมการ
4 5
y (x )
3 3
= − +
จะหาจุ ดตั ดแกน y ของเส้นนี้ได้เป็ น
4 5 20
(0, ) (0, )
3 3 9
− ⋅ = −
(33) ความชันของ 2x 3y 5 0 + + = คื อ
L
2 3
m
3 2
− → =
สมการ L คือ
3
y 5 (x 1)
2
− = − →
จุดตัดแกน x (แทน y ด้วย 0) คื อ
7
( , 0)
3

(34)
M L
m 1 m 1 , = → =
ระยะตัดแกน y ของ N (แทน x 0 = ) คื อ
3
5

L ∴ มีความชัน 1 และผ่านจุด
3
(0, )
5

3 3
y 1 x y x
5 5
→ − = → = +
(35)
1
2 0 1
L ; y ( )(x 2) y x 1
2 2 2

= + → = +
+

2 L2
L ; m 2 y 2(x 2) 2x 4 = − → = − + = − −
3
x y
L ; 1 y 3x 4
(4 / 3) 4
+ = → = −


จะได้ จุดตัด
1 2
L , L คือ ( 2, 0) −
จุดตัด
2 3
L , L คื อ (0, 4) −
จุดตัด
3 1
L , L คื อ (2, 2)
∴ พื้ นที่
2 2
2 0
0 4
2 2
1
2


= ⋅
1
(4 8 8) 10
2
= + + = ตร.หน่ วย
(36)
L1 L2
2
m m
3
= = →
2
2 2 13
L : y 3 (x 2) y x
3 3 3
− = + → = + ..... (1)
L3 3
3 3 2
m L : y 1 (x )
2 2 3
= − → + = − −
3
y x
2
→ = − ..... (2)
สมการเส้ นตรงทั้ งสองตั ดกันที่ จุด
2
( 2, 3) Q − →



C
B
A
1/3
1/8
L
L
2
L
1
L
3
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
110
(37) หาจุด
2 2
A(3, k) 4 3 k → = +
k 7 → = (Quadrant 1 ) A(3, 7) ∴
จากนั้น
OA L
7 3
m m
3 7
= → = − →
3
L : y 7 (x 3)
7
− = − −
7y 3x 16 → = − + → ระยะตั ดแกน
16
x
3
=
(38)
AB
2 1
L AB m 1
1 2
+
⊥ → = = −
− −

L
m 1 L : y 1 1(x 2) → = → + = − →
y x 3 ∴ = −
ระยะตัดแกน x 3 =
ระยะตัดแกน y 3 = −


ก. ความยาวรอบรูป 3 3 3 2 6 3 2 Δ = + + = +
... ถูก
ข. พื้ นที่
1
3 3 4.5
2
Δ = × × = ตร.หน่วย ... ถูก
(39)
2 2
|AB| 6 3 45, = + =
2 2 2 2
|BC| 2 11 125, |AC| 4 8 80 = + = = + =
จุดกึ่ งกลางของด้ านที่สั้ น คือ กึ่งกลาง AB →
2 4 5 8 13
( , ) (1, )
2 2 2
− + +
=
และกึ่งกลาง
2 2 5 3
AC ( , ) (0, 1)
2 2
− + −
→ =
ดังนั้ นสมการเส้ นตรง คือ
13/2 1
y 1 ( )(x)
1 0

− =


11
y x 1
2
→ = +
ตอบ ระยะตั ดแกน
2
x ,
11
= − แกน y 1 =
(40)
x y
1
2b b
+ = → ผ่านจุ ด (1, 3)
จะได้
1 3 7
1 b a 7
2b b 2
+ = → = ∴ =
สมการเส้ นตรงนี้ คือ
x y
1 x 2y 7 0
7 (7 / 2)
+ = → + − =








(41)
x y
1
a 9 a
+ = →

ผ่านจุด ( 2, 4) −
จะได้
2
2 4
1 a 3a 18 0
a 9 a

+ = → − − =


→ ได้ a 6, 3 = −
ถ้า a 6 b 3 = → = → สมการคื อ
x y 1
1 y x 3
6 3 2
+ = → = − +
ถ้า a 3 b 12 = − → = → สมการคือ
x y
1 y 4x 12
3 12
− + = → = +
ตอบ ความชัน
1
2
− ตัดแกน x ที่ (6, 0)
หรือ ความชั น 4 ตัดแกน x ที่ ( 3, 0) −
(42) L : y 0.5(x 3) = + → จุด A คือ (0, 1.5)
L AB
m 0.5 m 2 → = ∴ = −
AB : y 1.5 2(x) y 2x 1.5 − = − → = − +
เส้นตรงขนานแกน y ผ่านจุ ด B
ตัดแกน x ที่ ( 3, 0) −
แสดงว่าจุด B เป็น ( 3, y) −
ดังภาพ

หาจุด B จากสมการ AB ได้ เป็น
B( 3, 7.5) |BC| 7.5 − → ∴ =
(43) หาพิกั ดจุ ด B โดยสร้ างสมการ AB และ
BC นํามาแก้ หาจุ ดตั ด..
3 3 19
AB : y 5 (x 3) y x
2 2 2
− = + → = +
2 2 4
BC : y 4 (x 4) y x
3 3 3
+ = − − → = − −
หาจุดตัด (จุด B ) ได้เป็ น ( 5, 2) −
∴ พื้ นที่
1
|AB| |BC|
2
Δ = × ×
2 2 2 2
1 1
2 3 9 6 13 3 13
2 2
= × + × + = × ×
19.5 = ตร.หน่วย
หมายเหตุ หาพิ กัดจุ ด B โดยความชันก็ได้
AB
3 y 5 3
m
2 x 3 2

= → =
+

BC
2 y 4 2
m
3 x 4 3
+
= − → = −


ซึ่งรูปสมการก็เหมือนกับการสร้างเส้นตรงอยู่ นั่นเอง..
(44) 2x 3y 6 − = คื อ 4x 6y 12 0 − − = →
ระยะห่ าง
2 2
| 12 ( 25) | 13 13
2 42
4 6
− − −
= = =
+




3
3
3 2
B(-3,y)
C(-3,0)
L
A
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
111
(45) สมมติเส้นตรงที่ต้ องการ 3x 4y K 0 − + =
จะได้
2 2
| 5 K |
1 5 5 K
3 4
− −
= → ± = − −
+

ดังนั้ น K 0 → = หรื อ 10 −
คําตอบคื อ 3x 4y 0 − = หรื อ 3x 4y 10 0 − − =
แต่โจทย์ให้ Ax 2y C 0 + + =
จึงต้ องนํา -1/2 คู ณสมการให้กลายเป็น
3
x 2y 0
2
− + = กับ
3
x 2y 5 0
2
− + + =
ดังนั้ นตอบ C 0 = หรื อ 5
(46) L อยู่ ตรงกลางระหว่าง
1 2
L , L พอดี แสดงว่า
ห่างด้ านละ 2 หน่ วย → หาสมการ
1 2
L , L โดย
2 2
| 15 C |
2 15 C 26
12 5
− −
= → − − = ±
+

ดังนั้ น C 11 = หรื อ 41 − ... สมการ
1 2
L , L คื อ
12x 5y 11 0, 12x 5y 41 0 − + = − − =
มีส่วนตัดแกน x (ระยะตัดแกน x )
11
12
= − และ
41
12
→ ตอบ
11 41
2.5
12
− +
=
(47) สมการ
3 4
BC : y 4 ( )(x 5)
2 5
− −
− = −


7x 3y 23 0 → − − =
ระยะจาก A มาตั้ งฉาก BC หาจาก
2 2
| 7( 2) 3(1) 23 | 40
58
7 3
− − −
=
+
หน่วย
(48)
2 2
| 5( 3) 12(2) 3 k |
4
5 12
− − + −
=
+

52 36 k k 16, 88 → ± = − − → = −
ดังนั้ นตอบ 72 −
(49) ให้จุ ดที่ ต้องการคือ (x, y) →
2x 15
2x 4y 15 y
4

− = → = แทนค่ าในสมการ
ระยะทางจากจุดไปยังเส้ นตรง
2 2
2x 15
| 3x 4( ) 10 |
4
3
3 4

+ −
→ =
+

15 5x 25 → ± = − ..จะได้ x = 2 หรือ 8
ถ้า x 2 y 11 / 4 = → = −
ถ้า x 8 y 1 / 4 = → =
ดังนั้ นตอบว่า
11
(2, )
4
− และ
1
(8, )
4

(50)
5 (2/ 3)
tan 1 45
1 5(2/ 3)

= = → ∴ = °
+
θ θ


(51)
L1
2 1 1
m
3 0 3

= =


แสดงว่า L
1
ทํามุ ม 60° กับแนวนอน
ในลักษณะดังภาพ
L2
3 4
m 1
2 1

= = −


แสดงว่า L
1
ทํามุ ม 45° กับแนวนอน
ในลักษณะดังภาพ
ดังนั้ น เส้นตรงทั้ งสอง
ทํามุมกั น 75° ดังภาพ

(52)
1 L1
L ; y 3(x 1) m 3 = − → =
L1 L2
L1 L2
m m
tan 30
1 m m

→ ° =
+

จะได้
L2
L2
L2
1 3 m 1
m
3 1 3m 3

= → =
+

2
1
L : y x
3
→ = (ผ่านจุ ดกํ าเนิ ด)
ดังนั้ นหาจุ ด C (จุ ดตั ดของ
1 2
L , L )
ได้เป็น
3 3
( , )
2 2

2 2
3 3
|CO| ( ) ( ) 3
2 2
→ = + =
(53)
| 3x 4y 1 | | 4x 3y 6 |
5 5
+ + − −
=
3x 4y 1 (4x 3y 6) → + + = ± − −
ดังนั้ นตอบ x 7y 7 0 − − = และ 7x y 5 0 + − =
(54) A( 2, 0), B(0, 6) − →
6
AB : y ( )(x 2) y 3x 6
2
= + → = +
(55)
1 5 0 8
P( , ) ( 2, 4), Q(1, 8)
2 2
− +
= − →
4
PQ : y 4 ( )(x 2) 4x 3y 20 0
3
− = + → − + =
เส้นตรงตั้งฉากกั บ PQ จะต้องมี ความชัน 3/ 4 −
แต่โจทย์ไม่บอกว่ าผ่านจุ ดอะไร จึ งตอบติ ดค่ า C ไว้
ดังนี้ 3x 4y C 0 + + =
(56)
L
m 1 = → สร้างสมการเส้นตรงตั้งฉากกับ
L และผ่ านจุด ( 2, 1) − ได้เป็น
y 1 1(x 2) y x 1 − = − + → = − −
พบว่าตัดกับ L (ตั้งฉาก) ที่จุ ด
1 1
( , )
2 2
− −
ดังนั้ น โพรเจคชั นของ (-2,1) บน L คือ
1 1
( , )
2 2
− −
[หมายเหตุ เนื่ องจากเป็นเส้นตรง y=x จึงสามารถใช้
สูตรลัดได้ด้ วยว่ า
2 1 2 1 1 1
( , ) ( , )
2 2 2 2
− + − +
= − − ]

60°
L
1

45°
L
2

60°
L
1

45°
L
2

75°
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
112
(57) วิธีคิ ดเช่ นเดียวกับข้ อที่ แล้ว
L
4
m
5
= → สร้ างเส้นตั้งฉากและผ่ าน (0, 7) ได้เป็น
5
y 7 x
4
− = −
พบว่า ตั ดกับ L ที่ จุด (4, 2) ... ดังนั้ นตอบ (4, 2)
(58.1) (h, k) (4, 3) = −
(58.2) y 2 |x 1| (h, k) ( 1, 2) + = + → = − −
(58.3)
2 2
(x 2x 1) (y 4y 4) 9 5 1 4 + + + − + = − + +
2 2
(x 1) (y 2) 1 (h, k) ( 1, 2) → + + − = → = −
(59.1) (h, k) (3, 4) =
2 2
r (3 1) (4 1) 13 = − + − =
ดังนั้ น สมการวงกลมคื อ
2
2 2
(x 3) (y 4) 13 → − + − =
กระจายได้
2 2
x 6x 9 y 8y 16 13 0 − + + − + − =
2 2
x y 6x 4y 12 0 → + − − + =
(59.2)
1 2 1 2
(h, k) ( , ) (1.5, 1.5)
2 2
+ +
= =
2 2
(2 1) (2 1) 2
r
2 2
− + −
= =
2 2 2
2
(x 1.5) (y 1.5) ( )
2
→ − + − =
2 2
x 3x 2.25 y 3y 2.25 0.5 → − + + − + =
2 2
x y 3x 3y 4 0 → + − − + =
(59.3) หาจุดศู นย์กลาง C(h, k) → ห่ างจากจุ ด
กําเนิ ด (0, 0) และ (1, 1) เป็นระยะเท่ากัน
2 2 2 2
(h 1) (k 1) h k − + − = +
2 2 2 2
h 2h 1 k 2k 1 h k → − + + − + = +
h k 1 → + = ..... (1)
และ CO ตั้งฉากกับ y 2x (m 2) = =
ดังนั้ น
CO
1 k 1
m
2 h 2
= − → = − ..... (2)
แก้ระบบสมการได้ (h, k) (2, 1) = −
2 2
r 2 1 5 ∴ = + = และสมการวงกลมคือ
2
2 2
(x 2) (y 1) 5 − + + =
2 2
x 4x 4 y 2y 1 5 → − + + + + =
2 2
x y 4x 2y 0 → + − + =








(59.4) รู้จุ ดผ่าน 3 จุ ด ต้องแก้ ระบบสมการ 3
สมการ เพื่อหา D, E, F ดังนี้
2 2
x y Dx Ey F 0 + + + + =
2 2
( 6) (3) D( 6) E(3) F 0 − + + − + + = ..... (1)
2 2
(2) (3) D(2) E(3) F 0 + + + + = ..... (2)
2 2
( 2) (7) D( 2) E(7) F 0 − + + − + + = ..... (3)
แก้ระบบสมการได้ D 4, E 6, F 3 = = − = −
ดังนั้ นตอบ
2 2
x y 4x 6y 3 0 + + − − =
(59.5) หาจุดตั ดของวงกลมทั้งสองก่ อน
โดยนําสมการลบกันเป็ น 5x 5y y x = → =
แทนค่าเข้าไปอีกครั้งในสมการใดสมการหนึ่ง
ได้เป็น x 2 y 2 = → =
หรือ x 2 y 2 = − → = −
∴ จุดตัดมี สองจุ ด คือ (2, 2), ( 2, 2) − −
ต่อมา หาสมการวงกลมที่ผ่ านจุด
(1, 5), (2, 2), ( 2, 2) − − − โดยคิ ดวิ ธีเดี ยวกับข้อที่ แล้ว
(
2 2
x y Dx Ey F 0 + + + + = )
แก้ 3 สมการได้ D 3, E 3, F 8 = − = = −
ดังนั้ นตอบ
2 2
x y 3x 3y 8 0 + − + − =
(60)
2 2
3x 3y 11x 15y 9 + + + = − →
2 2
11
x y x 5y 3 0
3
+ + + + =
จะได้ว่ าเส้ นสัมผั สจากจุ ด (0, 1) มีความยาว
2 2
11
(0) (1) (0) 5(1) 3 9 3
3
= + + + + = = หน่วย
(61.1) m
รัศมี

2 0
1
2 0

= =

→ m
เส้นสัมผัส
1 = −
y 2 1(x 2) x y 4 → − = − − → + =
(61.2) r 17, C(h, k) (0, 0) = = →
สร้างสมการเส้ นตรงผ่ าน (0, 0) และ m 4 =
จะได้ y 4x = จากนั้ น
ขยับเส้นตรงนี้ ออกไปจากเดิม
เป็นระยะ 17 หน่ วย
จะได้ว่ า
2 2
| C 0 |
17 C 17, 17
4 1

= → = − →
+

ดังนั้ นตอบ y 4x 17 = ±








Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
113
(61.3) วิธีแรก สมการเส้ นตรงผ่ าน ( 1, 8) − คื อ
y 8 m(x 1) y mx m 8 − = + → = + +
เส้นตรงเส้นนี้ สัมผัสวงกลม
2 2
x y 16 + = แสดงว่า
ตัดวงกลมเพียงจุ ดเดียว นั่นคื อ สมการ
2 2
x (mx m 8) 16 + + + = จะต้องมีคํ าตอบเดียว
กระจายสมการได้เป็น
2 2 2 2
(m 1) x (2m 16m) x (m 16m 48) 0 + + + + + + =
นั่นคื อ
2
B 4AC 0 − = ได้
4
m
3
= − หรื อ
12
5

ตอบ 4x 3y 20, 12x 5y 52 + = − = −
วิธีที่ สอง คิดโดยหาระยะทางจากจุด ( 1, 8) − ไป
สัมผัสวงกลม
2 2
x y 16 + = ก่ อน ได้เป็ น
2 2
( 1) 8 16 7 − + − = หน่วย
จากนั้นหาจุ ดสัมผัสบนวงกลมซึ่งอยู่ห่ างจาก ( 1, 8) −
เป็นระยะ 7 หน่ วย
2 2
(x 1) (y 8) 7 → + + − =
2 2 2
(x 1) (y 8) 7 → + + − =
(เป็นสมการวงกลมรัศมี 7 จากจุด ( 1, 8) − นั่ นเอง)
→ นําไปตั ดกับ
2 2
x y 16 + = แก้ระบบสมการได้
48 20 16 12
x y , x y
13 13 5 5
= − → = = → =
∴ จุดสัมผั ส คื อ
48 20
( , )
13 13
− กับ
16 12
( , )
5 5

จากนั้นสร้ างสมการเส้นสัมผัสได้ (ระหว่าง 2 จุ ด)
( 1, 8) − กับ
48 20
( , )
13 13
− → ได้ 12x 5y 52 − = −
( 1, 8) − กับ
16 12
( , )
5 5
→ ได้ 4x 3y 20 + =
(62.1) หาพิกั ดของจุดศูนย์กลาง (h, k) โดย
ก. ระยะทางจาก (h, k) ไปยัง
(6, 2) เป็น 4 หน่ วย
2 2
(h 6) (k 2) 4 → − + − =
ข. ระยะทางจาก (h, k) ไปยัง
(2, 1) − เป็น 3 หน่ วย
2 2
(h 2) (k 1) 3 → − + + =
แก้ระบบสมการได้ (h, k) (2, 2) = หรื อ
122 46
( , )
25 25

แต่ในที่นี้ ต้องการ (h, k) ใน
1
Q จึงเป็ น (2, 2)
เท่านั้น... และตอบว่า
2 2 2
(x 2) (y 2) 2 − + − =
(62.2) วงกลม
2 2
x y 4x 2y 1 0 + − + + = จัด
รูปได้เป็ น
2 2 2
(x 2) (y 1) 2 − + + =
ดังนั้ น จุดศูนย์กลาง (h, k) ที่ต้ องหาในข้อนี้
จะมีสมการระยะทางเป็น
ก. (h, k) ไปยัง (2, 1) − เป็น 3 หน่ วย
(รัศมีวงกลม 2 วง รวมกัน 2 1 3 + = )
2 2
(h 2) (k 1) 3 → − + + = ..... (1)
ข. (h, k) ไปยังเส้ นตรง y x 2 = + เป็น 1 หน่วย
2 2
| h k 2 |
1
1 1
− +
→ =
+
..... (2)
แก้ระบบสมการได้ (h, k) (2, 2) = หรื อ ( 1, 1) − −
จึงตอบว่า
2 2 2
(x 2) (y 2) 1 − + − = หรื อ
2 2 2
(x 1) (y 1) 1 + + + =
(62.3) ระยะทางจากจุ ด C(h,k) ไปยังเส้ นตรงทั้ ง
สาม จะต้องเท่ ากัน (เพราะเป็นรั ศมีวงกลม) นั่ นคือ
2 2 2 2
| 2h 3k 21 | | 3h 2k 6 |
2 3 3 2
− + − −
=
+ +

2 2
| 2h 3k 9 |
r
3 2
+ +
= =
+

แก้ระบบสมการทีละคู่ ได้ (h, k) (25, 2) = หรือ
( 1, 2) − หรื อ ( 7.5, 34.5) − หรือ ( 7.5, 4.5) − −
แต่จากการวาดกราฟคร่ าวๆ จะทราบว่า จุ ด (h, k) ที่
อยู่ภายใน Δ นี้จริ งๆ คื อ ( 1, 2) − เท่ านั้น
จะได้ r 13 = →
2 2
(x 1) (y 2) 13 + + − =
(63) จาก
2 2
(x 6x) (y 8y) k − + + = − →
2 2
(x 6x 9) (y 8y 16) k 9 16 − + + + + = − + +
2 2
(x 3) (y 4) 25 k → − + + = −
จะเป็นสมการวงกลมเมื่อ 25 k 0 k 25 − > → <
(64) คิดแบบเดี ยวกับข้อ 61.3 (วิธีแรก)
y kx → = สัมผั ส
2 2 2
x y 14x 49 k + − + =
แสดงว่า ตั ดกราฟแค่ จุดเดียว (ระบบสมการมีคํ าตอบ
เดียว) → แก้ระบบสมการได้
2 2 2
x (kx) 14x 49 k 0 + − + − =
2 2 2
(k 1) x 14x 49 k 0 → + − + − =
ต้องการ
2
B 4AC 0 − = จะได้ว่ า
2 2 2
14 4(k 1)(49 k ) 0 − + − =
k 0, 4 3, 4 3 → = −
โจทย์ต้ องการ k 0 > เท่านั้น จึงตอบ 4 3
(65)
2 2
x 4x 2 (y 8y 9) + + = − + + →
2 2
(x 4x 4) (y 8y 16) 2 9 4 16 + + + + + = − − + +
2 2 2
(x 2) (y 4) 3 → + + + =
เป็นสมการวงกลม ซึ่งมีจุ ดศูนย์ กลางที่ C( 2, 4) − −
หาสมการเส้นตรง OC ได้เป็น
4
y x y 2x
2

= → =


หาสมการวงกลมที่มี OC เป็นเส้นผ่านศูนย์กลาง
2 0 4 0
(h, k) ( , ) ( 1, 2)
2 2
− + − +
→ = = − −
2 2 2 2
r 1 2 5 (x 1) (y 2) 5 = + = → + + + =


2
2
1
2
(6,2)
(2,-1)
(h,k)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
114
(66)
2 2
x y 4x 2y 4 + − + =
มีจุดศูนย์ กลางที่ (2, 1) −
ดังนั้ นสมการเส้ นตรงคื อ
4
y 1 (x 2)
3
+ = − −
แก้ระบบสมการหาจุดตัดของเส้ นตรงกับวงกลม
ได้เป็น A(0.2, 1.4) และ B(3.8, 3.4) − →
พื้นที่
0.2 1.4
1 2
3.8 3.4
0.2 1.4
1
ABD
2
− −

Δ = ⋅
1
(0.68 7.6 1.4 5.32 3.4 0.4)
2
= × + + + + −
9 = ตร.หน่ วย
(67)
2
(x 1) (1 y)(1 y) − = − + →
2 2 2 2 2
(x 1) (1 y ) (x 1) y 1 − = − → − + =
(เป็นรูปวงกลม) ... ให้ หาสมการซึ่ ง (x, y) เป็นจุ ด
ศูนย์กลางวงกลมที่สัมผั สวงกลมนี้ และผ่ าน ( 1, 0) −
แสดงว่าระยะทางจากจุ ด (x, y) ไปยัง ( 1, 0) r − =
และระยะทางจากจุด (x, y) ไปยัง (1, 0) r 1 = +
จะได้
2 2 2 2
(x 1) y 1 (x 1) y + + + = − + →
2 2 2 2 2 2
x 2x 1 y 2 (x 1) y 1 x 2x 1 y + + + + + + + = − + +
2 2
2 (x 1) y 4x 1 → + + = − − จากนั้ นยกกํ าลังสอง
2 2 2
4(x 1) 4y 16x 8x 1 → + + = + +
2 2
12x 4y 3 → − = เป็ นสมการที่ต้ องการ
(68.1) แสดงว่า อ้ อมแกน x และ c 7 =
2
(y 3) 4(7)(x 2) → − = +
2
y 28x 6y 47 0 → − − − =
(68.2) แสดงว่ าอ้อมแกน x และ c 3 = −
(เพราะอัตราส่วนระยะโฟกัส ต่อความยาวเลตั สเรก
ตัมต้ องเป็ น 1 : 4 เสมอ จึงไม่ใช่ อ้อมแกน y)
2 2
y 4( 3)(x) y 12x 0 → = − → + =
(68.3) แกน x เป็นแกนสมมาตร แสดงว่ าอ้อมแกน
x ... จะได้
2
y 4cx =
แทนค่า ( 4, 6) − − เพื่อหาค่า c
36 4c( 4) 4c 9 → = − → = −
ตอบ
2 2
y 9x y 9x 0 = − → + =
(68.4) แกนสมมาตรตั้งฉากแกน x แสดงว่าอ้อม
แกน y ... จะได้
2
(x 2) 4c(y 3) − = +
แทนค่า (8, 2.1) − เพื่อหาค่า c
36 4c(0.9) 4c 40 = → =
ตอบ
2
(x 2) 40(y 3) − = +
2
x 4x 40y 116 0 → − − − =



(68.5) แสดงว่ าอ้อมแกน y จะได้
2
(x 5) 4c(y 2) − = + แทนค่ า (3, 0) เพื่ อหาค่ า c
4 4c(2) 4c 2 = → =
ตอบ
2
(x 5) 2(y 2) − = +
2
x 10x 2y 21 0 → − − + =
(68.6) Directrix : x 2, F(2, 2) = − แสดงว่าอ้ อม
แกน x, หาจุดยอดได้ เป็น (0, 2) [กึ่งกลางระหว่าง
โฟกัสกับไดเรกตริกซ์ ] ดังนั้ น c 2 =
ตอบ
2
(y 2) 4(2)(x) − =
2
y 8x 4y 4 0 → − − + =
(68.7) อ้อมแกน
2
x y Dx Ey F 0 → + + + = หา
ค่า D, E, F โดยแทนค่า (1, 3), (9, 1), และ (51, 2) −
จะได้ว่ า
2
(3) D(1) E(3) F 0 + + + = ..... (1)
2
(1) D(9) E(1) F 0 + + + = ..... (2)
และ
2
( 2) D(51) E( 2) F 0 − + + − + = ..... (3)
แก้ระบบสมการได้
1 19
D , E 6, F
2 2
= − = − =
ดังนั้ น ตอบ
2
1 19
y x 6y 0
2 2
− − + =
2
2y x 12y 19 0 → − − + =
(68.8) ลองพล็ อตกราฟ
คร่าวๆ จะรู้ว่ าเป็ นพาราโบลา
อ้อมแกน y เท่ านั้ น จึ งตั้ง
สมการว่ า
2
x Dx Ey F 0 + + + = → แทนค่ าจุดทั้งสามเพื่อแก้
ระบบสมการเช่ นเดียวกับข้ อที่แล้ว ได้คํ าตอบเป็น
D 2, E 1, F 3 = = − = →
ดังนั้ น ตอบ
2
x 2x y 3 0 + − + =
(69)
2 2
3
2x 3y 0 x y
2
+ = → = −
2
3
x 4( )y
8
→ = − เป็นพาราโบลาคว่ํา
มีจุดยอดที่ V(0, 0) จุ ดโฟกัสที่
3
(0, )
8

ตอบ
2 2
3 1,465
4 (3 )
8 8
+ − = หน่วย
(70.1)
2
x 4(3)y = →จุดยอด (0, 0) อ้ อมแกน y
ตอบ จุดโฟกัส F(0, 3), ความกว้ างที่จุ ดโฟกัส
4(3) 12 = = หน่วย, สมการไดเรกตริกซ์
y 3 y 3 0 = − → + =





(0,3) (-2,3)
(3,18)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
115
(70.2)
2
y 10y 25 12x 61 25 − + = − − +
2
(y 5) 4( 3)(x 3) → − = − + → อ้ อมแกน x
ตอบ จุ ดยอด V( 3, 5), − จุดโฟกัส F( 6, 5), −
ความกว้าง ณ โฟกัส 12, = สมการไดเรกตริ กซ์
x 3 3 0 = − + = (ก็คื อแกน y)
(70.3) Directrix: x 1 =
จุดยอด (4, 2) แสดงว่ า
เปิดขวา, c 3 = →
ดังนั้ นจุ ด F(7, 2)
(70.4)
1 7
V(0, ), F(0, )
3 6
− แสดงว่ า หงาย,
7 1 3
c ( )
6 3 2
= − − =
2
3 1
x 4( )(y )
2 3
→ = + →
หาจุดตัดแกน x; แทน y ด้ วย 0 จะได้
2
3 1
x 4( )( ) 2 x 2
2 3
= = → = ±
ดังนั้ น ตอบ ( 2, 0), ( 2, 0) −
(71.1) พาราโบลา มี y 4 = − เป็น Directrix, มี
F( 2, 8) − → อ้ อมแกน y → หาจุ ดยอดได้เป็ น (จุ ด
กึ่งกลางระหว่ าง F กับ Directrix) V( 2, 2) −
c 6 → = ดังนั้นได้สมการ
2
(x 2) 4(6)(y 2) + = −
2
x 4x 24y 52 0 → + − + =
(71.2) เทคนิ คการคิ ด คือ ขยับเส้นตรง x 4 = −
ไปทางขวาเข้ าหาจุด F(3, 1) เป็ นระยะ 5 หน่วย จะ
ได้ Directrix: x 4 5 1 = − + = → อ้ อมแกน x
จุดยอดคือ V(2, 1) c 1 → = → ได้สมการเป็ น
2
(y 1) 4(1)(x 2) − = −
2
y 4x 2y 9 0 → − − + =
(72)
2
(x 1) 4(1)(y) − =
อ้อมแกน y, จุ ดยอด V(1, 0) → จุ ดโฟกั ส F(1, 1)
หาจุดบนโค้ งนี้ ที่ ห่างจาก F(1, 1) อยู่ 13 หน่วย
สมมติจุ ดนั้ นเป็ น (a, b) จะได้ว่ า
2 2
13 (a 1) (b 1) = − + − ..... (1)
และ
2
(a 1) 4b − = ..... (2)
แก้ระบบสมการได้ b 12, 14 = −
ถ้า b 12 a 1 4 3 = → = ±
จุด (a, b) (1 4 3, 12) = + หรือ (1 4 3, 12) −
ถ้า b 14, = − เป็นไปไม่ได้ (หาค่า a ไม่ได้)
∴ ห่ างจากแกน x อยู่ 12 หน่วย
(73) แก้ระบบสมการหาจุดตัดได้ เป็น (8, 8) กับ
(2, 4) − ดังนั้นความยาวคอร์ ดที่เกิดขึ้น
2 2
6 12 180 6 5 = + = = หน่วย


(74)
2
y 4y 4 4x 8 4 − + = + +
2
(y 2) 4(1)(x 3) → − = + → อ้ อมแกน x, จุดยอด
V( 3, 2) − และจุ ดโฟกัส F( 2, 2) − →
สมการเส้ นตรงที่ ต้องการคือ
6 2
y 6 ( )(x 1) 4x 3y 14 0
1 2

− = − → − + =
+

(75)
2 2
(x 6x 9) (y 2y 1) 6 9 1 − + + + + = + +
2 2
(x 3) (y 1) 16 → − + + = → จุดศู นย์กลางคือ
C(3, 1) − → หาพาราโบลาที่ มี Directrix: y 5, =
โฟกัส F(3, 1) − → อ้อมแกน y
จุดยอดคือ V(3, 2) c 3 → = − → สมการที่ได้
2
(x 3) 4( 3)(y 2) − = − − →
2
x 6x 12y 15 0 − + − =
(76) แก้ระบบสมการหาจุดตัดได้ เป็น (0, 0) กับ
( 3, 3) − − → หาพาราโบลาที่ ผ่าน 2 จุดนี้ และแกน
สมมาตรคื อแกน x → แสดงว่ า (0, 0) เป็ นจุดยอด
จะได้
2
(y) 4c(x) = → แทน ( 3, 3) − − เพื่ อหาค่ า c
9 4c( 3) 4c 3 → = − → = −
ดังนั้ น ตอบ
2 2
y 3x y 3x 0 = − → + =
(77)
2
y 4y 4 8x 20 4 − + = − + +
2
(y 2) 4( 2)(x 3) → − = − − → อ้ อมแกน x,
จุดยอด V(3, 2), จุดโฟกั ส F(1, 2) → ไดเรกตริกซ์
x 3 2 5 = + = → จุดตัดของไดเรกตริกซ์กับแกน
สมมาตร ก็คือ P(5, 2) ดังนั้ น โจทย์ให้หาวงกลมที่
ผ่านจุด (0, 0), (1, 2), (5, 2) →
แก้ระบบสมการ หา D, E, F จาก
2 2
x y Dx Ey F 0 + + + + =
เช่นเดียวกับโจทย์ข้อ (59.4),(59.5) ได้เป็ น
1
D 6, E , F 0
2
= − = = → สมการวงกลมที่ ได้ คื อ
2 2
1
x y 6x y 0
2
+ − + = → จัดรูปเพื่อหารัศมี
2 2
1 1 1
(x 6x 9) (y y ) 9
2 16 16
− + + + + = + ดังนั้น
กําลั งสองของรัศมีวงกลม
1 145
9
16 16
= + =
(78) วาดพาราโบลาลงบนแกน
เพื่อช่ วยคํ านวณ โดยให้เปิ ดขวา
และมีจุดยอดที่ (0, 0) จะได้
สมการเป็น
2
y 4cx = →
หาค่า c จากจุ ดที่ผ่าน คือ (6, 4)
16 4c(6) → =
16 2
c
24 3
→ = =
∴ระยะโฟกั ส
2
3
= หน่ วย

(4,2)
x=1
(6,4)
(6,-4)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
116
(79.1) C(3, 1), a 4, b 3, − = = รีตามแกน y
2 2
2 2
(y 1) (x 3)
1
4 3
+ −
→ + =
2 2
9(y 1) 16(x 3) 144 → + + − =
2 2
16x 9y 96x 18y 9 0 → + − + + =
(79.2) C(0, 0), V(0, 8) แสดงว่ า a 8 = และ
รีตามแกน y, F(0, 5) − แสดงว่า c 5 =
2 2
b 8 5 39 → = − = จะได้ สมการเป็ น
2 2
2 2
2
y x
1 64x 39y 2496
39 8
+ = → + =
(79.3) V( 4, 2), (2, 2) − แสดงว่ า รี ตามแกน x และ
จุดศูนย์ กลาง C( 1, 2) a 3 − → =
2 2
2 2
(x 1) (y 2)
1
3 2
+ −
→ + =
2 2
4(x 1) 9(y 2) 36 → + + − =
2 2
4x 9y 8x 36y 4 0 → + + − + =
(79.4) C( 2, 1), F( 2, 4) − − แสดงว่ ารีตามแกน y
และ C 3 , = ผ่านจุ ด ( 6, 1) − แสดงว่าจุดปลายแกน
โทเป็น B( 6, 1) −
จะได้
2 2
b 4, a 3 4 5 = = + = →
2 2
2 2
(y 1) (x 2)
1
5 4
− +
+ =
2 2
16(y 1) 25(x 2) 400 → − + + =
2 2
25x 16y 100x 32y 284 0 → + + − − =
(79.5) C(2, 1), V(2, 4) − แสดงว่ า รี ตามแกน y
และ a 5 , = ค่า c : a 2: 5 = แสดงว่า c 2 =
2 2
b 5 2 21 → = − = ดังนั้นได้สมการ
2 2
2
(y 1) (x 2)
1
21 5
− −
→ + =
2 2
21(y 1) 25(x 2) 525 → − + − =
2 2
25x 21y 100x 42y 404 0 → + − − − =
(80.1) นํา 36 หาร
2 2
x y
1
9 4
→ + = →
รีตามแกน x
2 2
(a 3, b 2 c 3 2 5) = = → = − =
ตอบ C(0, 0), V(3, 0), ( 3, 0), −
F( 5, 0), ( 5, 0), B(0, 2), (0, 2) − −








(80.2)
2 2
9(x 6x 9) 5(y 10y 25) − + + − +
26 81 125 = − + +
2 2
9(x 3) 5(y 5) 180 → − + − =
นํา 180 หาร
2 2
(x 3) (y 5)
1
20 36
− −
→ + =
รีตามแกน y (a 6, b 20, c 4) = = =
ตอบ C(3, 5), V(3, 5 6) ±
F(3, 5 4), B(3 20, 5) ± ±
(80.3)
2 2
5(x 2x 1) 9(y ) 40 5 − + + = +
2 2
5(x 1) 9y 45 → − + = →
นํา 45 หาร
2 2
(x 1) y
1
9 5

→ + =
รีตามแกน x (a 3, b 5, c 2) = = =
ตอบ C(1, 0), V(1 3, 0), F(1 2, 0), B(1, 5) ± ± ±
(81.1) F(4, 0), ( 4, 0) − แสดงว่ า รี ตามแกน x
c 4, C(h, k) (0, 0) = = → ระยะทางรวมเป็ น 12
แสดงว่า
2 2
a 6 b 6 4 20 = → = − =
สมการที่ ต้องการคือ
2 2
2
x y
1
20 6
+ =
2 2
5x 9y 180 → + =
(81.2) F(2, 7), (2, 1) แสดงว่ ารีตามแกน y
c 3, C(h, k) (2, 4) = = → ระยะทางรวม เป็น 10
แสดงว่า
2 2
a 5 b 5 3 4 = → ∴ = − = →
สมการที่ ต้องการ คือ
2 2
(y 4) (x 2)
1
25 16
− −
+ =
2 2
25x 16y 100x 128y 44 0 → + − − − =
(82.1) รูปวงรี (เพราะตรงตามนิยามของวงรี พอดี)
(82.2) 6 2c c 3 = → =
10 2a a 5 b 4 = → = ∴ =
ได้สมการ
2 2
2 2
x y
1
5 4
+ =
2 2
16x 25y 400 → + =
(83)
2 2
4(x 12x 36) 9(y 8y 16) − + + + +
144 144 144 = − + +
2 2
4(x 6) 9(y 4) 144 → − + + = เป็นสมการวงรี ที่มี
C(h, k) (6, 4) = − → หาสมการเส้นตรงที่ผ่ าน
(6, 4) − และตั้ งฉากกับ
3
3x 4y 5 (m )
4
+ = = −
แสดงว่า
L
4 4
m y 4 (x 6)
3 3
= → + = −
ตอบ 4x 3y 36 0 − − =



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
117
(84)
2 2
(x 4x 4) 3(y ) 2 4 − + + = +
2 2
2 2
(x 2) y
(x 2) 3y 6 1
6 2

→ − + = → + = →
รีตามแกน x C(h, k) (2, 0), c 6 2 2 = = − =
F(2 2, 0) (4, 0) ∴ ± = กับ (0, 0) → โจทย์ให้หา
ระยะระหว่างเส้ นตรงที่ผ่าน (4, 0) และผ่าน (0, 0)
โดยทํ ามุม 45° กับแกน x
ดังภาพ
d 4 sin 45 ∴ = °
2 2 = หน่วย

(85)
2 2
1
kx 4(y y ) 8 1
4
+ − + = +
2 2
1
kx 4(y ) 9
2
→ + − =
2
2
2 2
1
(y )
x
2
1
(3 / 2) (3 / k)

→ + =
พบว่าต้องรีตามแกน x
จึงจะเกิด Δ ได้ ดั งภาพ

2 2
9 9
c a b
k 4
= − = −
∴ พื้ นที่
3 7 1 9 9 3
(2 ) ( )
4 2 k 4 2
Δ = = ⋅ − ⋅
9
k
4
→ =
(86) ตั้งแกนไว้ให้จุ ด C(h, k) (0, 0) = จะได้ ว่า
2 2
2 2
x y
1
2 1
+ = โจทย์ถามตํ าแหน่ง P ซึ่งห่ างจาก
ปลายหนึ่ง 80 ซม. → แสดงว่า x 1.2 = → หา
ค่าความสูง
2 2
2 2
(1.2) y
y 1
2 1
→ + =
y 0.8 → = จึ งตอบว่า สู งจากพื้น 80 ซม.
(87.1) C( 3, 1), V(2, 1) − แสดงว่า อ้อมแกน x
a 5, = แกนสังยุ คยาว 6 หน่วย แสดงว่ า
b 3 = → สมการคื อ
2 2
2 2
(x 3) (y 1)
1
5 3
+ −
− =
2 2
9x 25y 54x 50y 169 0 → − + + − =
(87.2) F( 1, 6), ( 1, 4) − − − แสดงว่ า อ้อมแกน y
C(h, k) ( 1, 1) c 5 = − − → = ... แกนตามขวางยาว
6 หน่วย แสดงว่ า
2 2
a 3 b 5 3 4 = → = − =
สมการคื อ
2 2
2 2
(y 1) (x 1)
1
3 4
+ +
− =
2 2
16y 9x 32y 18x 137 0 → − + − − =
(หรือนํา -1 คู ณ กลายเป็น
2 2
9x 16y 18x 32y 137 0 − + − + = ก็ได้)
(87.3) F(0, 4), (0, 4) − แสดงว่ า อ้อมแกน y
C(0, 0), c 4 = ... จุด B(3, 0) แสดงว่ า
2 2
b 3 a 4 3 7 = → = − =
สมการคื อ
2 2
2
y x
1
7 3
− =
2 2
9y 7x 63 0 → − − =
(หรือ
2 2
7x 9y 63 0 − + = ก็ได้)
(88.1)
2 2
9x 4y 36 − = → นํ า 36 หาร
2 2
x y
1
4 9
→ − = → อ้ อมแกน x,
a 2, b 3 c 4 9 13 = = → = + =
ตอบ C(0, 0), V( 2, 0), F( 13, 0), B(0, 3) ± ± ±
(88.2)
2 2
9(x 2x 1) 16(y 4y 4) − + − + +
199 9 64 = + −
2 2
9(x 1) 16(y 2) 144 → − − + =
2 2
(x 1) (y 2)
1
16 9
− +
→ − = → อ้ อมแกน x
a 4, b 3, c 5 = = =
ตอบ C(1, 2), V(1 4, 2), F(1 5, 2) − ± − ± −
B(1, 2 3) − ±
(88.3)
2 2
6(x 6x 9) (y 2y 1) − + − + +
59 54 1 = − + −
2 2
6(x 3) (y 1) 6 → − − + = −
2 2
(y 1) (x 3)
1
6 1
+ −
→ − = → อ้ อมแกน y
a 6, b 1, c 7 = = =
ตอบ C(3, 1), V(3, 1 6), F(3, 1 7) − − ± − ±
B(3 1, 1) ± −
(88.4)
2 2
6(x 2x 1) 10(y 4y 4) − + − + +
94 6 40 = + −
2 2
6(x 1) 10(y 2) 60 → − − + =
2 2
(x 1) (y 2)
1
10 6
− +
→ − = → อ้ อมแกน x
a 10, b 6, c 4 = = =
ตอบ C, (1, 2), V(1 10, 2), F(1 4, 2) − ± − ± −
B(1, 2 6) − ±
(89) F(3, 0), ( 3, 0) C(h, k) (0, 0), c 3 − → = = ,
อ้อมแกน x , ผลต่ างระยะทาง 4 หน่ วย
2 2
2a 4 a 2 b 3 2 5 → = → = ∴ = − =
∴ สมการคื อ
2 2
2
x y
1
5 2
− =
2 2
5x 4y 20 0 → − − =

4
d
c
F
1
F
2
3/2
(0,1/2)
B

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET เรขาคณิตวิเคราะห
118
(90)
2 2 2 2
|4x 3y 11| |4x 3y 5| 144
25
4 3 4 3
− + + +
⋅ =
+ +

|(4x 3y 11)(4x 3y 5)| 144 → − + + + =
2 2
16x 9y 64x 18y 55 144 → − + + + = ±
ตอบ
2 2
16x 9y 64x 18y 199 0 − + + + = หรื อ
2 2
16x 9y 64x 18y 89 0 − + + − =
(91.1) อยู่ในรู ปแบบไฮเพอร์โบลามุมฉาก xy k = −
จุดยอด (2, 2), ( 2, 2) − −
จุดโฟกัส (2 2, 2 2), ( 2 2, 2 2) − −
(91.2) จัดรู ปดังนี้ xy 2x y 3 + − =
x(y 2) (y 2) 3 2 → + − + = −
(x 1)(y 2) 1 → − + = อยู่ในรูปแบบไฮเพอร์โบลามุม
ฉาก xy k = ... มีจุดศู นย์กลางที่ (1, 2) −
(92)
2 2
9(x 2x 1) 16(y 4y 4) − + − + +
199 9 64 = + −
2 2
9(x 1) 16(y 2) 144 → − − + =
2 2
(x 1) (y 2)
1
16 9
− +
→ − = อ้ อมแกน x
C(1, 2), c 16 9 5 − = + = → จุดโฟกั สอยู่ ที่
(1 5, 2) (6, 2) ± − = − กับ ( 4, 2) − −
ผลรวมระยะทางที่ต้ องการ คือ
2 2 2 2
|3(6) 4( 2) 8| |3( 4) 4( 2) 8|
3 4 3 4
+ − − − + − −
+
+ +

2 28
6
5 5
= + = หน่วย
(93)
2 2
6(x 2x 1) 10(y 4y 4) − + − + +
94 6 40 = + −
2 2
(x 1) (y 2)
1
10 6
− +
→ − = อ้ อมแกน x
C(1, 2), c 10 6 4 F(1 4, 2) − = + = → ± − ดังนั้น
1
F คือ (5, 2) −
4
[Q ] → แกนสังยุ คของไฮเพอร์โบลา
คือ x 1 = → สร้ างสมการพาราโบลาที่มี จุดยอด
V(5, 2) − และ Directrix: x 1 = → แสดงว่าอ้อม
แกน x และ c 4 = →
2
(y 2) 4(4)(x 5) + = −
2
y 16x 4y 84 0 → − + + =









(94) จุดตั ดแกน x ของไฮเพอร์โบลา (แทน
y 0 = ) คื อ
2
9(x 1) 16 36 − − =
52
x 1
3
→ = ± ... คู่อันดับ
52
(1 , 0)
3
±
หาสมการวงรีที่มี
52
F(1 , 0)
3
± และผลบวกเป็ น 8
แสดงว่า C(h, k) (1, 0), = รีตามแกน x,
52 52 92
c , a 4 b 16
3 9 3
= = → ∴ = − =
ตอบ
2 2
(x 1) 9y
1
16 92

+ = →
2 2
23(x 1) 36(y ) 368 − + =
2 2
23x 36y 46x 345 0 → + − − =
(95)
2 2
6(x 2x 1) 5(y 4y 4) 4 6 20 + + + − + = + +
2 2
(x 1) (y 2)
1
5 6
+ −
→ + = วงรี รี ตามแกน y
C(h, k) ( 1, 2), a 6, b 5, = − = =
c 6 5 1 = − = →
V( 1, 2 6), F( 1, 2 1) − ± − ± → หาสมการไฮเพอร์โบลา
ที่ C( 1, 2), V( 1, 2 1), − − ± แกนสังยุ คยาวเท่ าแกนโท
ของวงรี ( b 5 = เท่ ากั น)
2 2
2
(y 2) (x 1)
1
5 1
− +
→ − = →
2 2
5(y 2) (x 1) 5 − − + =
2 2
5y x 20y 2x 14 0 → − − − + =
(หรือ
2 2
x 5y 2x 20y 14 0 − + + − = ก็ได้ )
(96) ย้ายข้ างสมการให้อยู่ในรูป
2 2
Ax By Dx Ey F 0 + + + + =
... ถ้า A หรือ B เป็น 0 ⇒ พาราโบลา
ถ้า A B = ⇒ วงกลม
ถ้า A B ≠ แต่เครื่องหมายเดียวกั น ⇒ วงรี
ถ้า A กับ B เครื่องหมายตรงข้ามกั น ⇒
ไฮเพอร์โบลา
ดังนั้ นแต่ ละข้ อได้ คําตอบดังนี้
(96.1) วงกลม (96.2) วงรี
(96.3) พาราโบลา (96.4) ไฮเพอร์ โบลา
(96.5) ไฮเพอร์ โบลา (96.6) วงกลม
(96.7) ไฮเพอร์ โบลา (96.8) วงรี
(96.9) ไฮเพอร์ โบลา (96.10) พาราโบลา

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
119




f(n)=c+tn






º··Õè 5 ¤ÇÒÁÊaÁ¾a¹¸/¿˜§¡ªa¹
ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์และฟังก์ชัน จะ
เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวแปร
และเป็นพื้นฐานของการประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ในการ
ทํางาน ทั้งด้านพาณิชยศาสตร์ ด้ านวิศวกรรม ฯลฯ ซึ่ง
ในบทนี้เราจะได้รู้จักลั กษณะเบื้องต้นของความสัมพันธ์
และฟังก์ชัน

คู่อันดับ (Ordered Pair) ประกอบด้วยสมาชิกสองตัวในรูป (a, b) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยน
ลําดับสมาชิกตัวหน้ากับตัวหลังได้ และ (a, b) (c, d) = ก็ต่อเมื่อ a c = และ b d = เท่านั้น
ผลคูณคาร์ทีเซียน (Cartesian Product) คือผลคูณระหว่างเซตสองเซต
เซต A B × (เอคูณบี) คือเซตของคู่อันดับ ที่สมาชิกตัวหน้ามาจากเซต A และสมาชิกตัว
หลังมาจากเซต B ครบทุกคู่ หรือเขียนแบบเงื่อนไขได้ว่า A B {(a, b) | a A × = ∈ และ b B} ∈
เช่น A {0, 1, 2} = , B {1, 3} = จะได้ {(0, 1), (0, 3), (1, 1), (1, 3), (2, 1), (2, 3)} A B × =
{(0, 0), (0, 1), (0, 2), (1, 0), (1, 1), (1, 2), (2, 0), (2, 1), (2, 2)} A A × =

ข้อสังเกต
1. n(A B) n(A) n(B) × = ⋅
2. n(A ) n(A) n( ) 0 × ∅ = ⋅ ∅ = ดังนั้น A × ∅ = ∅
3. A B B A × = × ก็ต่อเมื่อ A B = หรือมีเซตใดเซตหนึ่งเป็น ∅
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
120
5.1 ลักษณะของความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ (Relation : r) คือเซตที่สมาชิกทุกตัวเป็นคู่อันดับ
หรือกล่าวว่า เซตที่นําไปเขียนกราฟ (2 มิติ บนแกน x,y) ได้ จัดว่าเป็นความสัมพันธ์

นิยาม “ความสัมพันธ์จาก A ไป B” (from A to B)
คือเซตของคู่อันดับที่สมาชิกตัวหน้าอยู่ในเซต A และสมาชิกตัวหลังอยู่ในเซต B แต่ไม่จําเป็นต้องครบ
ทุกคู่ ... ดังนั้น “ความสัมพันธ์จาก A ไป B” คือสับเซตของ A B ×
และเป็นไปได้ทั้งหมด
n(A B)
2
×
แบบ
สัญลักษณ์ที่ใช้แทนคําว่า “ความสัมพันธ์จาก A ไป B” คือ r {(x, y) A B | .....} = ∈ ×

ตัวอย่างเช่น A {2, 3, 4} = และ B {1, 3, 5, 8} =
จะได้ {(2, 1), (2, 3), (2, 5), (2, 8), (3, 1), (3, 3), (3, 5), ..., (4, 8)} A B × =
และมี r A B ⊂ × ทั้งสิ้น
3 4
2 4096
×
= แบบ ... ทุกแบบสามารถเขียนเงื่อนไขได้ เช่น
1
r {(x, y) A B | y x } = ∈ × < จะได้
1
r {(2, 1), (3, 1), (3, 3), (4, 1), (4, 3)} =
2
r {(x, y) A B | y x 1} = ∈ × = + จะได้
2
r {(2, 3), (4, 5)} =
3
r {(x, y) A B | x = ∈ × หาร y ลงตัว} จะได้
3
r {(2, 8), (3, 3), (4, 8)} =
3
4
r {(x, y) A B | x y } = ∈ × < จะได้
4
r = ∅

หมายเหตุ
1. เนื่องจากความสัมพันธ์จัดเป็นเซตชนิดหนึ่ง จึงเขียนแสดงความสัมพันธ์ได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ แจก
แจงสมาชิก และบอกเงื่อนไข
2. r {(x, y) A A | .....} = ∈ × เรียกว่า “ความสัมพันธ์ภายใน A” (in A)
3. ถ้าไม่ระบุว่าเป็นความสัมพันธ์จากเซตใดไปเซตใด จะหมายถึงเซตจํานวนจริง × R R

แบบฝึกหัด 5.1

(1) กําหนดให้เอกภพสัมพัทธ์เป็นเซตของจํานวนจริง ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(1.1) a b [ (a, b) (b, a) ] ∀ ∀ ≠
(1.2) a b [ (a, b) (c, d) a c ∀ ∀ ≠ → ≠ และ b d ] ≠
(1.3) a b [ (a 2b, 1) ( 1, b a/2)] ∃ ∃ + = − +

(2) ถ้า (3x 5, 8 4y) ( 5, 6) + − = − − และ (y, 2) ( p, 2) = − แล้ว ให้หา (xp, x/p)

(3) กําหนดให้ (a, b) (c, d) (a c, b d) ∗ = − + ถ้า (3, 4) (0, 0) (x, y) (3, 4) ∗ = ∗
แล้ว ให้หา (x, y)

(4) กําหนด A, B, C เป็นเซตใดๆ แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(4.1) ถ้า A เป็นเซตอนันต์ และ B เป็นเซตจํากัดแล้ว A B × เป็นเซตอนันต์
(4.2) ถ้า A B × เป็นเซตอนันต์ แล้ว A เป็นเซตอนันต์ หรือ B เป็นเซตอนันต์
(4.3) ถ้า A B A C × = × แล้ว B C =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
121
(4.4) ถ้า A B × = ∅ แล้ว A B = = ∅
(4.5) A B B A × = × ก็ต่อเมื่อ A B =
(4.6) (A B) C A C (A B) C ∩ × ⊂ × ⊂ ∪ ×
(4.7) A B A × ≠ และ A B B × ≠
(4.8) มีเซต A บางเซต ที่ทําให้ A (A B) ∩ × ≠ ∅

(5) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(5.1) ถ้า A {4, 5, 6, {4, 5, 6}} = และ B {4, 5, {4, 5}} =
แล้ว n[P(A) P(B)] 128 × =
(5.2) ถ้า A {3, 4, 5, ..., 32} = , B {7, 8, 9, ..., 40} = และ C {0, 1, 2, ..., 25} = แล้ว
n[(A B) (A C)] 570 × ∩ × =
(5.3) ถ้า A {0, 1, 2, ..., 28} = และ B { 3, 2, 1, ..., 4} = − − −
แล้ว n[(A B) (B A)] 439 × ∪ × =

(6) กําหนดให้
1 2 3 m
A {a , a , a , ..., a } = ,
1 2 3 k
B {a , a , a , ..., a } = โดยที่ m k <
ถ้า (A B) (B A) (A B) (B A) × ∩ × = ∩ × ∩ แล้ว n[(A B) (B A)] × ∪ × มีเท่าใด

(7) ถ้า n( ) 10 = U , ∩ = n(A ' B ') 2 , ∪ = n(A ' B ') 9 และ n(B) n(A) 1 − = แล้ว ให้หา
จํานวนความสัมพันธ์ต่างๆ กันจาก A ไป B

(8) [Ent’39] ถ้า n(A) 10 = แล้ว ให้หาจํานวนความสัมพันธ์ทั้งหมดจาก A A × ไป A

(9) กําหนดให้ A {1, 2, 3} = และ B {0, 4} = แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกต้องหรือไม่
(9.1) มีความสัมพันธ์จาก A ไป B ทั้งหมด 64 เซต
(9.2) มีความสัมพันธ์จาก A ไป B ที่โดเมนเท่ากับ A ทั้งหมด 27 เซต

(10) กําหนดให้ n(A) 3 = และ n(B) 4 = แล้ว ข้อความต่อไปนี้ถูกต้องหรือไม่
(10.1) จํานวนความสัมพันธ์จาก A ไป B เท่ากับจํานวนความสัมพันธ์จาก B ไป A
(10.2) จํานวนความสัมพันธ์จาก A ไป B ที่โดเมนเป็น A มีทั้งหมด
3
15 เซต
(10.3) จํานวนความสัมพันธ์จาก B ไป A ที่โดเมนเป็น B มีทั้งหมด 2401 เซต
(10.4) จํานวนความสัมพันธ์ภายใน A ที่โดเมนเป็น A มีทั้งหมด 343 เซต

(11) ให้เขียน
1 2
r r ∩ แบบแจกแจงสมาชิก เมื่อ
(11.1)
1
r {(x, y) | x y 1} = ∈ × + = I I ,
2
r {(x, y) | x y 3} = ∈ × − = I I
(11.2)
2 2
1
r {(x, y) | x y 16} = + = ,
2
2
r {(x, y) | y 4 x } = = −

(12) ถ้า A {1, 2, 3, ..., 20} = , B {0, 1, 2, ..., 25} =
และ r {(x, y) A B | y x } = ∈ × > ให้หาจํานวนคู่อันดับภายใน r

5.2 โดเมน เรนจ์ และตัวผกผั นของความสัมพันธ์

โดเมน (Domain; D) ของความสัมพันธ์ คือเซตของสมาชิกตัวหน้าของคู่อันดับ
เรนจ์ หรือ พิสัย (Range; R) ของความสัมพันธ์ คือเซตของสมาชิกตัวหลังของคู่อันดับ
นั่นคือ
r
D { x | (x, y) r } = ∈ และ
r
R { y | (x, y) r } = ∈
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
122
O
2
-2 2
y
x
เช่นในตัวอย่างข้างต้น
1
r
D {2, 3, 4} = ,
1
r
R {1, 3} = ,
2
r
D {2, 4} = ,
2
r
R {3, 5} =
และ
4 4
r r
D R = = ∅
ถ้า r เป็นความสัมพันธ์จาก A ไป B แล้ว
r
D A ⊂ และ
r
R B ⊂

การหาโดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์ภายใน R ซึ่งบอกมาเป็นเงื่อนไข (สมการ)
ให้พิจารณาที่เงื่อนไขว่าหากมีสิ่งเหล่านี้คือ การหาร, การถอดราก, ค่าสัมบูรณ์, การยกกําลัง
จะมีข้อจํากัดเกิดขึ้น กล่าวคือ
ถ้ามี
b
a
c
= จะได้ว่า c 0 ≠
ถ้ามี
n
a b = ถ้า n เป็นจํานวนคู่ จะได้ ว่า a 0 > และ b 0 >
ถ้ามี
n
a b = ถ้า n เป็นจํานวนคู่ จะได้ ว่า a 0 >
ถ้ามี a b = จะได้ว่า a 0 >
โดยการหาโดเมน ควรจะพิจารณาในรูปสมการ y ...(x)... = (เขียน y ในเทอมของ x)
และการหาเรนจ์ หากเป็นไปได้ควรจัดรูปให้กลายเป็น x ...(y)... = (เขียน x ในเทอมของ y) แล้ว
ค่อยพิจารณา

• ตัวอยาง ใหหาโดเมนและเรนจของ
2
r {(x, y) | y 4 x } = = −
วิธีคิด (1) การหาโดเมน พบวามีรากที่สอง ดังนั้ น
2
4 x 0 − > หรือ 2 x 2 − < <
(2) การหาเรนจ เนื่องจากมีรากที่สอง ดังนั้ น y 0 > เสมอ
จากนั้นจัดรูปเปน
2
x 4 y = ± − ซึ่งจะไดวา
2
4 y 0 − > ก็คือ 2 y 2 − < <
นําเงื่อนไขมารวมกันไดเปน 0 y 2 < <
ดังนั้น ตอบ
r
D [ 2, 2] = − และ
r
R [0, 2] =

• หมายเหตุ หากไดศึกษาเรื่องกราฟวงกลมในบทเรียน
“เรขาคณิตวิเคราะห” จะทราบวาสมการ
2
y 4 x = −
อยูในรูปแบบของวงกลม
2 2
x y 4 + = ดังภาพ
(แตกลายเปนครึ่ งวงกลม เนื่องจากมีเครื่องหมายรากที่สอง
ทําให y 0 > เทานั้ น) ซึ่งถาเขียนกราฟจะมองเห็นโดเมนและเรนจไดชัดเจนกวาการคํานวณ

1
r

คือ ตัวผกผัน หรือ อินเวอร์ส (Inverse) ของ r
โดยที่
1
r {(y, x) | (x, y) r }

= ∈
อธิบายได้ว่า
1
r

สามารถหาได้จาก การสลับที่สมาชิกตัวหน้าและหลังของคู่อันดับใน r
หรือถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบเงื่อนไข ก็หาได้ จากการสลับที่ระหว่าง x และ y นั่นเอง

เช่น ถ้า r {(2, 1), (3, 3), (4, 5), (0, 1)} = − จะได้
1
r {(1, 2), (3, 3), (5, 4), ( 1, 0)}

= −
แต่ถ้าเป็นแบบเงื่อนไข r {(x, y) A B | y 2x 3 } = ∈ × = − สามารถเขียน
1
r

ได้หลายแบบ
เช่น
1
r {(y, x) B A | y 2x 3 }

= ∈ × = − หรือ
1
r {(x, y) B A | x 2y 3}

= ∈ × = − หรือ
1
x 3
r {(x, y) B A | y }
2

+
= ∈ × = ซึ่งแบบสุดท้าย (เขียนในรูปของ y) นี้เป็นที่นิยมมากกว่า
ข้อสังเกต
1 r
r
D R

= และ
1 r
r
R D

= เสมอ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
123
แบบฝึกหัด 5.2

(13) ให้หาโดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์ต่อไปนี้
(13.1) r {(x, y) | xy 2} = =
(13.2) r {(x, y) | (x 2)(y 1) 1} = − − =
(13.3)
1
r {(x, y) | y }
x 1
= =


(13.4)
2x 3
r {(x, y) | y }
x 1

= =
+

(13.5)
x 1
r {(x, y) | y , x 1}
x 1
+
= = >



(14) ให้หาโดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์ต่อไปนี้
[ Hint : บางสมการควรจัดรูปให้เป็นกําลังสองสมบูรณ์ ]
(14.1)
2
r {(x, y) | y x } = =
(14.2) r {(x, y) | y x } = =
(14.3)
2
r {(x, y) | y x 2x 3 } = = − −
(14.4) r {(x, y) | y 3 x 1 } = = + +
(14.5)
2 2
r {(x, y) | x y 16} = + =
(14.6)
2
r {(x, y) | y 16 x } = = −
(14.7)
2
1
r {(x, y) | y 4 3x x }
2
= = − −
(14.8)
2 2
r {(x, y) | x y 6x 4y 3 0 } = + − + − =

(15) ให้หาโดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์ต่อไปนี้
(15.1)
2
1
r {(x, y) | y }
x x
= =


(15.2)
2
1
r {(x, y) | y }
x 4x 3
= =
− +

(15.3)
x 1
r {(x, y) | y }
x
+
= =
(15.4)
2 2
r {(x, y) | 2x y 2xy x 1 0 } = + − + + =
(15.5)
2 2 2
r {(x, y) | x y y x 2 0 } = − − − =
(15.6)
2 2
r {(x, y) | xy xy 2y 2y 6x 11 0 } = − − + − + =

(16) ให้หาโดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์ต่อไปนี้
(16.1)
3
r {(x, y) | y }
x 3 4
= =
+ −

(16.2) r {(x, y) | y x 2 x } = = + −
(16.3)
2
r {(x, y) | y x 4 } = = −

(17) ให้หาเรนจ์ ของอินเวอร์สของความสัมพันธ์ต่อไปนี้
(17.1)
2
1
r {(x, y) | y }
x 4
= =


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
124
(17.2)
2
1
r {(x, y) | y }
x 4
= =


(17.3)
x
r {(x, y) | y }
x 2
= =


(17.4)
2
r {(x, y) | y 3x 1 2 2x 3x 2 } = = − + − −

(18) ให้ r {(x, y) | xy 1 y } = = + แล้ว
r r
R D − เป็นเซตใด

(19) ให้ r เป็นความสัมพันธ์ภายใน R ซึ่ง
x 2 , x 11
r {(x, y) | y }
15 x , x 11



= =

− >


<

ถ้า
r r
A D R = ∩ แล้ว ผลบวกของค่าขอบเขตบนน้อยสุดกับค่าขอบเขตล่างมากสุดเป็นเท่าใด

(20) กําหนดให้
2 2
r {(x, y) | y 2xy x 1 0 } = − − + = จํานวนเต็มบวกที่น้อยที่สุดที่เป็นสมาชิกของ
r r
R D' ∩ เป็นเท่าใด

(21) ถ้า
2
1
r {(x, y) | y }
x 2x 3
= =
− −
แล้ว ให้หาคอมพลีเมนต์ของ
1
r
D



(22) ถ้าให้เอกภพสัมพัทธ์เป็น
r
R โดยที่
2 2 1
r {(x, y) | y (9 x ) }

= = − แล้ว ข้อใดถูก
ก. x y [x y y] ∃ ∀ + = ข. x y [x y 0] ∀ ∃ + =

5.3 กราฟของความสัมพันธ์

“กราฟของความสัมพันธ์ r” ก็คือเซตของจุดบนแกนมุมฉาก (x, y) ซึ่งแต่ละจุดแทนสมาชิก
ใน r (โดยให้สมาชิกตัวหน้าเป็นแกนนอน และสมาชิกตัวหลังเป็นแกนตั้ง)
เช่น ถ้า
1
r {(1, 2), ( 1, 2), (2, 3), ( 2, 0), (0, 2)} = − − −
2
2
r {(x, y) | y x } {(0, 0), ( 1, 1), ( 2, 4), ...} = ∈ = = ± ± × I I
และ
2
3
r {(x, y) | y x } = ∈ × = R R จะได้กราฟดังภาพ









การเขียนกราฟของความสัมพันธ์ จะช่วยให้เห็นโดเมนและเรนจ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
รูปแบบของกราฟที่ควรรู้จักมีดังนี้ ...
หมายเหตุ ควรศึ กษาเทคนิคการเขียนกราฟ (การเลื่ อนแกน, การปรับขนาดกราฟ) ซึ่งอธิบายไว้ในบทเรียน
“เรขาคณิตวิเคราะห์” เพื่อช่วยในการหาโดเมนและเรนจ์ต่อไป


O
3
2



-2
-2 -1 1 2
y
x
r
1

4


1
-2 -1 1 2
y
x
r
2

y
x
r
3

O
O
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
125
1. กราฟเส้นตรง y mx c = + m คือความชัน และ c คือระยะตัดแกน y







2. กราฟพาราโบลา
2
y ax = หรือ
2
x ay = a คือค่าคงที่ใดๆ ที่ไม่ใช่ศูนย์








3. กราฟค่าสัมบูรณ์ (ที่คล้ายพาราโบลา) y a x = หรือ x a y =








4. กราฟวงกลม
2 2 2
x y r + = r คือรัศมีของวงกลม (มากกว่าศูนย์)
5. [Ent’22] กราฟค่าสัมบูรณ์ (ที่คล้ายวงกลม) x y k + = k คือค่าคงที่ที่มากกว่าศูนย์








6. กราฟไฮเพอร์โบลามุมฉาก x y c =
c คือค่าคงที่ใดๆ ที่ไม่ใช่ศูนย์





O
c
y
x
y
x
O
m > 0
O
c
y
x
m < 0
c
m = 0
O
y
x
y
x
O
a > 0
O
y
x
a < 0
a > 0
y = ax
2
y = ax
2
x = ay
2
O
y
x
y
x
O
a > 0
O
y
x
a < 0
a > 0
y = a|x|

y = a|x|

x = a|y|

O
y
x
r
r
-r
-r
O
y
x
k
k
-k
-k
x
O
c > 0
y
x
O
c < 0
y

S ....:.· S
·..`-¸ ·.-‹. .· .u· ·-a.
.·~ua-.Œ-.-:-·..- ..-+
æ-‹...s+-‹..· .u.·š·-·· . +
.s+ ..s`·Œ .-Œ..Œ·o-Œ+ æ.Œ.·.·`·Œ
·.-.·š·..Œ·:.+.·‹· ·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
126
กราฟของความสัมพันธ์อาจเป็น “พื้นที่ (แรเงา)” ในระนาบ หากว่าความสัมพันธ์นั้นเป็น
“อสมการ” โดยมีหลักในการเขียนกราฟคือ คิ ดว่าเป็นเครื่องหมายเท่ากับแล้วเขียนกราฟของสมการ
ก่อน จากนั้นตรวจสอบว่าบริเวณใดของพื้นที่ตรงตามเงื่อนไขของอสมการ จึงแรเงา (เส้นกราฟทึบ
แสดงว่าจุดบนเส้นนั้นอยู่ใน r, เส้นประแสดงว่าจุดบนเส้นนั้นไม่อยู่ใน r)








กราฟของอินเวอร์ส (
1
r

) มีความเกี่ยวข้องกับกราฟของ r คือ เกิดจากการหมุนกราฟโดยมี
เส้นตรง y x = เป็นแกนหมุน … เท่ากับเป็นการสลับแกน x กับ y กันนั่นเอง









แบบฝึกหัด 5.3

(23) ให้หาโดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์ต่อไปนี้ โดยอาศัยการเขียนกราฟ
(23.1) r {(x, y) | x y 4} = + =
(23.2) r {(x, y) | x 2 y 2} = − + =
(23.3)
2
r {(x, y) | y x 2x 2 } = = + −
(23.4) [Ent’24]
2
r {(x, y) | y x 2x 2 , 3 x 2 } = = + − − < <

(24) ขนาดพื้นที่ของบริเวณในแต่ละข้อเป็นกี่ตารางหน่วย เมื่อกําหนดให้
1
r {(x, y) | x y 1} = + <
2
r {(x, y) | x y 1} = − <
3
r {(x, y) | y x 1} = − <
4
r {(x, y) | y 0 } = > และ
5
r {(x, y) | x 0 } = >
(24.1)
1 2 5
r r r ∩ ∩ (24.3)
1 3 4
r r r ∩ ∩
(24.2)
1 4 5
r r r ∩ ∩ (24.4)
3 4 5
r r r ∩ ∩

(25) ให้หาขนาดพื้นที่ (ตารางหน่วย) ของ
1 2 3
r r r ∩ ∩ เมื่อ
1
r {(x, y) | x y 1 0 } = − + >
2
r {(x, y) | 2x y 4 0 } = + − <
และ
3
r {(x, y) | y 1 0 } = + >

(26) ให้หาขนาดพื้นที่ (ตารางหน่วย) ของ
1 2
r r ∩ เมื่อ
(26.1)
1
r {(x, y) | 2 x y } = + < และ
2
r {(x, y) | x y 4} = + <
O
2
y
x
y < x+2
O
y
x
y > 3x
2
O
y
x
2
2
-2
-2
x
2

+ y
2

> 4

O
y
x
y
x
r
เส้นตรง
r
-1
(-3,-1)
(-1,-3)
y = x
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
127
(26.2)
1
r {(x, y) | x 2 y 4 } = + < และ
2
r {(x, y) | 2 x y 2 } = + >
(26.3) [Ent’21]
2 2
1
r {(x, y) | y 4 x } = − < และ
2
r {(x, y) | y x } = >
(26.4)
2
1
r {(x, y) | y 16 x } = − < และ
1
2 1
r r

=

(27) ให้หาขนาดพื้นที่ (ตารางหน่วย) ของ
1
r r

∪ เมื่อ r {(x, y) | 2 x y 8} = + <

(28) ถ้า A = โดเมนของ
1 2
r r ∩ และ B = เรนจ์ของ
1 2
r r ∩
โดยที่
1
r {(x, y) | x y 2} = + > และ
2
r {(x, y) | x 2 y 4} = + <
แล้ว ผลบวกของจํานวนเต็มใน A B ' ∩ เป็นเท่าใด

(29) ถ้า
1
r {(x, y) | x y 5} = − = และ
2 2
2
r {(x, y) | x y 53} = + < แล้ว โดเมนของ
1 2
r r ∩
เป็นช่วงใด

(30) ถ้า
2
A {x | x 2x 3} = − < และ
2
r {(x, y) A | x y 1 0 } = ∈ × − − = R แล้ว เรนจ์ของ r
เป็นช่วงใด

(31) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(31.1) ถ้า
2
r {(x, y) | y x } = ∈ × = R R แล้ว
1
r r

=
(31.2) ถ้า
2
r {(x, y) | y x }
+
= ∈ × = R R แล้ว
1
r r

=
(31.3) ถ้า
2 2
r {(x, y) | x y 25} = ∈ × + = R R แล้ว
1
r r

=
(31.4) ถ้า
2 2
r {(x, y) | x y 25}
+
= ∈ × + = R R แล้ว
1
r r

=

(32) ให้หาขนาดพื้นที่ของอาณาบริเวณ
ที่ถูกล้อมด้วยกราฟของ r และ
1
r


เมื่อกําหนดกราฟของ r เป็นดังภาพ






5.4 ลักษณะของฟังก์ชัน

จากที่ศึกษาผ่านมาแล้วว่า ความสัมพันธ์ คือเซตของคู่อันดับ (และที่พบบ่อยจะเขียนอยู่ใน
รูปสมการ) หากความสัมพันธ์ใดมีลักษณะดังต่อไปนี้ด้วย จะเรียกว่าเป็น ฟังก์ชัน (Function : f)
“สมาชิกตัวหน้าแต่ละตัว จะคู่กั บสมาชิกตัวหลังได้เพียงแบบเดียวเท่านั้น”
หรือกล่าวว่า สําหรับ x แต่ละตัว จะคู่กับ y ได้เพียงแบบเดียวเท่านั้น

เช่น
1
r {(0, 1), (1, 2), (1, 3), (2, 4)} =
ไม่เป็นฟังก์ชัน เพราะ 1 คู่กับทั้ ง 2 และ 3
2
r {(0, 1), (1, 2), (3, 1), (2, 4)} =
เป็นฟังก์ชัน เพราะไม่มีการใช้สมาชิกตัวหน้าซ้ําเลย
(ห้ามใช้สมาชิกตัวหน้าซ้ํา แต่ใช้สมาชิกตัวหลังซ้ําได้)
O
y
x
(-2,-2)
(0,-1)
(0,1)
(2,2)
S ....:.· S
.˜+· :· .·.-·...s·.-.s+-·.· ..`.‹ x ..Œ.·
æ.a:‹··.a·.··.- ·.u-··.a· +.-Œ y ss·.
-+·· ·.-a.·š·.˜+· :·.-Œ eŒ..`.‹ x æ··.-.
..Œ.··-..-a.-Œ-‹ y .·‹.-.ss·.· ·.s+
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
128
0
1
2
1
2
3
4
1
r
1
2
4
0
1
2
3
2
r
0
1
2
a
b
5
r
0
1
2
3
A B A
B
a
b
c
0
1
2
3
7
r
A B
a
b
c
d
6
r





ไม่เป็นฟังก์ชัน เป็นฟังก์ชัน

2
3
r {(x, y) | y x } = = ไม่เป็นฟังก์ชัน สมมติ x 4 = จะได้ว่า y 2 = หรือ 2 −
2
4
r {(x, y) | y x } = = เป็นฟังก์ชัน เพราะไม่ว่าจะแทน x ค่าใด ก็ได้ y เพียงค่าเดียว

เมื่อเขียนกราฟของความสัมพันธ์ จะเห็นได้ชัดเจนว่า x แต่ละตัว คู่กับ y เพียงตัวเดียว
หรือไม่ (ลากเส้นแนวตั้ง ดูว่าที่ x แต่ละค่า เส้นนี้ตัดกราฟไม่เกินหนึ่งจุดหรือไม่)







ไม่เป็นฟังก์ชัน เป็นฟังก์ชัน

สิ่งที่ควรทราบ
1. ความสัมพันธ์ที่เขียนในรูป y ...(x)... = ได้แบบเดียว จะเป็นฟังก์ชันเสมอ
* 2. ถ้า f เป็นฟังก์ชัน จะเขียนแทน y ด้วยคําว่า f (x) (อ่านว่า เอฟเอกซ์) เช่น
2
f (x) x =

ลักษณะของฟังก์ชัน
“ฟังก์ชันจาก A ไป B” (from A into B หรือ f : A B > )
คือฟังก์ชันซึ่ง
f
D A = และ
f
R B ⊂
“ฟังก์ชันจาก A ไปทั่วถึง B” (from A onto B หรือ
onto
f : A B > )
คือฟังก์ชันซึ่ง
f
D A = และ
f
R B =





เป็นฟังก์ชัน เป็นฟังก์ชันจาก A ไป B เป็นฟังก์ชันจาก A ไปทั่วถึง B

“ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งจาก A ไป B” (one-to-one หรือ
1 1
f : A

B > )
คือฟังก์ชันที่
f
D A = และ
f
R B ⊂ และ “สําหรับ y แต่ละตัว จะคู่กับ x เพียงตัวเดียวด้วย”
“ฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งจาก A ไปทั่วถึง B” (one-to-one correspondence หรือ
1 1
onto
f : A

B > )
คือฟังก์ชันที่
f
D A = และ
f
R B = และ “สําหรับ y แต่ละตัว จะคู่กับ x เพียงตัวเดียวด้วย”

y
x
O
3
r
O
y
x
4
r
S --· :-·‹s-· S
.˜+· :·-· A .· B -a:Œs+`:Œ
o-..· -s.¬: A· `·Œ-.···:.
·a-.· :-··-.....·.-·
A .· B ¬+..‹ :Œs+`:Œ A ·.-·.-Œ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
129
8
r
A
B
0
1
2
3
9
r
A
B
a
b
c
d
1
2
4
a
b
c
d
0
1
2
a
b
5
r
A B
เพิ่มเติม การเขียนกราฟของฟังก์ชั นพหุนาม และ
การหาช่วงที่เป็นฟังก์ชันเพิ่มหรือลด จะได้ศึกษา
อย่างละเอียดในเรื่องอนุพันธ์ (บทที่ 15)






เป็นฟังก์ชัน 1-1 เป็นฟังก์ชัน 1-1 จาก A ไป B เป็นฟังก์ชัน 1-1 จาก A ไปทั่วถึง B

เมื่อเขียนกราฟของความสัมพันธ์ จะทําการตรวจสอบว่า y แต่ละตัว คู่กับ x เพียงตัวเดียว
หรือไม่ โดยลากเส้นแนวนอนและดูว่าที่ y แต่ละค่า เส้นนี้ตัดกราฟไม่เกินหนึ่งจุดหรือไม่







ไม่เป็นฟังก์ชัน เป็นฟังก์ชัน แต่ไม่เป็น 1-1 เป็นฟังก์ชัน 1-1

ฟังก์ชันแบบเฉพาะต่างๆ ที่ควรรู้จัก
ฟังก์ชันคงตัว (Constant Function) f (x) a = (กราฟเส้นตรงแนวนอน)
ฟังก์ชันเชิงเส้น (Linear Function) f (x) ax b = + (กราฟเส้นตรงเฉียงๆ)
ฟังก์ชันกําลังสอง (Quadratic Function)
2
f (x) ax bx c = + + (กราฟพาราโบลาหงายหรือคว่ํา)
ฟังก์ชันพหุนาม (Polynomial Function)
n n 1 n 2
n n 1 n 2 0
f (x) a x a x a x ... a
− −
− −
= + + + +
ฟังก์ชันตรรกยะ (Rational Function)
p(x)
f (x)
q(x)
= ..เมื่อ p(x), q(x) เป็นฟังก์ชันพหุนาม
ฟังก์ชันค่าสัมบูรณ์ (Absolute Value Function) f (x) ax b c = + + (กราฟรูปตัววีหงายหรือคว่ํา)

ฟังก์ชันเพิ่ม (Increasing Function) และ ฟังก์ชันลด (Decreasing Function)
มีนิยามดังนี้ ... สําหรับทุกๆ
1 2
x , x [a, b] ∈
ฟังก์ชัน f จะเป็นฟังก์ชันเพิ่มในช่วง [a, b] ก็ต่อเมื่อ ถ้า
2 1
x x > แล้ว
2 1
f (x ) f (x ) >
และ ฟังก์ชัน f เป็นฟังก์ชันลดในช่วง [a, b] ก็ต่อเมื่อ ถ้า
2 1
x x > แล้ว
2 1
f (x ) f (x ) <




ตัวอยางการแกฟงกชัน (1)
• ถา f (x) 2x 3 = − ใหหา f (3x 1) −
วิธีคิด จาก f ( ) 2( ) 3 Δ = Δ − จะได f (3x 1) 2(3x 1) 3 6x 5 − = − − = − ... ตอบ

• f (3x 1) 6x 5 − = − ใหหา f (x)
y
x
O
3
r
O
y
x
4
r
y
x
O
10
r
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
130
วิธีคิด ให A 3x 1 = − นั่นคือ
A 1
x
3
+
=
จะไดวา f (3x 1) 6x 5 − = − กลายเปน
A 1
f (A) 6( ) 5 2A 3
3
+
= − = −
ดังนั้น f (x) 2x 3 = − ... ตอบ

• f (3x 1) 6x 5 − = − ใหหา f (2)
วิธีคิด ให 2 3x 1 = − ไดเลย นั่นคือ x 1 =
จะไดวา f (3x 1) 6x 5 − = − กลายเปน f (2) 6(1) 5 1 = − = ... ตอบ

• f (x) 2x 3 = − ใหหา f (3x 1) − ในรูปของ f (x)
วิธีคิด หา f (3x 1) 2(3x 1) 3 6x 5 − = − − = − กอน
จากนั้นเปลี่ยน x เปน f (x) โดย
f (x) 3
f (x) 2x 3 x
2
+
= − → =
จะไดวา
f (x) 3
f (3x 1) 6( ) 5 3 f (x) 4
2
+
− = − = + ... ตอบ

แบบฝึกหัด 5.4

(33) f ที่กําหนดให้ในแต่ละข้อ เป็นฟังก์ชันจริงหรือไม่
และถ้าเป็นฟังก์ชันให้ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่
(33.1)
2
f (x) x = (33.6) f (x) 1/ x =
(33.2)
2
[f (x)] x = (33.7)
2
f (x) x x 1 = + +
(33.3) f (x) x = (33.8)
3
f (x) x =
(33.4) f (x) x = (33.9)
2
f (x) 1/ x =
(33.5) f (x) x = (33.10)
2/ 3
f (x) x =

(34) ความสัมพันธ์ต่อไปนี้เป็นฟังก์ชันหรือไม่
(34.1) r {(x, y) | x y 1} = + <
(34.2) r {(x, y) | x y 1} = + =

(35) ความสัมพันธ์ต่อไปนี้เป็นฟังก์ชันหรือไม่
(35.1) r {(x, y) | x y 1} = + =
(35.2) r {(x, y) | x y 1} = + =
(35.3) r {(x, y) | x y 1} = + =
(35.4) r {(x, y) | x y 1} = + =

(36) ฟังก์ชันต่อไปนี้เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่งหรือไม่
(36.1) f {(x, y) | 2x y 3 0 } = + − =
(36.2) f {(x, y) | (x 4)(y 3) 1} = − + =
(36.3)
3
f {(x, y) | y 3 (x 4) } = − = +
(36.4)
2
f {(x, y) | x y 3 0 } = − + =

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
131
0
1
2
3
4
5
6
f
7
8
9
g
A B C
(37) ฟังก์ชันต่อไปนี้เป็นฟังก์ชัน f : R > R หรือไม่
(37.1)
2
f {(x, y) | y 9 x } = = −
(37.2)
2
f {(x, y) | y 9 x } = = +
(37.3) f {(x, y) | y x 1} = =
(37.4) f {(x, y) | x y 5 0 } = + − =

(38) ฟังก์ชันต่อไปนี้เป็นฟังก์ชัน
onto
f : R A > เมื่อ A [0, ) = ∞ หรือไม่
(38.1)
4
f {(x, y) | y x } = =
(38.2)
2
f {(x, y) | y x 2x 3} = = − +
(38.3)
2
f {(x, y) | y x 4 } = = −
(38.4)
3 2
f {(x, y) | y x 3x 3x 1 } = = + + +

(39) ฟังก์ชันต่อไปนี้เป็นฟังก์ชันเพิ่มใน R หรือไม่
(39.1) f (x) 5x 2 = − (39.4)
2
f (x) x 2x 1 = + +
(39.2) f (x) 2x 5 = − + (39.5)
3
f (x) (x 2) 2 = − +
(39.3)
2
f (x) x 3 = + (39.6)
3 2
f (x) x 3x 3x 1 = + + +

(40) ให้หาโดเมน และเรนจ์ ของฟังก์ชันต่อไปนี้
(40.1)
2
f (x) x 2x 4 = − +
(40.2)
2
x 25
f (x)
x 5

=


(40.3)
2
1 x
f (x)
x
+
=

(41) กําหนด
2
f (x) x = เมื่อ 2 x 8 − < < ถามว่า f (t 3) + เท่ากับเท่าใด และจะมีความหมาย
เมื่อ t อยู่ในช่วงใด

(42) ให้หาค่าของ
(42.1) f (x) เมื่อ
2
f (x 1) x 3x 9 + = + +
(42.2) f (2) เมื่อ
2 2
f ( x 1) x 2 − = +
(42.3) f (4x) ในเทอมของ f (x) เมื่อ
x
f (x)
x 2
=
+


5.5 ฟังก์ชั นประกอบ และฟังก์ชันผกผัน

ฟังก์ชันประกอบ (Composite Function)
ให้ f และ g เป็นฟังก์ชันดังแผนภาพ
จะได้ว่า f (0) 3 = และ g(3) 7 =
อาจกล่าวว่า g(f (0)) 7 = ก็ ได้
นอกจากนั้น g(f (1)) 8 =
และ g(f (2)) 7 =

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
132
f
g
A B
C
f
g
A B
C
ฟังก์ชัน g(f (x)) เป็นฟังก์ชันจาก A ไป C
เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ g(f (x)) (g f)(x) = เรียกว่าฟังก์ชันประกอบของ f และ g
และอ่านว่า จีโอเอฟเอกซ์

ฟังก์ชัน (g f)(x) จะหาได้ก็เมื่อ มีสมาชิกบางส่วนของ
f
R กับ
g
D ร่วมกัน
หรือกล่าวว่า (g f)(x) จะหาได้ ก็เมื่อ
f g
R D ∩ ≠ ∅






หา gof ได้ หา gof ไม่ ได้

* โดยทั่วไป ถ้า
f g
R D ⊂ จะได้ว่า
gof f
D D = (คือโดเมนของ f ทุกตัวใช้ได้หมด)
แต่ถ้า
f g
R D ⊄ (กรณีนี้พบบ่อยเป็นปกติ) จะได้ว่า
gof f
D D ⊂ เท่านั้น (คือโดเมนของ f บางตั วใช้
ไม่ได้ เพราะเรนจ์ของตัวนั้นไม่ได้อยู่ในโดเมน g) ... การหาโดเมนของ g f จึงต้ องระวัง

• ตัวอยางเชน f (x) x 1 = − และ
2
g(x) x = ตองการหา
gof
D
... จะไดวา (g f)(x) g(f (x)) g( x 1) x 1 = = − = −
ซึ่งดูจากลักษณะแลว คา x นาจะเปนจํานวนจริงใดๆ (
gof
D = R)
แตที่จริงแลว f (x) x 1 = − นั้ น x 1 > จากนั้นนํา f (x) ไปใชกับ g พบวาใชไดทั้งหมด
ดังนั้นจึงสรุปวา
gof
D [1, ) = ∞

ตัวอยางการแกฟงกชัน (2)
• ถา f (x) 2x 3 = − และ g(x) 3x 4 = + ใหหา (g f)(x)
วิธีคิด จาก (g f)(x) g(f (x)) g(2x 3) 3(2x 3) 4 6x 5 = = − = − + = − ... ตอบ

• (g f)(x) 6x 5 = − และ g(x) 3x 4 = + ใหหา f (x)
วิธีคิด จาก (g f)(x) g(f (x)) 3(f (x)) 4 = = + แตโจทยกําหนด (g f)(x) 6x 5 = −
ดังนั้น 3(f (x)) 4 6x 5 + = − ยายขางสมการได f (x) 2x 3 = − ... ตอบ

• (g f)(x) 6x 5 = − และ g(x) 3x 4 = + ใหหา f (2)
วิธีคิด จาก (g f)(2) g(f (2)) 3(f (2)) 4 = = + แต (g f)(2) 6(2) 5 7 = − =
ดังนั้น 3(f (2)) 4 7 + = ยายขางสมการได f (2) 1 = ... ตอบ

• (g f)(x) 6x 5 = − และ f (x) 2x 3 = − ใหหา g(x)
วิธีคิด จาก (g f)(x) g(f (x)) g(2x 3) = = − แตโจทยกําหนด (g f)(x) 6x 5 = −
ดังนั้น g(2x 3) 6x 5 − = − ใชเทคนิ คการแกฟงกชันตามเดิมได g(x) 3x 4 = + ... ตอบ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
133
• (g f)(x) 6x 5 = − และ f (x) 2x 3 = − ใหหา g(1)
วิธีคิด ตองการ g(1) จึงให f (x) 1 = จะได 2x 3 1 x 2 − = → =
แทนคา x ดวย 2 จะได (g f)(2) g(1) 6(2) 5 7 = = − = ... ตอบ

ฟังก์ชันผกผัน (Inverse Function)
เราทราบแล้วว่าความสัมพันธ์ r ใดๆ สามารถหาอินเวอร์ส (
1
r

) ได้เสมอ เช่นเดียวกัน
ฟังก์ชัน f ใดๆ ก็จะหาอินเวอร์ส
1
f

ได้เสมอ แต่
1
f

อาจไม่เป็นฟังก์ชัน
ถ้า
1
f

เป็นฟังก์ชันจะเรียกว่า ฟังก์ชันอินเวอร์ส หรือ ฟังก์ชันผกผัน และเขียนเป็น
1
f (x)

ได้

จากหลักการเขียนกราฟของอินเวอร์ส ทําให้พบว่า
1
f

จะเป็นฟังก์ชัน ก็เมื่อ f เป็นฟังก์ชันหนึ่งต่อหนึ่ง เท่านั้น
และ
1
f ( )

= Δ มีความหมายเดียวกับ f ( ) Δ =

สมบัติของอินเวอร์ส ได้แก่
1 1 1
(f g) g f
− − −
= และ
1 1
(f ) f
− −
=

ตัวอยางการแกฟงกชัน (3)
• ถา f (x) 2x 3 = − ใหหา
1
f (x)


วิธีคิด จาก
1
f (x) 2x 3 f (2x 3) x

= − → − =
จากนั้นใชเทคนิคการแกฟงกชันตามเดิมได
1
f (x) 0.5 x 1.5

= + ... ตอบ
(หมายเหตุ อาจใชวิธีหาอินเวอรส เหมือนในบทเรียนความสัมพันธ คือสลับตัวแปร x กับ y )

• ถา f (x) 2x 3 = − ใหหา
1
f (5)


วิธีคิด จาก
1
f (x) 2x 3 f (2x 3) x

= − → − =
แลวให 2x 3 5 − = นั่นคือ x 4 = ดังนั้ น แทนคา x ดวย 4 จะได
1
f (5) 4

= ... ตอบ

• ถา f (x 1) 4x 3 − = − ใหหา
1
f (x)


วิธีคิด จาก
1
f (x 1) 4x 3 f (4x 3) x 1

− = − → − = −
จากนั้นใชเทคนิคการแกฟงกชันตามเดิมได
1
f (x) 0.25 x 0.25

= − ... ตอบ

• ถา f (x 1) 4x 3 − = − ใหหา
1
f (5)


วิธีคิด จาก
1
f (x 1) 4x 3 f (4x 3) x 1

− = − → − = −
แลวให 4x 3 5 − = นั่นคือ x 2 = ดังนั้ น แทนคา x ดวย 2 จะได
1
f (5) 1

= ... ตอบ

• [Ent’35] ถา
1
x
f (x)
x 2

=

และ (f g)(x 2) 3x 6 + = + ใหหา g(2)
วิธีคิด ตองการ g(2) จึงให x 2 2 + = นั่ นคือ x 0 =
แทนคาใน (f g)(x 2) 3x 6 + = + จะไดวา (f g)(2) 6 = หรือ f (g(2)) 6 =
จากนั้นใชสมบัติ ของอินเวอรส กลายเปน
1
f (6) g(2)

=
ซึ่ง
1
6
f (6) 1.5
6 2

= =

ดังนั้น g(2) 1.5 = ... ตอบ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
134
พีชคณิตของฟังก์ชัน (Algebra of Function)
(f g)(x) f (x) g(x) ∗ = ∗ ซึ่ง
f g f g
D D D

= ∩
เครื่องหมาย ∗ เป็นได้ทั้ง , , , + − × ÷ (โดยกรณีหาร g(x) 0 ≠ )

แบบฝึกหัด 5.5

(43) ให้หา g f และ f g ของฟังก์ชันที่กําหนดให้ในแต่ละข้อ
(43.1) f (x) 2x = และ g(x) x 3 = +
(43.2) f (x) x 1 = + และ g(x) x =
(43.3) f (x) 4x 1 = + และ
2
g(x) x =
* (43.4)
4 x , x 0
f (x)
6 x , x 4
⎧ −

=

− >


<
และ
2
g(x) x 1 = + เมื่อ x 2 >

(44) [Ent’33] ถ้า
2
(g f)(x) 3[f (x)] 2 f (x) 1 = − + และ
2
g(x) x x 2 = − +
ให้หา (g f)(1)

(45) ถ้า
x 1
f (x)
x
+
= เมื่อ x 0 ≠ และ (f g)(x) x = ให้หา g(x)

(46) ถ้า
2
g(x) x x 2 = + + และ
2
(g f)(x) x x 2 = − + แล้วให้หา f (x)

(47) ถ้า f (x) Ax B = + โดยที่ A 0 > และ (f f)(x) 4x 9 = − ให้หาค่า B

(48) อินเวอร์สของฟังก์ชันต่อไปนี้ เป็นฟังก์ชันหรือไม่
(48.1) f {(x, y) | y x x } = =
(48.2)
2
f {(x, y) | y (x 1) } = = +
(48.3)
2
f {(x, y) | y 9 x } = = −
(48.4) f {(x, y) | y 1 / x } = =

(49) ให้หาฟังก์ชันผกผัน
1
f (x)

เมื่อกําหนดให้
(49.1) f (x) 5 x = − (49.5)
x 2
f (x)
x 3

=


(49.2) f (x) 5x 4 = + (49.6)
x
f (x)
2x 1
=


(49.3)
x 1
f (x)
3

= (49.7)
2x 3
f (x)
3x 2

=


(49.4)
1
f (x)
x 1
=



(50) ให้หา
1
f (x)

เมื่อกําหนดให้
2
2x 2 , x 0
f (x)
x 1 , x 0
+


=

− − <


>


(51) ให้หา
1
f (x)

เมื่อกําหนดให้
(51.1) f (3x 4) 4x 3 − = +
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
135
(51.2) [Ent’21]
x x
f ( 1) 1
2 2
+ = −
(51.3)
5x 7
f (x 1)
x 3

+ =


(51.4)
1
f [ 3 f (2x 1) 3x 2 ] 2x 1

+ − + = +

(52) ถ้า
3 2
f (x 1) x 3x 3x 5 − = − + + แล้วค่าของ
1
f (5)

เป็นเท่าใด

(53) กําหนดให้ f (x 3) 4x 5 + = − และ g(x 3) 2 3x − = − ให้หาค่าของ
(53.1)
1
(f g )(5)

(53.3)
1 1
(f g )( 4)
− −

(53.2)
1
(g f )( 1)

− (53.4)
1 1
(g f )(3)
− −


(54) กําหนดให้ f (x 1) 2x 3 + = + และ
2x 1 , x 0
g(x)
3x 1 , x 0
+

=

+ <

>
ให้หาค่าของ
(54.1)
1 1
(f g )(0)
− −
(54.2)
1 1
(g f )(0)
− −


(55) กําหนดให้
2x , x 0
f (x)
3 , x 0


=

<

>
และ
2
x , x 3
g(x)
x , x 3
⎧ >

=




<
ให้หา
(55.1) (f g)(x) − (55.2)
f / g
D

(56) ถ้า f (x) x 1 = + , g(x) 1 x = − และ
2
h(x) 1 x = − แล้ว ให้หา
(56.1) [(g f) h] (x) + (56.2)
f g
( )(x)
h

(57) ถ้า f (2x 3) 3x 2 − = − และ
2
(f g)(x) x x 3 + = + − แล้ว ให้หา
(57.1)
1
(g f )(x)

+ (57.2)
g
( )(x)
f


(58) ถ้า f (x) x 5 = + และ
2
(g f)(x) x 25 = − แล้ว ให้หา
f
( )(x)
g


(59) ถ้า f (x) 4x = ,
2
g(x) x 1 = + และ
x 1, x 0
h(x)
x 1, x 0
+

=

− <

>
แล้ว ให้หา
(59.1)
1 1
(f g h )( 2)
− −
+ + − (59.2)
1
[(g f ) h](2)



(60) ถ้า (f g)(x) 2x 1 + = + และ (f g)(x) 3 4x − = − แล้ว ให้หา
(60.1)
1
(f g) ( 2)

− (60.2)
1 1
[(g f ) f](1)
− −
+

(61) ถ้า
1
x
f (x)
x 2

=

และ (f g)(x) x 2 = + แล้ว ให้หา
(61.1) (f g)(2) + (61.2)
1
[(g f) f ](4)



(62) ถ้า
1
f (x 1) 2x 3

+ = + และ (f g)(x 1) 5x 1 − = + แล้ว ให้หา
(62.1)
1
f
( f )(3)
g

+ (62.2)
1
[(fg) f ](1)





Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
136
เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1) ผิดทุ กข้ อ
(2) (35/3, 20/21) (3) (6, 0)
(4) ข้อ (4.2) และ (4.6) ถูก
(5) ถูกทุ กข้ อ (6)
2
2mk m −
(7)
20
2 (8)
1,000
2
(9) ถูกทุ กข้ อ (10) ถูกทุ กข้ อ
(11.1) {(2, 1)} −
(11.2) {(0, 4), ( 7, 3), ( 7, 3)} − − −
(12) 310
(13.1)
r
D {0} = − R ,
r
R {0} = − R
(13.2) {2} − R , {1} − R
(13.3) {1} − R , {0} − R
(13.4) { 1} − − R , {2} − R
(13.5) (1, ) ∞ , (1, ) ∞
(14.1) R, [0, ) ∞
(14.2) [0, ) ∞ , [0, ) ∞
(14.3) R, [ 4, ) − ∞
(14.4) [ 1, ) − ∞ , [3, ) ∞
(14.5) [ 4, 4] − , [ 4, 4] −
(14.6) [ 4, 4] − , [0, 4]
(14.7) [ 4, 1] − , [0, 1.25]
(14.8) [ 1, 7] − , [ 6, 2] −
(15.1) {0, 1} − R , ( 4, 0] − − R
(15.2) {1, 3} − R , ( 1, 0] − − R
(15.3) [ 1, ) {0} − ∞ − , R
(15.4) ∅, ∅
(15.5) [ 2, 1) (1, ) − − ∪ ∞ , R
(15.6) (46/25, 2] − R , {3, 2} − − R
(16.1) { 7, 1} − − R , ( 3/ 4, 0] − − R
(16.2) R, [0, 2]
(16.3) R, [0, ) ∞
(17.1) { 2, 2} − − R
(17.2) [ 2, 2] − − R
(17.3) {2} − R (17.4) [2, ) ∞
(18) {1} (19) 5 (20) 2
(21) ( 1/ 4, 0] − (22) ข.
(23.1) [ 4, 4] − , [ 4, 4] −
(23.2) [0, 4] , [ 2, 2] −
(23.3) R, [ 3, ) − ∞

(23.4) [ 3, 2) − , [ 3, 6) −
(24.1) 1 (24.2) 0.5
(24.3) 1 (24.4) หาค่าไม่ได้
(25) 6.75 (26.1) 24
(26.2) 12 (26.3) π
(26.4) 4π (27) 85.33
(28) 0 (29) [ 7, 5] [5, 7] − − ∪
(30) [ 1, 8] − (32) 4
(31) ข้อ (31.2) และ (31.3) ถูก
(33) ข้อ (33.2) และ (33.5)
ไม่เป็นฟั งก์ชัน ข้ อ (33.3), (33.6),
(33.8) เป็นฟังก์ ชันหนึ่งต่อหนึ่ง
(34.1) ไม่เป็น (34.2) เป็ น
(35) ข้อ (35.4) เท่านั้นที่เป็ น
(36) ข้อ (36.4) เท่านั้นที่ไม่เป็ น
(37) ข้อ (37.2) เท่ านั้ นที่เป็น
(38) ข้อ (38.2) เท่านั้นไม่เป็ น
(39) ข้อ (39.1), (39.5),
(39.6) เป็ น (40.1) R, [3, ) ∞
(40.2) {5} − R , {10} − R
(40.3) {0} − R , ( 2, 2) − − R
(41)
2
(t 3) + เมื่อ 5 t 5 − < <
(42.1)
2
x x 7 + + (42.2) 7
(42.3)
4 f (x)
3 f (x) 1 +

(43.1) (g f)(x) 2x 3 = + ,
(f g)(x) 2x 6 = +
(43.2) (g f)(x) x 1 = +
เมื่อ x 1 − > ,
(f g)(x) x 1 = + เมื่อ x 0 >
(43.3)
2
(g f)(x) (4x 1) = + ,
2
(f g)(x) 4x 1 = +
(43.4)
2
5 x , x 0
(g f)(x)
(6 x) 1 , x 8
− <
=
− + >






และ
2
(f g)(x) 5 x = −
เมื่อ x 2 > (44) 11/4 หรื อ 2
(45)
1
x 1 −
เมื่อ x 1 ≠
(46) x 1 − หรือ x − (47) –3
(48) ข้อ (48.1) เท่ านั้ นที่เป็น
(49.1)
2
5 x − เมื่อ x 0 >

(49.2)
2
x 4
5

เมื่อ x 0 >
(49.3) 3x 1 +
(49.4) 1 1 / x + เมื่อ x 0 ≠
(49.5)
3x 2
x 1


เมื่อ x 1 ≠
(49.6)
x
2x 1 −
เมื่อ
1
x
2

(49.7)
2x 3
3x 2


เมื่อ
2
x
3

(50)
1
0.5x 1 , x 2
f (x)
x 1 , x 1

+
=
− − − < −





>

(51.1)
3x 25
4

(51.2) x 2 +
(51.3)
4x 12
x 5


เมื่อ x 5 ≠
(51.4)
4x 7
3
+
(52) –1
(53.1) –33 (53.2) –19
(53.3) 4 (53.4) –4
(54.1) –2/3 (54.2) –1/2
(55.1) 3 x, x 0 + < และ
x, 0 x 3 − < < และ
2
2x x , x 3 − − >
(55.2) {0} − R
(56.1)
2
1 x 1 1 x − + + −
เมื่อ 1 x 0 − < <
(56.2)
2
1 1 x
1 x
+ −


เมื่อ x ( , 1) { 1} ∈ −∞ − −
(57.1)
2
x 43
x
6

+
(57.2)
2
2x x 11
3x 5
− −
+

เมื่อ x 5/3 ≠ −
(58)
x 5
x(x 10)
+

เมื่อ x 0, 10 ≠
(59.1) 7/2 (59.2) 15/4
(60.1) 5/3 (60.2) 5/3
(61.1) 6 (61.2) 7/2
(62.1)
1
7
43
(62.2) 43
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
137
A B
x 1 y
2
เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1.1) ผิด เพราะมีบาง a, บาง b
ซึ่ง (a, b) (b, a) = เช่น a 2, b 2 = =
(1.2) ผิด เพราะ (a, b) (c, d) ≠ ไม่ได้แปลว่ า
a c ≠ และ b d ≠ พร้อมๆ กันเสมอไป
ต้องใช้ ว่า a c ≠ หรือ b d ≠ จึงจะถูก
(1.3) ข้อนี้ จะถู กก็เมื่อ a 2b 1 + = − และ
a
1 b 2 2b a
2
= + → = + ซึ่งเป็ นไปไม่ได้
เพราะสมการทั้งสองขัดแย้งกั น (ไม่มีคําตอบ)
ดังนั้ นข้ อนี้ จึงผิ ด
(2) 3x 5 5 x 10 / 3 + = − → = −
และ 8 4y 6 y 7 / 2 − = − → =
y p p 7 / 2 = − → = −
ดังนั้ น
x 35 20
(xp, ) ( , )
p 3 21
=
(3) (3, 4) (0, 0) (3 0, 4 0) (3, 4) ∗ = − + =
และ (x, y) (3, 4) (x 3, y 4) ∗ = − +
ดังนั้ น 3 x 3 x 6 = − → = และ
4 y 4 y 0 = + → = ตอบ (6, 0)
(4.1) ผิด มีกรณีที่ A B × กลายเป็นเซตจํ ากั ด
คือเมื่ อ B = ∅ จะทํ าให้ A B × = ∅
(4.2) ถูก เพราะถ้า n(A B) × หาค่าไม่ได้
แสดงว่า n(A) หรื อ n(B) ต้องหาค่ าไม่ได้
(4.3) ผิด ไม่จํ าเป็นว่ า B C = หากว่ า A = ∅
(4.4) ผิด A = ∅ หรื อ B = ∅
อย่างใดอย่างหนึ่ งก็ได้ ไม่ ต้องเป็ น ∅ ทั้งคู่
(4.5) ผิด ถ้ า A = ∅
ก็ทําให้ A B B A × = × ได้
(4.6) ถูก เพราะ A B A A B ∩ ⊂ ⊂ ∪
(4.7) ผิด เช่ น A = ∅ จะทํ าให้ A B A × = ได้
(หรือ B = ∅ จะทํ าให้ A B B × = )
(4.8) ผิด เพราะสมาชิกของ A กั บสมาชิก
ของ A B × ย่อมไม่มีตั วใดซ้ํ ากันอยู่แล้ว
( A B × มีสมาชิกเป็นคู่ อันดับ)
ดังนั้ น A (A B) ∩ × = ∅ เสมอ
(5.1)
4 3
n(P(A)) 2 , n(P(B)) 2 = =
4 3
n(P(A) P(B)) 2 2 128 → × = ⋅ = ถูก
(5.2) เนื่องจาก (A B) (A C) A (B C) × ∩ × = × ∩
n(A) 30 n(B C) 19 = ∩ = →
n[(A B) (A C)] 30 19 570 × ∩ × = × = ถูก



(5.3) จากสู ตรเรื่องเซต n[(A B) (B A)] × ∪ × =
n(A B) n(B A) n[(A B) (B A)] × + × − × ∩ ×
พบว่า A B {0, 1, 2, 3, 4} ∩ =
ดังนั้ น (A B) (B A) × ∩ × จะมี อยู่ 5 5 × คู่อั นดับ
ทําให้ได้ (29 8) (8 29) (5 5) 439 × + × − × = ถูก
(6) จาก n[(A B) (B A)] × ∪ ×
n(A B) n(B A) n[(A B) (B A)] = × + × − × ∩ ×
(ตัวที่ขี ดเส้นใต้ โจทย์ให้เป็ น (A B) (B A) ∩ × ∩ )
จะได้
2
mk km mm 2mk m = + − = −
(7) n(A ' B ') 2 ∩ = แสดงว่ า n(A B) 8 ∪ =
(วาดรู ปประกอบจะเห็ นชัด)
n(A ' B ') 9 ∪ = แสดงว่ า
n(A B) 1 ∩ =
และจาก n(B) n(A) 1 − =
จะได้ว่ า (y 1) (x 1) 1 + − + = และ x 1 y 8 + + =
แก้ระบบสมการได้ x 3 , y 4 = = ดังนั้น
n(A) 4 , n(B) 5 = = และความสัมพั นธ์ จาก A ไป
B มีทั้งสิ้น
4 5 20
2 2
×
= แบบ
(8)
n(A A) n(A) 100 10 1,000
2 2 2
× ⋅ ×
= = แบบ
(9.1)
3 2 6
2 2 64
×
= = ถูก
(9.2) โดเมนเป็ น {1, 2, 3} ครบทุกจํ านวน ดั งนั้ น
ต้องคิดแบบการนับ
ส่วนของโดเมนเป็น 1 จะมีได้ 3 แบบ คือ
(1, 0) / (1, 4) / (1, 0),(1, 4)
คิดจาก
2
2 1 − (สับเซตของ B ทุกแบบ ที่ไม่ใช่ ∅ )
โดเมนเป็ น 2 ก็มี 3 แบบ, เป็น 3 ก็มี 3 แบบ
ดังนั้ นประกอบกั นทั้งสามส่วน ได้ 3 3 3 27 × × = ถูก
(10.1) ถูก คื อ
12
2 แบบ
(10.2) โดเมนเป็นตั วแรก มี 15 แบบ → คิดจาก
4
2 1 − (สับเซตของ B ทุ กแบบที่ไม่ใช่ ∅ )
ตัวสองและสาม ก็ 15 แบบ
ดังนั้ นได้ 15 15 15 × × ถูก
(10.3) คิดเช่ นเดียวกับข้ อ (10.2) คือ แต่ ละตั วของ
โดเมน B จะมีได้
3
2 1 7 − = แบบ
รวมกันทั้ง 4 ตัว เป็น 7 7 7 7 2,401 × × × = ถูก
(10.4) คิดเช่ นเดิม
3
2 1 7 7 7 7 343 − = → × × = ถูก
(11.1)
1 2
r r ∩ ได้จากการแก้ ระบบสมการ
คือ (x, y) (2, 1) = − เท่ านั้น (เป็ นจํ านวนเต็มพอดี)
จึงตอบ
1 2
r r {(2, 1)} ∩ = −

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
138
(11.2) แก้ระบบสมการ
ได้
2
y y 12 0 y 4 − − = → = หรื อ 3 −
ถ้า y 4 x 0 , = → =
ถ้า y 3 x 7 = − → = ±
ดังนั้ น
1 2
r r {(0, 4), ( 7, 3), ( 7, 3)} ∩ = − − −
(12) ถ้า x 1 = ได้ y 1, 2, 3, ..., 25 25 = → แบบ
ถ้า x 2 = ได้ y 2, 3, ..., 25 24 = → แบบ ...
จนถึง x 20 = ได้ y 20, 21, ..., 25 = (6 แบบ)
รวมจํ านวนคู่ อันดับ 25 24 23 ... 6 = + + + +
310 = (ควรใช้สูตรอนุกรมบทที่ 13 ในการบวกเลข)
(13.1) ก.
r
2
y x 0 D {0}
x
= → ≠ → = − R
ข.
r
2
x y 0 R {0}
y
= → ≠ → = − R
หมายเหตุ เป็ นกราฟ
ไฮเพอร์โบลามุมฉาก
ดังนี้
(13.2) ก.
1
y 1
x 2
− =


r
x 2 0 x 2 D {2} → − ≠ → ≠ → = − R
ข.
r
1
x 2 y 1 R {1}
y 1
− = → ≠ → = −

R
หมายเหตุ เป็ นกราฟไฮเพอร์โบลามุมฉาก เหมื อนใน
ข้อที่แล้ว แต่ เลื่ อนจุด (0,0) ไปอยู่ที่ (2,1)

(13.3) ก.
r
1
y x 1 D {1}
x 1
= → ≠ → = −

R
ข.
r
1
x 1 y 0 R {0}
y
− = → ≠ → = − R
หมายเหตุ เป็ นกราฟไฮเพอร์โบลามุมฉาก
(13.4) ก.
2x 3
y x 1 0 x 1
x 1

= → + ≠ → ≠ −
+

r
D { 1} → = − − R
ข. xy y 2x 3 xy 2x y 3 + = − → − = − − →
r
y 3
x y 2 0 R {2}
y 2
− −
= → − ≠ → = −

R
(13.5) ก.
x 1
y x 1
x 1
+
= → ≠


โจทย์เพิ่มว่ า x 1 > ดังนั้น
r
D (1, ) = ∞
ข. xy y x 1 xy x y 1 − = + → − = + →
y 1
x
y 1
+
=

... แต่ เนื่ องจาก x 1 > จะได้
y 1
1
y 1
+
>


y 1 y 1 y 1
1 0 0
y 1 y 1
+ + − +
→ − > → >
− −

2
0 y 1
y 1
→ > → >

ดังนั้น
r
R (1, ) = ∞


(14.1)
2
r r
y x D , R [0, ) = → = = ∞ R
หมายเหตุ เป็ นกราฟพราโบลาหงาย
(14.2)
r r
y x D [0, ), R [0, ) = → = ∞ = ∞
หมายเหตุ เป็ นกราฟพาราโบลาหงายเหมือนข้ อที่แล้ว
แต่มีเพียงซีกขวาเท่านั้น เพราะ x ห้ ามติ ดลบ





(14.3)
2 2
y x 2x 3 y 3 1 x 2x 1 = − − → + + = − +
2
y 4 (x 1) → + = −
ดังนั้ น
r r
D , R [ 4, ) = = − ∞ R
หมายเหตุ เป็ นกราฟพาราโบลาหงาย จุดยอด (1,-4)
(ไม่ว่าจะวาดกราฟหรือไม่ ก็ต้ องจั ดกําลังสองสมบูรณ์
ให้เหลือ x กับ y เพียงอย่ างละตั วเดียวเสมอ)
(14.4) y 3 x 1 − = +
(เป็นพาราโบลา
2
(y 3) x 1 − = + แต่มีเพียงซีกบน)
r
x 1 0 D [ 1, ) + → = − ∞ >
r
y 3 0 R [3, ) − → = ∞ >
(14.5) ถ้าคิดด้ วยกราฟ จะได้รู ปวงกลม
r r
D [ 4, 4], R [ 4, 4] = − = −
หรือคิดโดยจั ดรู ปสมการก็ได้ คื อ
ก.
2 2
y 16 x 16 x 0 = ± − → − >
(x 4)(x 4) 0 4 x 4 → − + → − < < <
ข.
2
x 16 y ... 4 y 4 = ± − → → − < <
(14.6)
2
y 16 x = − เป็นครึ่ งวงกลม เพราะ
y 0 > เสมอ ดั งนั้ น
r r
D [ 4, 4], R [0, 4] = − =
(14.7)
2
2y 4 3x x = − − → ลองยกกําลั งสอง
ได้
2 2
4y 4 3x x = − − เป็นสมการวงรี
จัดรูปดังนี้
2 2
(x 3x 2.25) 4y 6.25 + + + =
2 2
(x 1.5) y
1
6.25 1.5625
+
→ + =
จากภาพจะได้
r
D [ 4, 1] = − และ
r
R [0, 1.25] =
วงรีด้ านล่ างหายไปเพราะ
ในโจทย์มีรู้ ท ทํ าให้ y 0 > เสมอ
(14.8)
2 2
(x 6x 9) (y 4y 4) 3 9 4 − + + + + = + +
2 2 2
(x 3) (y 2) 4 → − + + =
เป็นวงกลมที่มีจุ ดศูนย์กลางที่ (3, 2) − รั ศมี 4
หน่วย ดังนั้ น
r r
D [ 1, 7], R [ 6, 2] = − = −


14.1 14.2
2.5

1.25

(1.5,0)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
139
(15.1) ก.
2
x x 0 x(x 1) 0 − ≠ → − ≠
r
D {0, 1} → = − R
ข.
2 2
1 1 1 1
x x x x
y 4 y 4
− = → − + = +
2
1 y 4 y 4
(x ) 0
2 4y 4y
+ +
→ − = → >
เขียนเส้นจํานวน จะได้
r
R ( 4, 0] = − − R
(15.2) ก.
2
x 4x 3 0 (x 3)(x 1) 0 − + ≠ → − − ≠
r
D {1, 3} → = − R
ข.
2 2
1 1
x 4x 3 x 4x 4 1
y y
− + = → − + = +
2
y 1 y 1
(x 2) 0
y y
+ +
→ − = → >
เขียนเส้นจํานวน จะได้
r
R ( 1, 0] = − − R
(15.3) ก. x 1 0 x 1 , + → − > > และ
r
x 0 D ( 1, ) {0} ≠ → = − ∞ −
ข.
2
2
x 1 x 1
y y
x x
+ +
= → = →
2
2 2
2
1 1 4y
x y x 1 0 x
2y
± +
− − = → = →
2 2
1
1 4y 0 y
4
+ → − > > (เป็นจริงเสมอ)
r
R ∴ = R
(15.4) ก.
2 2
y 2xy 2x x 1 0 − + + + =
2 2
2x 4x 8x 4x 4
y
2
± − − −
→ =
2
y x x x 1 → = ± − − −
2 2
x x 1 0 x x 1 0 → − − − → + + > <
แยกตัวประกอบไม่ออก แสดงว่ าก้ อนนี้เป็นบวกเสมอ
หรือทดลองจั ดกํ าลังสองสมบูรณ์ ก็ได้ ได้ ผลดังนี้
2
1 3
(x ) 0
2 4
→ + + < เป็นไปไม่ได้
r
D ∴ = ∅
ข. เนื่ องจาก
r
D = ∅ จะได้
r
R = ∅ ด้วย
(15.5) ก.
2
2 2
x 2 x 2
y 0
x 1 x 1
+ +
= → →
− −
>
x 2
0
(x 1)(x 1)
+
− +
> เขียนเส้ นจํ านวนได้
r
D [ 2, 1) (1, ) = − − ∪ ∞
หมายเหตุ
2
x 1 0 − ≠ รวมอยู่ในเส้นจํานวนแล้ว
ข.
2 2 2
x y x y 2 0 − − − =
4 2
2
1 1 4y 8y
x
2y
± + +
→ =
4 2
1 4y 8y 0 → + + > เป็นจริงเสมอ
ดังนั้ น
r
R = R
(15.6) ก.
2
2
1 21
2(y )
2 2
x
1 1
(y )
2 4
− −
= →
− −

มอง (y-1/2) เป็นก้อนๆ หนึ่ง
แล้วย้ ายข้ างแบบข้อ (13.4) จะได้
2
1 25x 46 25x 46
(y ) 0
2 4x 8 4x 8
− −
− = →
− −
>
เขียนเส้นจํานวนได้
r
46
D ( , 2]
25
= − R
ข.
2
2
2y 2y 11
x (y 3)(y 2) 0
y y 6
− −
= → − + ≠
− −

r
R {3, 2} → = − − R
(16.1) ก. | x 3 | 4 0 x 3 4 + − ≠ → + ≠ ±
r
D { 7, 1} → = − − R
ข.
3 3
| x 3 | 4 | x 3 | 4
y y
+ − = → + = +
3 3 4y
4 0 0
y y
+
→ + → > >
ดังนั้ น
r
3
R ( , 0]
4
= − − R
(16.2) ก.
r
x D ∈ → = R R
เนื่องจากไม่มีข้อจํากั ดใดๆ สํ าหรั บค่า x
ข. y |x 2| |x| = + − → แยกช่วงย่อยคิด..
ถ้า x 0 y | x 2 x | 2 → = + − = >
ถ้า 2 x 0 y |x 2 x| |2x 2| − < → = + + = + <
ถ้า x 2 y | x 2 x | 2 < − → = − − + =
จะได้กราฟดังภาพ
และ
r
R [0, 2] =



(16.3) กราฟสร้างจากพาราโบลา
2
y x 4 = −
แต่ว่ ามีค่าสัมบูรณ์
ทําให้ y 0 > เสมอ
กราฟด้ านล่างที่ ค่ า y ติดลบ
จะถูกพลิกขึ้ นด้ านบนให้เป็น
ค่าบวก ดังภาพ
r r
D , R [0, ) ∴ = = ∞ R
(17.1)
1
r
r
R D

= ⇒
2
x 4 0 (x 2)(x 2) 0 − ≠ → − + ≠
ดังนั้ น
1
r
R {2, 2}

= − − R
(17.2)
2 2
x 4 0, x 4 0 − ≠ − >
ดังนั้ น
1
2
r
x 4 0 R [ 2, 2]

− > → = − − R
(17.3)
1
r
R {2}

= − R

-1
2
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
140
(17.4) เงื่อนไข − −
2
2x 3x 2 0 > จะได้
(2x 1)(x 2) 0 x ( , 1/2] [2, ) + − → ∈ −∞ − ∪ ∞ >
และ เงื่ อนไข − + − −
2
3x 1 2 2x 3x 2 0 >
นั่นคื อ
2
2 2x 3x 2 1 3x − − − >
ซึ่งอสมการนี้ วิธี การคิ ดจะต้องแบ่งเป็นสองกรณี
กรณี ที่ − →
1
1 3x 0 x
3
> <
จะได้อสมการ − − − +
2 2
4(2x 3x 2) 1 6x 9x >
→ + + → + → = −
2 2
x 6x 9 0 (x 3) 0 x 3 < <
(เป็นไปไม่ได้ในกรณีนี้ )
กรณี ที่ − < → >
1
1 3x 0 x
3

จะได้อสมการเป็ นจริ งเสมอ ทุกค่ า x ที่ใช้ได้ในรู้ ท
นั่นคื อ ∈ −∞ − ∪ ∞ x ( , 1/2] [2, ) (ซึ่งคํ านวณไว้แล้ว)
แต่เงื่ อนไขของกรณีนี้ คือ x > 1/3 เท่ านั้ น..
1
r
R [2, )

∴ = ∞
(18)
r
1 y
x R {0}
y
+
= → = − R
r
1
xy y 1 y D {1}
x 1
− = → = → = −

R

ดังนั้ น
r r
R D {1} − =
(19) ก. x 11; x 2 0 x 2 − → >
x 11; 15 x 0 x 15 > − → > <
นํามารวมกั นได้เป็น
r
D [2, 15] =
ข. ในช่วง 2 x 11 < < จะได้
2
y x 2 = −
แสดงว่า y มีค่าเพิ่มขึ้นจาก 0 ไปถึง 3
ส่วนในช่วง 11 x 15 < < จะได้
2
y 15 x = −
แสดงว่า y มีค่าลดลงจาก 2 ถึง 0
(จะใช้วิธีทดลองพล็ อตเป็นกราฟพาราโบลาก็ได้)
สรุป
r r r
R [0, 3] A D R [2, 3] = → = ∩ =
และผลบวก 3 2 5 + =
(20)
2
r
2
y 1
x R
2y 1
+
= → =
+
R
2
r
x 1 x 1 1
y 0 D ( , 1]
1 2x 2x 1 2
− −
= → → =
− −
<
ดังนั้ น
r r
1
R D ' ( , 1]
2
∩ = − R
จํานวนเต็มบวกที่ น้อยที่สุ ดคื อ 2
(21)
1
2
r
r
1
D R x 2x 3
y

= → − − = →
2
1
x 2x 1 3 1
y
− + = + + →
2
1 4y 1 4y 1
(x 1) 4 0
y y y
+ +
− = + = → >
เขียนเส้นจํานวนได้ ( , 1 / 4] (0, ) −∞ − ∪ ∞
ดังนั้ น คอมพลีเมนต์คื อ ( 1 / 4, 0] −

(22)
2 2
2 2
1 1
y 9 x
9 x y
= → − = →


2 2
2
2 2 2
1 9y 1 9y 1
x 9 0
y y y
− −
= − = → >
นั่นคื อ
2
(3y 1)(3y 1)
0
y
− +
> เขียนเส้ นจํ านวนได้ผล
เป็น
r
1 1
R ( , )
3 3
= − − = U R
ก. x y[x y y] ∃ ∀ + = ไม่ถูก เพราะ x y y + =
แสดงว่า x 0 = แต่ใน U ไม่มี 0
ข. x y[x y 0] ∀ ∃ + = ถูก เพราะไม่ว่าหยิบ x ตัวใด
ก็จะหา y ที่ ตรงเงื่ อนไขได้เสมอ
(23.1)
r
D [ 4, 4] = −
r
R [ 4, 4] = −


(23.2)
r
D [0, 4] =
r
R [ 2, 2] = −


(23.3)
2 2
y 2 x 2x y 3 (x 1) + = + → + = +
r
D = R
r
R [ 3, ) = − ∞



(23.4) กราฟเหมือนข้ อที่แล้ว
แต่มีแค่ช่วงเดียว
r
D [ 3, 2) = −
r
R [ 3, 6) = −

(24)





(24.1) 1 ตร.หน่วย (24.2) 1/2 ตร.หน่ วย





(24.3) 1 ตร.หน่วย (24.4) หาค่าไม่ ได้


4
4
-4
-4
(2,0)
2
2
(-1,-3)
(-1,-3)
(-3,1)
(2,6)
1
1
-1
1
1
1
1
-1
-1
1
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
141
(25) หาจุดยอดของ Δ ได้เป็น
(1, 2), ( 2, 1), (2.5, 1) − − −
ดังนั้ น พื้นที่
1
3 4.5
2
= × ×
6.75 = ตร.หน่ วย

(26.1)
พื้นที่
1
8 8
2
= × ×
1
4 4
2
− × ×
32 8 24 = − = ตร.หน่ วย
(26.2)
พื้นที่
1
4 ( 2 3)
2
= × × ×
12 = ตร.หน่ วย

(26.3) พื้นที่
2
1
( 2 )
4
= × × π
= π ตร.หน่ วย

(26.4)





พื้นที่
2
1
( 4 )
4
= × π
4 = π ตร.หน่ วย

(27)

พื้นที่ = 4 ( + )

1 1 8
4( 8 4 4)
2 2 3
= × × + × ×
256
85.33
3
= ≈ ตร.หน่ วย
(28)
r1 r2
A D [ 4, 4]

= = −
B [ 2, 2] = −
A B [ 4, 2) (2, 4] − = − − ∪
ผลบวก 4 3 3 4 0 = − − + + =
(29) แก้ระบบสมการ
ได้จุดตัดทั้งสี่เป็ น
( 7, 2) ± ±

ดังนั้ น
r1 r2
D [ 7, 5] [5, 7]

= − − ∪
(30) A [ 1, 3] = −



2
r {(x, y) |x y 1, x [ 1, 3]} = = + ∈ −
จะได้
r
R [ 1, 8] = −
(31)





(31.1) ผิด (31.2) ถู ก





(31.3) ถูก (31.4) ผิด
(32) พื้นที่
1
4( 1 2)
2
= × ×
4 = ตร.หน่ วย




(33) ใช้วิธี สังเกตว่า x เดียวให้ ค่ า y เดียวหรื อไม่
(ถ้ามี y
เลขคู่
หรือ |y| จะไม่เป็ นฟั งก์ชัน, ถ้ามี x
เลขคู่

หรือ |x| จะไม่เป็น 1-1) หรื อจะใช้วิธีเขียนรูปกราฟก็
ได้ (ถ้ามีเส้ นตรงในแนวตั้งที่ตั ดกราฟเกิน 1 จุ ดได้ จะ
ไม่เป็นฟั งก์ชัน, ถ้ามีเส้ นตรงแนวนอนที่ ตัดกราฟเกิน
1 จุดได้ จะไม่เป็ น 1-1)





(33.1) เป็นฟังก์ ชันแต่ไม่เป็ น 1 1 −
(33.2) ไม่เป็นฟั งก์ชัน
(33.3) เป็นฟังก์ ชัน 1 1 −





(33.4) เป็นฟังก์ ชัน แต่ไม่เป็น 1 1 −
(33.5) ไม่เป็นฟั งก์ชัน
(33.6) เป็นฟังก์ ชัน 1 1 −
-1
1
-1
4
2
4
4
2
2
4
2
2
1
2
4
4
1
r
1
2 1
r r

=
1 2
r r ∩
4
4
8
8
4
4
(8/3,8/3)
4
2
2
2
5 -5
53 - 53
(0,-1)
(-1,0)
(3,8)
1
r r

=
r
1
r


1
r r

=
1
r

r
1
2
33.1
33.2
33.3
33.4
33.5 33.6
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
142





(33.7)
2
1 3
f(x) (x )
2 4
= + + เป็นฟังก์ชัน แต่ไม่
เป็น 1 1 −
(33.8) เป็นฟังก์ ชัน 1 1 −
(33.9) เป็นฟังก์ ชัน แต่ไม่เป็น 1 1 −
(33.10) เป็นฟังก์ชัน แต่ไม่เป็น 1 1 −




(34.1) ไม่เป็น (34.2) เป็น
(35) มีเพียง (35.4) ที่เป็ น ดังรู ป











(36) เป็น 1 1 − ทุกข้อยกเว้น (36.4) ดังรูป











(37) ฟังก์ชั นจาก R ไป R แสดงว่า
f
D = R
(37.1) ไม่ใช่ เพราะ
2
9 x 0 − > แสดงว่ า
3 x 3 − < < เท่ านั้ น
(37.2) ใช่ เพราะ
2
9 x 0 + > เสมอ x → ∈ R
(37.3) ไม่ใช่ เพราะ x 0 ≠
(37.4) ไม่ใช่ เพราะ x 5 |y| x 5 = − → <

(38) ฟังก์ชั นจาก R ไปทั่วถึง [0, ) ∞
แสดงว่า
f
D = R และ
f
R [0, ) = ∞
พิจารณาทุกข้ อแล้ว
f
D = R แน่ นอน เพราะ x
เป็นเท่าใดก็ได้ ดั งนั้น ต้ องพิจารณา
f
R ว่าเป็ นเท่าใด
(38.1) ใช่ เพราะ y 0 >
(38.2) ไม่ใช่ เพราะ
2
y 2 (x 1) y 2 − = − → >
(38.3) ใช่ เพราะ
2
x 4 4 y 0 − − → > >
(38.4) ใช่ เพราะ
3
y |x 1| y 0 = + → >
(39.1) เป็น เพราะเป็ นเส้ นตรง ความชั น 5
(39.2) ไม่เป็น (ความชัน 2 − )
(39.3) และ (39.4) ไม่เป็น เพราะเป็ นพาราโบลา
หงาย (มีช่วงที่เกิ ดฟังก์ชันลดด้วย)
(39.5)
3
f(x) 2 (x 2) − = − และ
(39.6)
3
f(x) (x 1) = + เป็นทั้งสองข้อ ดังรูป





(40.1)
2 2
y x 2x 4 y 3 (x 1) = − + → − = −
f f
D , R [3, ) → = = ∞ R (รูปพาราโบลาหงาย)
(40.2)
(x 5)
y

=
(x 5)
x 5
+

f
D {5} → = − R
ดังนั้ น
f
R {10} = − R ... เพราะ x 5 ≠
(40.3) ก.
2
f
1 x
y D {0}
x
+
= → = − R
ข.
2
2
y y 4
x xy 1 0 x
2
± −
− + = → =
2
f
y 4 0 R ( 2, 2) → − → = − − > R
(41) 2 t 3 8 5 t 5 − + → − < < < <
ดังนั้ น
2
f(t 3) (t 3) + = + เมื่อ 5 t 5 − < <
(42.1) ให้ A x 1 x A 1 = + → = − → จะได้
2
f(A) (A 1) 3(A 1) 9 = − + − +
2
A A 7 = + + ดั งนั้ น
2
f(x) x x 7 = + +
(42.2) ให้
2
2 x 1 = − จะได้
2
x 5 =
ดังนั้ น f(2) 5 2 7 = + =








33.7
33.8
34.1 34.2
35.1
x+y=1
x+y=-1
35.2
35.3
35.4
36.1
36.2
(4,-3)
3
3/2
36.3
(-4,3)
36.4
3
39.5
(2,2)
39.6
(-1,0)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
143
(42.3)
4x
f(4x)
4x 2
=
+

แต่
x
f(x) xf(x) 2f(x) x
x 2
= → + =
+

2f(x)
xf(x) x 2f(x) x
f(x) 1

→ − = − → =


ดังนั้น
4x 1
f(4x)
1
4x 2
1
2x
= = =
+
+

1 4f(x)
f(x) 1
3f(x) 1
1 ( )
4f(x)
=

+


(43.1) (gof)(x) g(2x) 2x 3 = = +
และ (fog)(x) f(x 3) 2x 6 = + = +
(43.2) (gof)(x) g(x 1) x 1 = + = +
และ (fog)(x) f( x) x 1 = = +
(43.3)
2
(gof)(x) g(4x 1) (4x 1) = + = +
และ
2 2
(fog)(x) f(x ) 4x 1 = = +
(43.4) ก. กรณี แรก
(gof)(x) g( 4 x) 4 x 1 5 x = − = − + = −
เมื่อ “ x 0 < และ 4 x 2 − > ” → x 0 <
กรณี ที่สอง
2
(gof)(x) g(6 x) (6 x) 1 = − = − +
เมื่อ “ x 4 > และ |6 x| 2 − > ” x 8 → >
ข. กรณีแรก
2 2
(fog)(x) 4 (x 1) 3 x = − + = −
เมื่อ “|x| 2 > และ
2
x 1 0 + < ” ... เป็นไปไม่ได้
กรณี ที่สอง
2 2
(fog)(x) 6 (x 1) 5 x = − + = −
เมื่อ “|x| 2 > และ
2
x 1 4 + > ” |x| 2 → >
(44)
2 2
3f(x) 2f(x) 1 f(x) f(x) 2 − + = − + →
2
1
2f(x) f(x) 1 0 f(x)
2
− − = → = − หรื อ 1
ดังนั้ น
1
(gof)(1) g(f(1)) g( )
2
= = − หรื อ g(1)
11 / 4 = หรื อ 2
(45)
g(x) 1
x xg(x) g(x) 1
g(x)
+
= → = +
1
g(x) ; x 1
x 1
→ = ≠


(46)
2 2
f(x) f(x) 2 x x 2 + + = − +
2 2
1 1
[f(x) ] [x ]
2 2
→ + = −
f(x) x 1 → = − หรื อ f(x) x = −
(47) (fof)(x) 4x 9 = −
A(Ax B) B 4x 9 → + + = − →
2
A 4 = และ AB B 9 + = −
โจทย์ให้ A 0 > ดังนั้ น A 2 B 3 = → = −
(48) อินเวอร์สจะเป็นฟังก์ชั น ก็ ต่ อเมื่อ f เป็น
ฟังก์ชั น 1-1 ดังนั้นให้ ตรวจสอบว่ าแต่ ละข้ อเป็น
ฟังก์ชั น 1-1 หรือไม่ ดังนี้
(48.1) เป็น เพราะ
2
y x = เมื่อ x 0 >
และ
2
y x = − เมื่อ x 0 < ดั งรู ป









(48.2) ไม่เป็น เช่น y=1 จะได้ x=0 หรือ -2
(48.3) ไม่เป็น เช่น y=0 จะได้ x=3 หรื อ -3
(48.4) ไม่เป็น เช่น y=1 จะได้ x=1 หรือ -1
(49.1) จาก y 5 x ; y 0 = − > กลายเป็น
2
x 5 y y 5 x ; x 0 = − → = − >
(49.2) จาก y 5x 4 ; y 0 = + > กลายเป็น
2
x 4
x 5y 4 y ; x 0
5

= + → = >
(49.3) จาก
x 1
y
3

= กลายเป็น
y 1
x y 3x 1
3

= → = +
(49.4) จาก
1
y
x 1
=

กลายเป็น
1 1
x y 1; x 0
y 1 x
= → = + ≠


(49.5) จาก
x 2
y
x 3

=

กลายเป็น
y 2
x xy 3x y 2
y 3

= → − = −


3x 2
y ; x 1
x 1

→ = ≠


(49.6) จาก
x
y
2x 1
=

กลายเป็น
y
x 2xy x y
2y 1
= → − =


x 1
y ; x
2x 1 2
→ = ≠


(49.7) จาก
2x 3
y
3x 2

=

กลายเป็น
2y 3
x 3xy 2x 2y 3
3y 2

= → − = −


2x 3 2
y ; x
3x 2 3

→ = ≠



48.4
48.1
48.2
48.3
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
144
(50) กรณี แรก x 2y 2 ; y 0 = + >
x
y 1 ; x 2
2
→ = + >
(เงื่อนไขมาจาก y 0 2y 2 2 ∴ + > > )
กรณี ที่สอง
2
x y 1 ; y 0 = − − <
y x 1 ; x 1 → = − − − < −
(เครื่องหมายลบเท่านั้น เพราะ y 0 < เสมอ)
(เงื่อนไขมาจาก
2
y 0 y 0 < → − < →
2
y 1 1 ∴ − − < − )
ดังนั้ น
1
x
1 ; x 2
f (x)
2
x 1 ; x 1


+ ⎪
=

⎪ − − < −

>

(51.1)
1
f (4x 3) 3x 4

+ = −
ให้
A 3
A 4x 3 x
4

= + → = →
จะได้
1
A 3 3A 25
f (A) 3( ) 4
4 4

− −
= − =
1
3x 25
f (x)
4


→ =
(51.2)
1
x x
f ( 1) 1
2 2

− = + →
ให้
x
A 1 x 2(A 1)
2
= − → = + →
1
2(A 1)
f (A) 1 A 2
2

+
= + = +
1
f (x) x 2

→ = +
(51.3)
1
5x 7
f ( ) x 1
x 3


= + →


ให้
5x 7 3A 7
A x
x 3 A 5
− −
= → =
− −

1
3A 7 4A 12
f (A) 1
A 5 A 5

− −
∴ = + =
− −

1
4x 12
f (x) ; x 5
x 5


→ = ≠


(51.4) f(2x 1) 3f(2x 1) 3x 2 + = + − +
1
3 3
f(2x 1) x 1 f ( x 1) 2x 1
2 2

→ + = − → − = +
ให้
3 2
A x 1 x (A 1)
2 3
= − → = + →
จะได้
1
2 4A 7
f (A) 2( )(A 1) 1
3 3

+
= + + =
1
4x 7
f (x)
3

+
∴ =
(52)
1 3 2
f (x 3x 3x 5) x 1

− + + = − →
ให้
3 2
x 3x 3x 5 5 − + + =
จะได้ x 0 = เท่ านั้ น
1
f (5) 0 1 1

→ ∴ = − = −
(53.1) หา
1
g (5)

โดย
1
g (2 3x) x 3

− = − →
ให้
1
2 3x 5 x 1 g (5) 4

− = → = − → = −
หา
1
(fog )(5) f( 4)

= − โดยให้ x 3 4 + = −
x 7 f( 4) 33 → = − → − = −

(53.2) หา
1
f ( 1) 4x 5 1 x 1

− → − = − → =
1
f ( 1) 1 3 4

→ − = + =
1
(gof )( 1) g(4)

− = → ให้ x 3 4 x 7 − = → =
g(4) 2 3(7) 19 → = − = −
(53.3) หา
1
g ( 4) 2 3x 4 x 2

− → − = − → =
1
g ( 4) 2 3 1

→ − = − = −
1 1 1
(f og )( 4) f ( 1) 4
− − −
− = − = (หาไว้แล้วในข้อที่แล้ว)
(53.4) หา
1
f (3) 4x 5 3 x 2

→ − = → =
1
f (3) 2 3 5

→ = + =
1 1 1
(g of )(3) g (5) 4
− − −
= = − (หาไว้แล้วในข้อแรก)
(54.1) กรณีแรก
1
1
g (0)
2

= −
ใช้ไม่ได้เพราะ
1
2
− >0
กรณี ที่สอง
1
1
g (0)
3

= − ใช้ได้ เพราะ
1
0
3
− <
ต่อมา
1
1
f ( )
3

− หาโดยให้
1
2x 3
3
+ = −
5
x
3
→ = −
1
1 5 2
f ( ) 1
3 3 3

∴ − = − + = −
(54.2)
1
f (0)

หาจาก
3
2x 3 0 x
2
+ = → = −
1
3 1
f (0) 1
2 2

→ = − + = −
กรณีแรก
1
1 3
g ( )
2 4

− = − ใช้ไม่ได้เพราะ
3
4
− > 0
กรณี ที่สอง
1
1 1
g ( )
2 2

− = − ใช้ได้เพราะ
1
0
2
− <
ตอบ
1
2

(55.1) กรณีแรก
2
(f g)(x) 2x x − = − −
เมื่อ x 0 > และ x 3 x 3 > → >
กรณี ที่สอง (f g)(x) 2x x x − = − + = −
เมื่อ x 0 > และ x 3 0 x 3 → < < <
กรณี ที่สาม (f g)(x) 3 x − = +
เมื่อ x 0 < และ x 3 x 0 → < <
(55.2)
f / g f g
D D D = ∩ โดยที่ g(x) 0 ≠
ดังนั้ น
f / g
x 0 D {0} ≠ → = − R
(56.1)
2
[(gof) h](x) 1 x 1 1 x + = − + + −
เงื่อนไขคื อ x 1 0 x 1 + → − > >
และ 1 x 1 0 x 0 − + → > <
นั่นคื อเงื่ อนไขของ x เป็น 1 x 0 − < <
(56.2)
2
fog 1 x 1
( )(x)
h 1 x
− +
=


เงื่อนไขคื อ 1 x 0 x 1 − → > <
1 x 1 0 − + → > เป็นจริงเสมอ
และ
2
1 x 0 x 1, x 1 − ≠ → ≠ ≠ −
สรุปเงื่ อนไขของ x คือ x ( , 1) { 1} ∈ −∞ − −
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
145
(57.1) f(2x 3) 3x 2 − = −
A 3 3x 5
f(A) 3( ) 2 f(x)
2 2
+ +
→ = − → =
1
2x 5
f (x) ...
3


∴ =
จาก
2
(f g)(x) x x 3 + = + − จะได้
2
3x 5
g(x) x x 3
2
+
= + − −
1 2
3x 5 2x 5
(g f )(x) x x 3
2 3

+ −
∴ + = + − − +
2
x 43
x
6

= +
(57.2)
2
3x 5
2
3x 5
2
x x 3
g
( )(x)
f
+
+
+ − −
=
2
2x x 11 5
; x
3x 5 3
− −
= ≠ −
+

(58)
2
g(x 5) x 25 + = −
2 2
g(A) (A 5) 25 g(x) x 10x → = − − → = −
2
f x 5
( )(x) ; x 0, 10
g x 10x
+
∴ = ≠


(59.1)
1
1
f ( 2) 4x 2 x
2

− → = − → = −
1
1
f ( 2)
2

→ − = −
2
g( 2) ( 2) 1 5 − = − + = จะได้
กรณีแรก
1
h ( 2) 3

− = − ใช้ไม่ได้ เพราะ 3 − >0
กรณี ที่สอง
1
h ( 2) 1

− = − ใช้ได้ เพราะ 1 0 − <
ดังนั้ น ได้คําตอบ
1 7
5 1
2 2
− + − =
(59.2) หาค่า
1
(gof )(2) h(2)


1
1
f (2) 4x 2 x
2

→ = → =
1
1 1 1 5
f (2) ; g( ) 1
2 2 4 4

→ = = + =
h(2) 2 1 3 = + = → ได้คํ าตอบ
5 15
3
4 4
⋅ =
(60.1) f(x) g(x) 2x 1 + = + และ
f(x) g(x) 3 4x − = −
แก้ระบบสมการ จะได้
f(x) 2 x = − และ g(x) 3x 1 = −
(fog)(x) 2 (3x 1) 3 3x → = − − = −
หา
1
(fog) ( 2)

− → ให้
5
3 3x 2 x
3
− = − → =
1
5
(fog) ( 2)
3

→ − =



(60.2) f(1) 2 1 1 = − = →
หา
1 1
2 5
g (1) f (1) 1
3 3
− −
+ = + =
(61.1) หา f(2) โดย
x
f( ) x
x 2
= →


ให้
x
2 x 4 f(2) 4
x 2
= → = → =


หา g(2) โดย (fog)(x) x 2 f(g(2)) 4 = + → =
1
4
g(2) f (4) 2
4 2

→ = = =


ดังนั้ น (f g)(2) 4 2 6 + = + =
(61.2)
1
f (4) 2

= (หาแล้ วในข้ อที่แล้ว)
(gof)(4) g(f(4)) =
หา f(4) โดย
x 8
4 x
x 2 3
= → =


8
f(4)
3
→ =
หา
8
g( )
3
โดย
8 8 14
f(g( )) 2
3 3 3
= + =
1
8 14 14 / 3 7
g( ) f ( )
3 3 14 / 3 2 4

→ = = =


ดังนั้ น ตอบ
7 7
2
4 2
⋅ =
(62.1) หา
1
f(3)
f (3)
g(3)

+ →
f(3) ได้จาก f(2x 3) x 1 2x 3 3 + = + → + =
x 0 → = f(3) 1 ∴ =
1
f (3)

ได้จาก
1
f (x 1) 2x 3 x 1 3

+ = + → + =
1
x 2 f (3) 2(2) 3 7

→ = → = + =
g(3) ได้จาก f(g(3)) x 1 3 x 4 ⇒ − = → =
f(g(3)) 20 1 21 → = + = →
1
g(3) f (21) 2(20) 3 43

= = + =
ดังนั้ นตอบ
1 1
7 7
43 43
+ =
(62.2)
1
f (1)

หาจาก x 1 1 x 0 + = → =
1
f (1) 2(0) 3 3

→ = + =
หา (fg)(3) f(3) g(3) = ⋅
หาแล้วจากข้อแรก คื อ 1 43 43 ⋅ =

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ความสัมพันธและฟงกชัน
146
eÃ× èo§æ¶Á
หลักในการหาโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชัน fog..

สมมติว่ า
2
f (x) x 6 = + และ
2
g(x) 3 x = − ต้องการหา
fog
D
ไม่ควรคิ ดโดยหา fog ก่อนแล้วจึงหาโดเมนและเรนจ์ เพราะคํ าตอบที่ได้อาจผิ ด
ในตัวอย่ างนี้ หากคิดโดยหา fog ก่อน จะเป็ น
( )
2
2 2 2
(f g)(x) 3 x 6 3 x 6 9 x = − + = − + = −
หาโดเมนได้ จากเงื่อนไข
2
9 x 0 − > จะได้ คําตอบคื อ x [ 3, 3] ∈ − แต่เป็ นคําตอบที่ผิ ด!!
เช่น เมื่ อเราพิ จารณาค่า (f g)(2) จะพบว่ า g(2) นั้นไม่ นิยาม.. ฟังก์ชัน fog จึงไม่ควรมี 2 อยู่ในโดเมน
สาเหตุ ที่คํ าตอบผิดก็เพราะในการหา fog นั้ นมีขั้ นตอนที่เครื่ องหมายรู้ ทถูกยกกํ าลังสองให้หายไป
เงื่อนไขของโดเมน (ที่ อยู่ในรู้ ท) ก็เลยหายไปด้วย..

หลักในการหาโดเมนและเรนจ์ ของฟังก์ ชันประกอบ (เช่น fog) ที่ ถูกต้องเป็นดังนี้
(1) เขียน f(g(x)) โดยใส่ g(x) ลงไปใน f ก่อน (ต้องคงค่ า g(x) ไว้ อย่าเพิ่งแทน x ลงไป)
(2) ถ้าหา
fog
D ให้ พิ จารณาโดเมนของ f(g(x)) ที่เราเขียน ว่า g(x) เป็นอะไรได้บ้าง แล้วจึ งย้อนไปคิ ด x
ถ้าหา
fog
R ให้ หาเรนจ์ของ g(x) ก่อนแล้วเอามาใส่ ลงใน f(g(x)) ที่เราเขียนไว้ เพื่อให้ทราบเรนจ์

ตัวอย่าง กํ าหนดให้
2
1
f (x)
1 x
=

และ
2
g(x) 4 x = − ให้ หาเซต
fog
D และ
fog
R
เริ่มต้น เขียน
2
1
(f g)(x)
1 g(x)
=

ก่อน
ก. หาโดเมน; พิจารณาเงื่ อนไขรู้ ทและเป็ นตัวส่ วน ดังนั้น
2
1 g(x) 0 − >
แยกตัวประกอบแล้วเขี ยนเส้นจํานวน จะได้ 1 g(x) 1 − < <
จากนั้นจึงแทน x ลงไปได้ว่ า
2 2 2
1 4 x 1 0 4 x 1 3 x 4 − < − < → − < → < < <
ดังนั้ น
fog
D [ 2, 3) ( 3, 2] = − − ∪

ข. หาเรนจ์ ; เริ่มจากหาเรนจ์ของ g(x) ซึ่งอาจมองลัดได้ ดังนี้
จาก
2 2 2
x x 0 4 x 4 0 4 x 2 ∈ → → − → − > < < < R ...แสดงว่า g(x) มีค่าในช่วง [0,2]
นําขอบเขตของค่ า g นี้ไปใส่ใน f ต่อ ได้เป็ น
2 2 2
0 g(x) 2 0 g(x) 4 3 1 g(x) 1 0 1 g(x) 1 → → − − → − < < < < < < < <
ดังนั้ น
2
1
1
1 g(x)
< ∞

< แสดงว่ า
fog
R [1, ) = ∞

เพื่อทดสอบความเข้าใจ ลองดัดแปลงวิ ธีเพื่อหา
gof
D และ
gof
R ของตัวอย่ างนี้ ดูนะครับ
(เริ่มจากเขียน g(f(x)) โดยคงค่ า f(x) ไว้ อย่ าเพิ่ งแทน x ลงไป)
คําตอบที่ถูกคือ [ 3/2, 3/2] − และ [0, 3] ตามลํ าดั บ..
และนอกจากนี้ยังมีในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลั ยอยู่ หลายครั้งด้วย ก็ลองฝึกทําได้ครับ
(ตามเลขข้ อที่ระบุไว้ใน “ข้อสอบเข้าฯ แยกตามหัวข้อ”) :]

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
147




linear






º··Õè 6 ¡íÒ˹´¡ÒÃeªi§eʌ¹
กําหนดการเชิงเส้น (Linear Programming)
เป็นเทคนิคที่เริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1947 ในช่วงที่
สหรัฐอเมริกากําลังประสบปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอ
และต้องหาวิธีจัดสรรให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด เทคนิค
การแก้ปัญหาแบบนี้นําไปใช้ในหลายด้ าน เช่น การ
ผลิตสินค้าแต่ละประเภทด้วยวัตถุดิบที่มีให้ได้กําไรสูง
ที่สุด การขนส่งให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด การหาปริมาณ
วัตถุผสมให้ได้ส่วนประกอบตามต้องการโดยเสี ย
ค่ าใช้จ่ายน้ อยที่สุด การมอบหมายงานให้แต่ละกลุ่ม
เพื่อให้งานสําเร็จในเวลาน้อยที่สุ ด ฯลฯ


ตัวอย่างสถานการณ์ ในการผลิตเก้าอี้สองชนิดคือขนาดเล็กและขนาดใหญ่ พบว่า เก้าอี้
ขนาดเล็กแต่ละตัวต้องเสียเวลาในการเลื่อยไม้ 1 ชั่วโมง ประกอบและตกแต่ง 2 ชั่วโมง ขายได้กําไร
ตัวละ 30 บาท ส่วนเก้าอี้ขนาดใหญ่ต้องเสียเวลาในการเลื่อยไม้ 2 ชั่วโมง ประกอบและตกแต่ง 2
ชั่วโมง และขายได้กําไรตัวละ 50 บาท ถ้าหากคนงานเลื่อยไม้ทํางานได้วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง และ
คนงานประกอบตกแต่งทํางานได้วันละไม่เกิน 10 ชั่วโมง ต้องการทราบว่าในแต่ละวันควรจะผลิตเก้าอี้
แต่ละชนิดเป็นจํานวนเท่าใดจึงจะได้กําไรมากที่สุด และได้กําไรเท่าใด

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
148
O
y
x
5
4
5 8
x + 2y = 8
2x + 2y = 10
ขั้นตอนการแก้ปัญหา จะเริ่มจากการเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็น แบบจําลองทาง
คณิตศาสตร์ ก่อน โดยสมมติตัวแปร x และ y แทนจํานวนผลิตที่เราต้องการทราบ นั่นคือ
ให้ x แทนจํานวนเก้าอี้ขนาดเล็กที่ผลิตใน 1 วัน
y แทนจํานวนเก้าอี้ขนาดใหญ่ที่ผลิตใน 1 วัน

1. สิ่งที่เราต้องการคือกําไรมากที่สุด ดังนั้นถ้าให้ P แทนกําไรที่ได้ จะเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
P 30 x 50 y = +
เรียกว่า สมการจุดประสงค์ หรือ ฟังก์ชันจุดประสงค์ (P เป็นฟังก์ชันที่ขึ้นกั บตัวแปร x และ y)

2. เงื่อนไข (หรือข้อจํากัด) ที่มีอยู่ ได้แก่จํานวนชั่วโมงทํางานของคนงานเลื่อยไม้ และคนงาน
ประกอบตกแต่ง ซึ่งนํามาเขียนเป็นอสมการได้ดังนี้
(เลื่อยไม้) x 2 y 8 + <
(ประกอบตกแต่ง) 2 x 2 y 10 + <
ค่า x และ y เป็นจํานวนเก้าอี้ จึงไม่สามารถเป็นค่าติดลบได้
x 0 >
y 0 >
เนื่องจาก x และ y ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ จึงเรียกอสมการทั้งสี่ว่า อสมการข้อจํากัด

3. เขียนกราฟของระบบอสมการข้อจํากัด และแรเงาบริเวณที่ “ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ”
เรียกบริเวณที่แรเงานี้ว่า อาณาบริเวณที่หาคําตอบได้
(Feasible Region) เนื่องจากค่า x และ y ที่เป็น
ไปได้ จะต้องอยู่ในบริเวณที่แรเงาเท่านั้น






4. หาจุดยอดมุมทั้งหมดของบริเวณที่แรเงา (ถ้าเป็นจุดที่เกิดจากเส้นตรงตัดกัน ไม่ได้อยู่บนแกน x
หรือ y ก็ต้องใช้วิธีแก้ระบบสมการเพื่อหาจุดตัด)
ในตัวอย่างนี้หาจุดยอดมุมได้เป็น (0, 0), (0, 4), (2, 3), (5, 0)
คู่อันดับ x และ y เหล่านี้เท่านั้น ที่มีโอกาสทําให้เกิดค่า P มากที่สุดดังต้องการ

5. นําคู่อันดับ x และ y ทั้งสี่จุดที่ได้ ไปหาค่า P
จะพบว่าค่า P ที่มากที่สุดเกิดเมื่อ (x,y) = (2,3) คือ
P 30(2) 50(3) 210 = + =
สรุปว่า ใน 1 วัน ควรผลิตเก้าอี้ขนาดเล็ก 2 ตัว ขนาดใหญ่ 3 ตัว จึงจะทํ าให้ได้กําไรมากที่สุด และ
กําไรที่มากที่สุดนั้นเท่ากับ 210 บาท

ข้อสังเกต
1. ฟังก์ชันที่ต้องการค่าสูงสุดมักให้ชื่อเป็น P (Profit), ค่าต่ําสุ ดเป็น C (Cost)

2. ในทุกสถานการณ์ นอกจากข้อจํากัดที่โจทย์ให้มาแล้ว มักจะต้องเพิ่มอสมการ x 0 > , y 0 >
ด้วยเสมอ (คือ ค่า x และ y โดยส่วนมากไม่สามารถเป็นค่าลบได้)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
149
O
y
x
1,500


200
15 20
(8.67,850)
(15,375)
3. ในบางสถานการณ์ ค่า x หรือ y อาจต้องเป็นจํานวนเต็มเท่านั้น หากค่าที่ ได้เป็นคําตอบไม่ใช่
จํานวนเต็ม ก็จําเป็นจะต้องเลือกจุดข้างเคียง (ภายในบริเวณที่แรเงา) ที่เป็นจํานวนเต็ม และให้ผล
ใกล้กับค่าที่ต้องการมากที่สุด ดังแสดงให้เห็นในตัวอย่างถัดไป

4. ในบางครั้งอาณาบริเวณที่แรเงาอาจล้อมรอบด้วยเส้นประ (เช่น กรณีที่ในข้อจํากัดใช้คําว่าระหว่าง,
น้อยกว่า, หรือ มากกว่า) จุดยอดมุมที่ได้เป็นคําตอบยังไม่สามารถใช้ได้ ก็ต้องใช้วิธีเลือกจุดข้างเคียง
ภายในบริเวณที่แรเงา เช่นเดียวกัน

• ตัวอยาง โดยปกติเครื่องบินลําหนึ่งมีที่ นั่ง 15 ที่ นั่ ง บรรจุผูโดยสารและสินคารวมกันได 1,500 กก. แตถา
น้ําหนักสิ นคามากกวาน้ําหนักผูโดยสารเกิน 200 กก. เครื่องบินจะเอียงและบินไมได (สมมติวาผูโดยสารแต
ละคนมีน้ําหนักเฉลี่ย 75 กก.) ถามวาเที่ยวบินแต ละเที่ยวจะมีรายไดมากที่ สุดเทาใด หากคาโดยสารที่นั่งละ
6,000 บาท และคาขนสงสิ นคากิ โลกรัมละ 100 บาท

วิธีคิด ใหจํานวนผูโดยสารเปน x คน และน้ําหนักสินคาเป น y กิโลกรัม
และ Z เปนรายไดตอเที่ยวที่ตองการ ดังนั้นฟงกชั นจุดประสงคคือ Z 6000 x 100 y = +
สวนเงื่อนไขที่ มีไดแก (1) ที่นั่งผู โดยสารมี 15 ที่ นั่ ง 0 x 15 < <
(2) เครื่องบินบรรทุกได 1,500 กก. 75 x y 1500 + <
(3) น้ําหนักสินค ามากกวาผู โดยสารไดไมเกิน 200 กก. y 75 x 200 − <
(4) (เพิ่มเติ มเอง) น้ําหนักสินค าไมเปนคาติ ดลบ y 0 >
หาอาณาบริเวณที่เปนคําตอบได ดังกราฟ และจุดยอดมุมทั้งหมดไดแก
(0,0), (0,200), (8.67,850), (15,375), และ (15,0)
เมื่อแทนคาในฟงกชันจุดประสงคแลว พบวาจุด
(8.67,850) ใหคารายไดมากที่สุด คือ Z = 137,000
แตมีปญหาวา x เปนจํานวนผูโดยสาร ตองเป นจํานวน
เต็มเทานั้น เมื่อพิจารณาจุดใกลเคียงในบริเวณที่แรเงา จะ
มี (8,800) ซึ่งใหคา Z = 128,000 บาท
และ (9,825) ซึ่งใหคา Z = 136,500 บาท
ดังนั้นจึงตองเลือกจุดหลัง และได คําตอบวาเที่ยวบิ นแตละเที่ยวจะมีรายไดมากที่สุด 136,500 บาท
(เมื่อมีผู โดยสาร 9 คน, สินคา 825 กก.)

หมายเหตุ
1. การแก้ปัญหาด้วยกําหนดการเชิงเส้น นอกจากใช้หาค่าสูงสุดของฟังก์ชันจุดประสงค์แล้ว ยังใช้กับ
หาค่าต่ําสุดได้เช่นกัน โดยจุดคํ าตอบจะเป็นหนึ่งในบรรดาจุดยอดมุม ที่ทําให้ค่าฟังก์ชันน้อยกว่าจุดอื่น

2. การที่คําตอบทุกข้อจะเป็นหนึ่งในจุดยอดมุมเสมอ ก็เพราะฟังก์ชันจุดประสงค์ Z = a x + b y มี
ลักษณะเป็นสมการเส้นตรง (ความชัน –a/b) ที่แปรเปลี่ยนระดับความสูงไปตามค่า Z ดังภาพ จะ
เห็นว่าค่าสูงสุดหรือต่ําสุดของ Z ย่อมเกิดที่จุดยอดมุมสุดท้าย ก่อนเส้นตรงเส้นนี้จะหลุดออกนอก
บริเวณที่แรเงา (ดูภาพในหน้าถัดไปประกอบ)



Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
150
O
y
x
6000x + 100y = 140000
6000x + 100y = 0
6000x + 100y = 70000
O
y
x
6000x + 100y = 137000











3. ในตัวอย่างข้อนี้หากเปลี่ยนตัวเลขเป็น
ค่าโดยสารที่นั่งละ 8,000 บาท จะทําให้
ฟังก์ชันจุดประสงค์เปลี่ยนเป็น
Z 8000 x 100 y = + (ความชันเปลี่ยน)
ซึ่งจุดยอดมุมที่ทําให้เกิดค่ามากที่สุด
กลายเป็นจุด (15,375) ก็จะไม่มีปัญหา
เรื่องค่า x เป็นทศนิยม

แบบฝึกหัด

(1) จงเขียนกราฟแสดงบริเวณที่เป็นคําตอบของระบบอสมการแต่ละข้อ พร้อมทั้งหาจุดยอดมุมที่
เกิดขึ้นทั้งหมดด้วย

(1.1)
x y 4
3 x 2 y 6
x 0, y 0
+

<
<
> >
(1.2)
x y 4
2 x y 4
x 0, y 0
+

<
<
> >


(1.3)
x 2 y 4
2 x 4 y 12
x 0, y 0
+
+
>
<
> >
(1.4)
5 x 3 y 0
x 2 y 0
2 x 4
+

>
>
< <


(1.5)
3 x y 6
x y 1
x y 4
x 0, y 0
+

+
<
<
<
> >



(2) สําหรับข้อ (2.1) ถึง (2.3) ให้หาค่า P ที่ สูงที่สุด หรือค่า C ที่ต่ําที่สุด
และสําหรับข้อ (2.4) ถึง (2.8) ให้หาทั้งค่าสูงสุดและต่ําสุดของฟังก์ชันจุดประสงค์

(2.1)
P 5 x 3 y
2 x 5 y 300
x y 90
0 x 70
y 0
= +
+
+
<
<
< <
>
(2.2) [พื้นฐานวิศวะ’37]
C 2 x 3 y
x y 4
5 x 2.5 y 25
0 x 5
0 y 5
= +
+
+
>
<
< <
< <

S --· :-·‹s-· S
. ·.···· ··.·....Œ·:.+.··.‹ : ..Œ ·..Œ. -.... -·
·..`·Œ`·.Œ.--+.-.‹.·-. +.··.- ..s..‹`·Œ.·.·.‹--
-s-...s+.·· ...+·· .·--·..Œ·`-: -· ·..Œ·`-·Œ+
S ....:.· S
·. +-·.·..Œ·:.+.:‹ .a..Œ·..Œ. ..Œ·:.+-a.·‹+.·ss·.·š·.s+.‹ .· ..
.-.u.‹-a...+`·.‹.·`-.-Œ·.-.. .:‹·
(1) ·-.s+· --`-·.-Œ `··...u··+.·.··`·s..·. eŒ.·.‹s..·.
.·š·-. +·-a...+.‹.·· · eŒ.·š·.·-·`·Œ...+`·s·.‹.·· .·.s
(2) `:Œ...s+. - -seŒ x > .. ...+-Œ·.. eŒ.·š· x < .. ...+-Œ·¬Œ-
·.s- · y ·.-Œ eŒ.·š· y > .. ...+-Œ··· eŒ.·š· y < .. ...+-Œ·.‹+
·· .:‹·Œ.- :..·.·..·.a.·.:-.··a-.·· ...a:.-a·. ·-Œ····
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
151
O
y
x
15

5
4 8 O
y
x
x - y = 2
x + y = 3
O
y
x
450
400
600 1200
(2.3)
P 2 x 3 y
2 x 3 y 30
y x 5
x y 5
x 10, y 0
= +
+

+
<
<
>
> >
(2.4)
Z 3 x 2 y
2 x 3 y 12
2 x y 8
x 0, y 0
= +
+
+
<
<
> >


(2.5)
Z 20 x 30 y
4 x 2 y 100
2x 4 y 140
x 60, y 40
= +
+
+
>
>
< <
(2.6)
Z 40 x 35 y
3 x 5 y 62
5 x y 30
x 0, y 0
= +
+
+
>
>
> >


(2.7)
Z x 2 y 4
x y 4
x 2 y 2
x y 2
x 3
= − +
+
+ −
− −
<
>
>
<
(2.8)
Z 8 x 5 y
3 x y 6
x 5 y 8
x y 4
x 0, y 0
= +
+
+
+
>
>
>
> >


(3) บริเวณที่แรเงาเป็นกราฟของระบบอสมการใด
(3.1) (3.2)








(3.3)







(4) โรงงานลิ้นจี่กระป๋องและสับปะรดกระป๋องแห่งหนึ่ง ขายลิ้นจี่ได้กําไรกระป๋องละ 4 บาท
สับปะรดกําไรกระป๋องละ 7 บาท โดยกรรมวิธีการผลิตมี 2 ขั้นตอน คือ
- ปอกและต้มในน้ําเชื่อม (เครื่องจักรทํางานได้ไม่เกินครั้งละ 30 ชั่วโมง)
- บรรจุกระป๋อง (เครื่องจักรทํางานได้ไม่เกินครั้งละ 20 ชั่วโมง)
ลิ้นจี่ 1 กระป๋องต้องผ่านขั้นตอนแรก 3 นาที ขั้นตอนหลัง 1 นาที
สับปะรด 1 กระป๋องต้องผ่านขั้นตอนแรก 4 นาที ขั้นตอนหลัง 3 นาที
การผลิตแต่ละครั้งควรผลิตอย่างละกี่กระป๋อง จึงจะได้กําไรมากที่สุด




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
152
(5) โรงงานผลิตจานและชามพลาสติก มีรายละเอียดการใช้เครื่องจักร และกําไรที่ได้ ดังแสดงใน
ตาราง ให้หาว่าควรผลิตอย่างละกี่ใบใน 1 วัน จึงจะได้กําไรสูงสุด

จาน 1 ใบ ชาม 1 ใบ เครื่องจักรทํางานได้
เครื่องจักร A 2 นาที 1 นาที ไม่เกินวันละ 3 ช.ม.
เครื่องจักร B 1 นาที 3 นาที ไม่เกินวันละ 5 ช.ม.
กําไร 1.00 บาท 1.20 บาท

(6) โรงงานผลิตสินค้าสองชนิด แต่ละวันจะใช้เหล็ก 250 กก. สินค้าชนิดที่หนึ่งใช้เหล็กชิ้นละ 10
กก. ชนิดที่สองใช้เหล็กชิ้นละ 25 กก. และสําหรับเวลาที่ใช้ผลิตแต่ละวันมี 260 นาที ทั้งสองชนิดใช้
เวลาชิ้นละ 20 นาทีเท่ากัน ส่วนการทาสีมีเวลารวมวันละ 100 นาที ชนิดแรกใช้เวลาทาสีชิ้นละ 10
นาที ชนิดที่สองชิ้นละ 4 นาที ถ้าสินค้าชนิดแรกกําไรชิ้นละ 30 บาท ชนิดที่สองกําไรชิ้นละ 25
บาท ควรจะผลิตอย่างละกี่ชิ้นใน 1 วันจึงได้กําไรสูงที่สุด

(7) โรงงานผลิตสินค้าทําสินค้าออกมาสองชนิด คือ x กับ y โดยสินค้าแต่ละอย่างต้องผ่าน
กระบวนการ 3 ขั้นตอน ดังตาราง หากกําไรต่ อชิ้นของสินค้า x เป็น 5,000 บาท สินค้า y เป็น
3,500 บาท ควรจะผลิตอย่างละกี่ชิ้นใน 1 วัน

สินค้า x 1 ชิ้น สินค้า y 1 ชิ้น เครื่องจักรทํางานได้
ขั้นตอนที่ 1 3 ช.ม. 2 ช.ม. 24 ช.ม. ต่อวัน
ขั้นตอนที่ 2 1 ช.ม. 2 ช.ม. 16 ช.ม. ต่อวัน
ขั้นตอนที่ 3 1 ช.ม. 1 ช.ม. 9 ช.ม. ต่อวัน

(8) บริษัทผลิตวิทยุแห่งหนึ่งผลิตวิทยุออกมา 2 รุ่น คือรุ่น A กับรุ่น B โดยที่รุ่น A มีกําไรเครื่องละ
250 บาท รุ่น B 300 บาท แต่ละวันตั้งใจจะผลิตรุ่น A ไม่น้อยกว่า 80 เครื่อง รุ่น B ไม่น้อยกว่า
100 เครื่อง แต่ผลิตได้รวมกันไม่เกินวันละ 200 เครื่อง ควรจะผลิตอย่างไรจึงจะได้กําไรสูงสุด และ
กําไรสูงสุดนั้นเป็นเท่าใด

(9) โรงงานเฟอร์นิเจอร์ทําตู้และเตียงซึ่งจะใช้แรงงานช่างไม้กับช่างทาสี โดยตู้ 1 ใบช่างไม้ใช้เวลาทํา
15 ชั่วโมง ช่างทาสีอีก 12 ชั่วโมง และเตียง 1 หลังช่างไม้ใช้เวลาทํา 5 ชั่วโมง ช่างทาสี 4 ชั่ วโมง
ถ้าแต่ละวันช่างไม้ทุกคนช่วยกั นทํางานได้เวลารวมกันอย่างมาก 60 ชั่วโมง ช่างทาสีรวมกัน 40
ชั่วโมง ส่วนกําไรนั้นตู้ใบละ 500 บาท เตียงหลังละ 400 บาท ควรจะผลิตตู้ และเตียงอย่างละเท่าใด
ต่อวัน

(10) ผู้จัดการบริษัทต้องการซื้อตู้เก็บเอกสารใหม่จํานวนหนึ่ง เขาสอบถามได้ข้อมูลว่าตู้ยี่ห้อ A ราคา
ตู้ละ 400 บาท ใช้พื้นที่วาง 6 ตารางฟุต จุเอกสารได้ 8 ลูกบาศก์ฟุต ส่วนตู้ยี่ห้อ B ราคาตู้ละ 800
บาท ใช้พื้นที่วาง 8 ตารางฟุต จุเอกสารได้ 12 ลูกบาศก์ฟุต หากเขามีงบไม่เกิน 5,600 บาท และมี
พื้นที่ไม่เกิน 72 ตารางฟุต เขาควรจะซื้ออย่างละกี่ตู้เพื่อให้เก็บเอกสารได้มากที่สุด และถามว่าเก็บ
เอกสารได้เท่าใด

(11) ต้องการจ้างคนงานสองคนมาทําความสะอาดตู้ 5 ตู้ โต๊ ะ 12 ตัว และหิ้งหนังสือ 18 หิ้ง โดย
คนงานคนที่หนึ่ งสามารถทําความสะอาดตู้ได้ 1 ตู้ โต๊ะ 3 ตัว และหิ้งหนังสือ 3 หิ้งต่อชั่วโมง คนที่
สองทําความสะอาดตู้ 1 ตู้ โต๊ะ 2 ตัว และหิ้งหนังสือ 6 หิ้งต่อชั่วโมง ค่าแรงคนที่หนึ่ง 25 บาทต่อ
ชั่วโมง ค่าแรงคนที่สอง 22 บาทต่อชั่วโมง ควรจะจ้างคนงานทั้งสองทํางานคนละกี่ชั่วโมงเพื่อเสีย
ค่ าแรงน้อยที่สุด

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
153
O
y
x
4
2 4
(14/5,6/5)
3x-2y=6
x+y=4
O
y
x
4
2 4
(8/3,4/3)
2x-y=4
x+y=4
(12) ปุ๋ยเคมีสองชนิดมีส่วนผสมดังตาราง หากต้องการปุ๋ยที่ มีฟอสฟอรัสไม่ต่ํากว่า 9 หน่วย
ไนโตรเจนไม่ต่ํากว่า 8 หน่วย และโพแทสเซียมไม่เกิน 7 หน่วย จะเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยน้อย
ที่สุดเท่าใด

ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน โพแทสเซียม ราคาต่อถุง
ชนิดที่ 1 3 หน่วย 1 หน่วย 1 หน่วย 50 บาท
ชนิดที่ 2 1 หน่วย 2 หน่วย 1 หน่วย 40 บาท

(13) บริษัทแห่งหนึ่งมีเหมืองอยู่ 2 แห่ง ในแต่ละวันเหมืองแรกผลิตแร่เกรด A ได้ 1 ตัน เกรด B 3
ตัน และเกรด C 5 ตัน ส่วนเหมืองที่สองผลิตแร่ทั้งสามเกรดได้เกรดละ 2 ตันเท่ากัน หากบริษัท
ต้องการผลิตแร่ส่งลูกค้าโดยเป็นแร่เกรด A 80 ตัน เกรด B 150 ตัน และเกรด C 200 ตัน ให้หา
ว่าบริษัทควรจะเปิดเหมืองเพื่อผลิตแร่แห่งละกี่วันจึงจะเสียค่าใช้ จ่ายน้อยที่สุด (ค่าใช้จ่ายในการขุดแร่
แต่ละเหมืองเป็น 6,000 บาทต่อวัน เท่ากัน)

* (14) อาหารปลาชนิดแรกราคาถุงละ 6 บาท มีอัตราส่วนระหว่างโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
เท่ากับ 1 : 2 : 2 ในขณะที่อาหารปลาชนิดที่สองราคาถุงละ 4 บาท มีอัตราส่วนเป็น 1 : 1 : 5 ให้
หาอัตราส่วนระหว่างอาหารชนิดที่หนึ่งกับชนิดที่สองที่ผู้เลี้ยงปลาควรจะซื้อ ถ้าอัตราส่วนระหว่าง
โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ที่จําเป็นต้องใช้ ไม่ต่ํากว่า 3 : 4 : 10


เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1.1) (0,0), (0,4), (2,0), (14/5,6/5)
(1.2) (0,0), (0,4), (2,0), (8/3,4/3)
(1.3) (0,2), (0,3), (4,0), (6,0)
(1.4) (2,1), (4,2), (2,-10/3), (4,-20/3)
(1.5) (0,0), (0,4), (1,0), (1,3), (7/4,3/4)
(2.1) 410 (2.2) 8 (2.3) 30
(2.4) 13, 0 (2.5) 2400, 1100
(2.6) หาค่ าไม่ได้, 434 (2.7) 12, -1
(2.8) หาค่าไม่ได้, 23
(3.1) x y 2 − < , x y 3 + < , x 0 > , y 0 >
(3.2) 5x 8y 40 + < , 15x 4y 60 + < ,
x 0 > , y 0 >
(3.3) 3x 4y 1800 + < , x 3y 1200 + < ,
x 0 > , y 0 >

เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1.1)





(1.2)





(4) ลิ้นจี่ 120 กระป๋อง, สับปะรด 360 กระป๋อง
(5) จาน 48 ใบ, ชาม 84 ใบ
(6) ชนิดที่ หนึ่ง 8 ชิ้น, ชนิดที่ สอง 5 ชิ้ น
(7) สิ นค้ า x 6 ชิ้น, สินค้ า y 3 ชิ้น
(8) รุ่น A 80 เครื่อง, รุ่น B 120 เครื่ อง,
กําไร 56,000 บาท
(9) ผลิ ตเตี ยง 10 หลังโดยไม่ผลิ ตตู้เลย
(10) ยี่ห้ อ A 8 ตู้ , ยี่ห้อ B 3 ตู้ , เก็บได้ 100 ลบ.ฟุต
(11) คนแรก 2 ช.ม., คนที่สอง 3 ช.ม.
(12) 220 บาท (ชนิดที่ 1 สองถุ ง ชนิ ดที่ 2 สามถุง)
(13) เหมืองแรก 36 วัน เหมื องที่สอง 22 วัน
หรือ เหมื องแรก 34 วัน เหมืองที่สอง 24 วัน ก็ ได้
(14) 5 : 14
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
154
O
y
x
3
4 6
2x+4y=12
x+2y=4
2
O
y
x
(2,-10/3)
(4,2)
x-2y=0
5x+3y=0
(2,1)
(4,-20/3)
x=2 x=4
O
y
x
6
1 2 4
(7/4,3/4)
x-y=1
x+y=4
3x+y=6
4
(1,3)
O
y
x
90
70 90 150
(70,20)
60
(50,40)
O
y
x
5
4 5
4
(2.5,5)
O
y
x
10
5 10 15
5
(10,10/3)
O
y
x
4
4
(3,2)
O
y
x
(5,40) (60,40)
(60,5)
(10,30)
O
y
x
(0,62/5)
(30,0)
(4,10)
O
y
x
4
(1,3)
(3,1)
(3,-2.5)
(-2,0)
O
y
x
(0,6)
(8,0)
(1,3)
(3,1)
(1.3)







(1.4)






(1.5)







(2.1)
max
P เกิดที่ (70, 20)

max
P 5(70) 3(20)
410
= +
=




(2.2)
min
C เกิดที่ (4, 0)

min
C 2(4) 3(0)
8
= +
=



(2.3)
max
P เกิดที่
10
(10, )
3


max
10
P 2(10) 3( )
3
30
= +
=




(2.4)

max
Z 13 = ที่ จุด (3, 2)

min
Z 0 = ที่ จุด (0, 0)




(2.5)
max
Z 2,400 = ที่จุ ด (60, 40)
min
Z 1,100 = ที่จุ ด (10, 30)





(2.6)
max
Z หาค่ าไม่ได้

min
Z 434 = ที่ จุด
62
(0, )
5





(2.7)

max
Z 12 = ที่ จุด (3, 2.5) −

min
Z 1 = − ที่จุ ด (1, 3)




(2.8)

max
Z หาค่าไม่ได้

min
Z 23 = ที่จุ ด (1, 3)




(3.1) x y 3 , x y 2 , + − < <
x 0 , y 0 > >
(3.2) ต้องสร้ างสมการเส้ นตรงด้ วย intercept form
(
x y
1
a b
+ = ) ก่อน.. ได้ เป็น
x y
1 15x 4y 60 ,
4 15
+ = → + <
x y
1 5x 8y 40
8 5
+ = → + <
x 0 , y 0 > >
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
155
O
y
x
600
400
(120,360)
O
y
x
90
100
(48,84)
O
y
x
10
(8,5)
10
(5,8)
O
y
x
8
(6,3)
8
(2,7)
O
y
x
(100,100)
(80,100)
(80,120)
O
y
x
10
40/12
O
y
x
12
7
(8,3)
(3.3) เช่นเดี ยวกับข้อ 3.2
x y
1 3x 4y 1,800 ,
600 450
+ = → + <
x y
1 x 3y 1,200 ,
1,200 400
+ = → + <
x 0 , y 0 > >
(4) P 4x 7y = +
3x 4y 1, 800 + < (นาที )
x 3y 1, 200 + < (นาที )
x 0 , y 0 > >







max
P 3,000 = ที่จุ ด (120, 360)
ตอบ ลิ้นจี่ 120 กระป๋อง สับปะรด 360 กระป๋อง
(5) P x 1.2y = +
2x y 180 + < (นาที )
x 3y 300 + < (นาที )
x 0 , y 0 > >






max
P 148.80 = ที่จุ ด (48, 84)
ตอบ จาน 48 ใบ ชาม 84 ใบ
(6) P 30x 25y = +
10x 25y 250 + <
20x 20y 260 + <
10x 4y 100 + <
x 0 , y 0 > >





max
P 365 = ที่จุ ด (8, 5)
ตอบ ชนิดที่หนึ่ง 8 ชิ้น ชนิ ดที่ สอง 5 ชิ้น



(7) P 5, 000x 3, 500y = +
3x 2y 24 + <
x 2y 16 + <
x y 9 + <
x 0 , y 0 > >




max
P 40,500 = ที่จุ ด (6, 3)
ตอบ สินค้า x 6 ชิ้น สินค้ า y 3 ชิ้น
(8) P 250x 300y = +
x 80 , y 100 > >
x y 200 + <






max
P 56,000 = ที่จุ ด (80, 120)
ตอบ รุ่ น A 80 เครื่อง รุ่น B 120 เครื่อง
และกําไร 56,000 บาท
(9) P 500x 400y = +
15x 5y 60 + <
12x 4y 40 + <
x 0 , y 0 > >





max
P 4,000 = ที่จุ ด (0, 10)
ตอบ ผลิตเตียง 10 หลัง โดยไม่ผลิ ตตู้
(10) P 8x 12y = +
400x 800y 5, 600 + <
6x 8y 72 + <
x 0 , y 0 > >





max
P 100 = ที่จุ ด (8, 3)
ตอบ ยี่ ห้ อ A 8 ตู้ ยี่ห้ อ B 3 ตู้
และจุได้ 100 ลบ.ฟุ ต
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET กําหนดการเชิงเสน
156
O
y
x
(0,6)
(6,0)
(2,3)
(4,1)
O
y
x
(6,1)
(2,3)
(1,6)
O
y
x
(0,100)
(80,0)
(25,37.5)
(35,22.5)
O
y
x
(0,28/17)
(25/17,0)
(5/17,14/17)
(25/51,28/51)
(11) C 25x 22y = +
x y 5 + >
3x 2y 12 + >
3x 6y 18 + >
x 0 , y 0 > >




min
C 116 = ที่จุ ด (2, 3)
ตอบ คนที่หนึ่ง 2 ช.ม. คนที่ สอง 3 ช.ม.
(12) C 50x 40y = +
3x y 9 + >
x 2y 8 + >
x y 7 + <
x 0 , y 0 > >




min
C 220 = ที่จุ ด (2, 3)
ตอบ 220 บาท
(14) C 6x 4y = +

x y 3
5 7 17
+ >

2x y 4
5 7 17
+ >

2x 5y 10
5 7 17
+ >
x 0 , y 0 > >






min
C 86 = ที่จุ ด
5 14
( , )
17 17

ตอบ 5 : 14








(13) C 6, 000x 6, 000y = +
x 2y 80 + >
3x 2y 150 + >
5x 2y 200 + >
x 0 , y 0 > > และ x, y ∈ I







min
C 345,000 = ที่จุ ด (35, 22.5)
แต่ y ไม่เป็นจํานวนเต็ม จึงต้องเลือกจุดข้างเคียงแทน
ก. ลด y สมมติ y 22 = จะได้ x 36 =
(หาค่ า x จาก x 2y 80 + = ) C 348,000 → =
ข. เพิ่ม y สมมติ y 23 = จะได้ x 34.67 =
ใช้ไม่ได้!
เปลี่ยนเป็น y 24 = จะได้ x 34 =
(หาค่ า x จาก 3x 2y 150 + = ) C 348,000 → =
ปรากฏว่า C เท่ากั น จึ งเลื อกตอบจุ ดใดก็ได้
ตอบ (36 วัน, 22 วั น) หรื อ (34 วัน, 24 วัน)
[หมายเหตุ ถ้าค่ า C ไม่เท่ากั น ก็ ให้เลื อกตอบจุ ดที่ ค่า
C น้อยกว่ า]


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
157




π =
ˆ
r ig + θ
n







º··Õè 7 ¿˜§¡ªa ¹µÃÕo¡³Áiµi
ตรีโกณมิติ (Trigonometry) เป็นวิชาที่
เกี่ยวกับการวัดส่วนประกอบของรูปสามเหลี่ ยม เช่น
ความยาวด้ าน, ขนาดของมุม, และขนาดพื้นที่ โดยมี
ฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องอยู่ 6 ฟังก์ชัน เรียกว่ า ฟั งก์ชัน
ตรีโกณมิติ (Trigonometric Function) ได้แก่
ฟังก์ชันไซน์ (Sine; sin) โคไซน์ (Cosine; cos)
แทนเจนต์ (Tangent; tan) โคแทนเจนต์
(Cotangent; cot) ซีแคนต์ (Secant; sec) และโคซี
แคนต์ (Cosecant; cosec หรือ csc)

แต่ละฟังก์ชันมีโดเมนเป็นขนาดของมุม θ และค่าเรนจ์ที่ได้ออกมานั้นเป็นจํานวนจริง ซึ่งจะ
พบว่า หาก 0 90 ° < θ < ° แล้ว ค่าฟังก์ชันที่ ได้คือ “อัตราส่วนระหว่าง 2 ด้านในรูปสามเหลี่ยมมุม
ฉาก ที่มุมหนึ่งมีขนาดเท่ากับ θ”
a
sin
c
b
cos
c
sin a
tan
cos b
θ =
θ =
θ
θ = =
θ

1 c
cosec
sin a
1 c
sec
cos b
cos 1 b
cot
tan sin a
θ = =
θ
θ = =
θ
θ
θ = = =
θ θ


c
a
b
θ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
158
ค่าของฟังก์ชันตรีโกณมิติที่ควรทราบ

θ 0° 30° 45° 60° 90°
sin θ
0 1/2
1/ 2 3/2
1
cos θ
1
3/2 1/ 2
1/2 0
tan θ
0 1/ 3
1
3 หาค่าไม่ได้

เอกลักษณ์ของตรีโกณมิติ ที่สําคัญ ได้แก่
1.
2 2
sin cos 1 θ + θ = เป็นความสัมพันธ์ระหว่างค่า sin และ cos ของมุมใดๆ
ซึ่งได้มาจากทฤษฎีบทปีทาโกรั สในรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก (
2 2 2
a b c + = ..นํา
2
c หารทั้งสองข้าง)
นอกจากนี้ เมื่อนํา
2
sin θ หารทั้งสองข้างของสมการอีก จะได้
2 2
1 cot cosec + θ = θ
หรือถ้านํา
2
cos θ หารทั้งสองข้างของสมการ ก็จะได้
2 2
tan 1 sec θ + = θ

2. sin cos (90 ) θ = °−θ เป็นความสัมพันธ์แบบ โค-ฟังก์ชัน (Co-function) ซึ่งสังเกตได้
จากความสัมพันธ์ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากเช่นกัน
กล่าวว่า “ถ้ามุมสองมุมรวมกันได้ 90° แล้ว ค่า sin ของมุมหนึ่งจะเท่ากับค่า cos ของอีกมุม”
และนอกจากนี้ยังมีอีกสองคู่ คือ tan cot (90 ) θ = °−θ และ sec cosec (90 ) θ = °−θ

7.1 ฟังก์ชันตรีโกณมิติในวงกลมหนึ่งหน่วย

จากความสัมพันธ์ที่ว่า
2 2
sin cos 1 θ + θ = เสมอ (ทุกๆ ค่า θ ) ถ้าให้ sin , cos θ θ
เป็นแกน x, y แล้ว จะได้กราฟเป็นรูปวงกลมรัศมี 1 หน่วย โดยมีข้อตกลงที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือให้
“แกน x เป็น cos θ และแกน y เป็น sin θ ” กําหนดแบบนี้ก็เพื่อให้ θ เป็นมุมที่ทํากับแกน x
โดยเริ่มวัดเป็น 0° ในแนว +x และเพิ่มขึ้นในทิศทวนเข็มนาฬิกา เรียงไปตามลําดับควอดรันต์
(คือเป็น 90° ในทิศ +y, เป็น 180° ในทิศ –x, ...) พอดี


sin 45 1/ 2
cos 60 1/2
sin 90 1
cos 90 0
sin 120 3/2
cos 120 1/2
sin 180 0
cos 180 1
sin 225 1/ 2
cos 225 1/ 2
sin 300 3/2
cos 300 1/2
° =
° =
° =
° =
° =
° = −
° =
° = −
° = −
° = −
° = −
° =


หมายเหตุ 1° (องศา; degree) แบ่งเป็น 60 ' (ลิปดา; minute)
0° (1,0)
θ
90° (0,1)
180°
(-1,0)
270° (0,-1)
45° (
1
2
,
1
2
)
1/2
60° (
1
2
,
3
2
)
y
x
30° (
3
2
,
1
2
)
3
2

2/2
3/2
2
2

1
2

120°
(
1
2
− ,
3
2
)
225°
(
1
2
− ,
1
2
− ) 300° (
1
2
,
3
2
− )
O
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
159
ประโยชน์ของ วงกลมหนึ่งหน่วย (Unit Circle) คือ เราสามารถหาค่าฟังก์ชั นของมุม θ
ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น, สามารถขยายฟังก์ชันให้ใช้กับ θ ใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเกิน 90° หรือจะเป็นค่าติดลบ
ก็ตาม (วัดตามเข็มนาฬิกา), และช่วยให้เห็นแนวโน้มของค่าฟังก์ชันเมื่อ θ อยู่ในควอดรันต์ต่างๆ

ข้อสังเกต
จากกราฟวงกลมนี้ทําให้เราได้ทราบว่า
1. sin , cos θ θ มีค่าได้ตั้งแต่ –1 ถึง 1 เท่านั้น
2. sin ( ) sin −θ = − θ ... เพราะ , θ −θ จะอยู่เหนือแกนและใต้แกนตรงข้ามกันเสมอ
และ cos ( ) cos −θ = θ ... เพราะ , θ −θ จะอยู่ซ้ายหรือขวาเท่าๆ กันเสมอ
ดังนั้น tan ( ) tan −θ = − θ ... ได้จากการนํา sin ( ) −θ หารด้วย cos ( ) −θ

แบบฝึกหัด 7.1

(1) ให้หาค่าของ
(1.1) sin x sin 2x sin 4x + + เมื่อ x 60 = °
(1.2) cos 4x cos 3x cos x − + เมื่อ x 120 = °

(2) จงหา sin cos θ + θ หากกําหนดเงื่อนไข θ ดังแต่ละข้อ
(2.1) ปลายส่วนโค้ง θ อยู่บนเส้นตรงซึ่งเชื่อมจุด (0, 0) กับ (3, 4)
(2.2) ปลายส่วนโค้ง θ อยู่บนเส้นตรง y 2x 1 = −

(3) ให้หาค่าของ
(3.1)
2 2 2 2 2 2
cos 35 sec 70 cosec 47 sin 35 tan 70 cot 47 ° + ° − ° + ° − ° + °
(3.2)
2
2 2 2 2 2
2
sec x
cot x cot x sin x sin x cosec x
2 2 ta n x
+ + + −
+


(4) จงเขียนให้อยู่ในรูปอย่างง่าย
(4.1)
2 2 2 2
1 1 1 1
1 sin 1 cos 1 sec 1 cosec
+ + +
+ θ + θ + θ + θ

(4.2)
6 6 4 4
2(sin x cos x) 3(sin x cos x) 1 + − + +
[Hint: กระจาย
2 2 3
(sin x cos x) + และ
2 2 2
(sin x cos x) + ก่อน]

(5) ถ้า sin cos a θ − θ = แล้ว sin cos θ θ มีค่าเท่าใด

(6) ถ้า
2 2
(sin cos ) a θ − θ = แล้ว cosec sec θ − θ มีค่าเท่าใด

(7) ถ้า ABC เป็นสามเหลี่ยมมุมฉากซึ่งมี A เป็นมุมฉาก และ tan B 3/4 = แล้ว ให้หาค่าของ
sec C cot B cosec A

(8) กําหนดสามเหลี่ยมมุมฉาก ABC มีมุม B เป็นมุมฉาก หากลาก BD
ตั้งฉากกับ AC ที่จุด D แล้วพบว่า AB 10 = , BD 8 = จงหาค่า
sin, cos ของมุม A และขนาดของ BC , CD

(9) จากภาพ หาก BC 10 = และพื้นที่สามเหลี่ยม ABC
เป็น 10 3 ตารางหน่วย ให้หาขนาดพื้นที่สามเหลี่ยม ACD
C D B E
A
120°
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
160

(10) ถ้า sin 0.7310 θ = และ 0 90 < θ < ° ให้หาค่า θ นั้น
(ตารางระบุค่า cos 43 0.7314 ° = และ cos 43 10' 0.7294 ° = )

7.2 ระบบเรเดียน และการลดรูปมุม

นอกจากการวัดมุมในระบบ องศา (Degree; ° ) แล้ว ยังมีอีกระบบหนึ่งซึ่งวัดจากความยาว
ส่วนโค้ง (เส้นรอบวง) ของวงกลมหนึ่งหน่วย เรียกว่า เรเดียน (Radian; rad) นั่นคือ
360° คิดเป็น 2π เรเดียน (ความยาวเส้นรอบวง) 180° คิดเป็น π เรเดียน
90° คิดเป็น /2 π เรเดียน 60° คิดเป็น /3 π เรเดียน
45° คิดเป็น /4 π เรเดียน 30° คิดเป็น /6 π เรเดียน
การแปลงหน่วยระหว่างองศา กับเรเดียน
ใช้วิธีเทียบบัญญัติไตรยางศ์ ตามปกติ









ความสัมพันธ์ระหว่างมุม θ (หน่วยเรเดียน)
กับความยาวส่วนโค้ง a ในวงกลมรัศมี r
ใดๆ คือ a / r θ =

หมายเหตุ การวัดมุมเป็นเรเดียน มักละหน่วยไว้ ไม่ต้องเขียนกํากับว่า rad ก็ได้
หากไม่มีสัญลักษณ์องศากํากับ แสดงว่าเป็นมุมเรเดียน เช่น sin 30 นั้นจะไม่เท่ากับ 1/2

การลดรูปขนาดมุม
หากขนาดของมุมที่จะหาค่าฟังก์ ชันตรีโกณมิตินั้น มี nπ หรือ n /2 π ไปบวกลบอยู่ เช่น
sin(2 ) −θ π , cos( ) +θ π , sin( /2 ) −θ π , ฯลฯ เราสามารถกําจัดค่าคงที่เหล่านี้ทิ้งได้ ให้เหลือเพียงมุม
θ เช่น sin( 2 ) sin θ± = θ π
cos( 2 ) cos θ± = θ π
sin( ) sin θ± = − θ π
cos( ) cos θ± = − θ π
sin( /2) cos θ± = ± θ π
cos( /2) sin θ± = θ π ∓
ความสัมพันธ์เหล่านี้ พิจารณาได้จากวงกลม
หนึ่งหน่วย

a
r
θ
y
x
θ
θ+π
θ-π
θ-π/2
θ+π/2
S --· :-·‹s-· S
e+..Œ .. π ...--· -·.·-·.·‹·a· 180° .:‹.‹ π ≠ 180 ··-.a·
··‹.-...--··-s-‹- ·.·-.+ .·..‹ π -a+-+.-‹ 3.14.. .:‹·.-.·
0
π/2
π
y
3π/2
π/3
x
π/4
π/6
2π/3
3π/4
5π/6
7π/6
5π/4
4π/3
5π/3
7π/4
11π/6
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
161
ข้อสังเกตคือ เมื่อตัดมุม nπ ออก ฟังก์ชันยังคงเป็นชื่อเดิมไม่เปลี่ยน แต่ถ้าตัดมุม n /2 π
ออก ฟังก์ชันจะเปลี่ยนชื่อเป็นโคฟังก์ชันเสมอ (แต่นอกจากนี้ยั งต้องดูเครื่องหมายบวกลบด้วย ว่า
เปลี่ยนหรือไม่)

แบบฝึกหัด 7.2

(11) วงกลมวงหนึ่งมีรัศมี 24 ซม. ให้หาความยาวส่วนโค้งที่รองรับมุมที่จุดศูนย์กลางขนาด
(11.1) 2/3 เรเดียน
(11.2) 130°

(12) มุมที่จุดศูนย์กลางวงกลมที่รัศมียาว 4 ซม. และส่วนโค้งรองรับมุมนี้ยาว 8 ซม. จะมีขนาดเป็น
กี่เรเดียน

(13) ให้หารัศมีวงกลมซึ่งมุมที่จุดศูนย์กลางมีขนาด 5 เรเดียน และส่วนโค้งที่รองรับมุมนี้ ยาว 20
นิ้ว

(14) สามเหลี่ยมหน้าจั่วมีมุมยอด 22.5° บรรจุอยู่ในวงกลม โดยจุดยอดอยู่ที่จุดศูนย์กลางของ
วงกลม ถ้าส่วนโค้งของวงกลมที่ถูกแบ่งด้วยฐานของสามเหลี่ยม ยาว 4 ซม. ให้หาความยาวรัศมีของ
วงกลมนี้

(15) ให้หาค่าของ
2 4 5
3 3 3
3 7
3 4 6
sin cos tan
cos tan sin
− −
+ +
π π π
π π π


(16) ถ้า f ( ) cos
3
− θ
⎛ ⎞
θ =
⎜ ⎟
⎝ ⎠
π
แล้ว ค่าของ f (2 ) f (0) − π เป็นเท่าใด

(17) ตอบคําถามต่อไปนี้
(17.1) เมื่อ 0 /2 < θ < π ค่ าของ θ กับ sin θ ค่าใดมากกว่ากัน
(17.2) ถ้า θ มากขึ้นจาก /2 π ไปสู่ π แล้ว ค่า cosec θ เป็นอย่างไร

(18) ประโยคใดจริงหรือเท็จบ้าง
(18.1) sin 1 sin 1 ° > (18.4) sin( /6) 0 − < π
(18.2) tan 1 tan 2 < (18.5) sin( 11 /6) 0 − < π
(18.3) sin(1 ) sin 1 − = π (18.6) tan( / 7) tan(6 /7) = π π

(19) ให้หาค่าของ
(19.1)
sin(2 ) tan( ) cot (3 )
cot (2 ) tan( )
−θ −θ −θ
+θ +θ
π π π
π π

(19.2)
2 2
[sin sin( )] [cos cos( )]
2 2
θ + − θ + θ − − θ
π π


(20) ให้หาค่าของ cos 300 sin 450 tan 495 ° + ° + °

(21) ให้หาค่าของ
2 2 2
2 2
sin ( 253 ) cos (287 ) sin (323 )
1 sin (217 ) cos (37 )
− ° + ° °

− ° °


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
162
(22) ตอบคําถามต่อไปนี้ เมื่อ 0 x 2 < < π
(22.1) ค่ามากที่สุดของ 2 cos 2x − เป็นเท่าใด เมื่อ x เป็นเท่าใด
(22.2) ค่าต่ําสุดของกราฟ y 3 sin (2x /2) = −π เป็นเท่าใด เมื่อ x เป็นเท่าใด

(23) [Ent’ต.ค.42] จงหาเซต {cos A | 0 A 4 / 3 π < < และ 5 3 sin 3A − มีค่ามากที่สุด}

7.3 สมการตรีโกณมิติ

หลักในการแก้สมการที่เป็นฟังก์ชันตรีโกณมิติ เช่น
2
4 sin x 11cos x 1 0 + − = หรือ
2
2 tan sec 1 θ − θ = โดยรวมเป็นดังนี้

ขั้นแรก ถ้าในสมการ มีฟังก์ชันอื่นๆ ที่ไม่ใช่ sin กับ cos ให้แปลงเป็น sin กับ cos ก่อน
ขั้นที่สอง เมื่อได้สมการที่มีเพียง sin กับ cos แล้ว
- หากเหลือแค่ sin หรือ cos อย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถแยกตัวประกอบต่อได้ทันที
- แต่ถ้าเหลือทั้ง sin และ cos ปนกัน ... ให้ใช้เอกลักษณ์
2 2
sin cos 1 θ + θ = มาเป็นสมการช่วย
มองเป็นระบบ 2 สมการ 2 ตัวแปร (คือตัวแปร sin กับ cos) จึงจะหาคํ าตอบต่อได้ และต้องตรวจ
คําตอบเสมอ เพราะมีการยกกําลังสองเกิดขึ้นอาจทําให้ได้คําตอบเกิน

• ตัวอยาง ใหหาเซตคําตอบของสมการ tan sin tan 0 θ θ + θ = ในชวง 0 2 θ π < <
วิธีคิด แปลงเป น sin กับ cos ได ดังนี้ ...
sin sin
sin 0
cos cos
θ θ
⋅ θ + =
θ θ

นํา cos θ คูณทั้งสองข างของสมการ ไดเปน
2
sin sin 0 θ + θ =
แยกตัวประกอบ ... (sin )(sin 1) 0 θ θ + = ... จะได sin 0, 1 θ = −
แตเนื่องจากในโจทยมีฟงกชัน tan (คือมี cos เปนตัวสวน) ดังนั้น sin 1 θ = − ไม ได เพราะจะทําให
cos 0 θ = ... สรุปวา sin 0 θ = เทานั้น และไดเซตคํ าตอบเปน {0, , 2 } π π
หมายเหตุ ในขั้ นตอนการแยกตั วประกอบ อาจสมมติให sin A θ = เพื่ อชวยใหมองงายขึ้น

• ตัวอยาง กําหนดให 2 cosec x 2 sin x 2 cot x − = จะได cos x มีคาเทาใด
วิธีคิด แปลงเป น sin กับ cos ได ดังนี้ ...
2 cos x
2 sin x 2
sin x sin x
− =
นํา sin x คูณทั้งสองข างของสมการ ไดเปน
2
(1) 2 2 sin x 2 cos x ________ − =
เนื่องจากมีทั้ง sin และ cos เราจึงอาศัยเอกลักษณ + =
2 2
(2) sin x cos x 1 ______
โดยแทนคา = −
2 2
sin x 1 cos x ลงไปในสมการแรก
กลายเปน
2 2
2 2(1 cos x) 2 cos x 2 cos x 2 cos x 0 − − = → − =
แยกตัวประกอบ ... ( 2 cos x) ( 2 cos x 1) 0 − = ... นั่ นคือ cos x 0, 1/ 2 =
หมายเหตุ เนื่องจากในโจทยมีตั วสวนเปน sin x แตในคําตอบไม มีคาใดที่ทําให sin x 0 =
ดังนั้นจึงตรวจสอบคําตอบ (เนื่องจากมีการยกกําลังสองเอง) พบว าใชไดทั้งสองคําตอบ


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
163
S ·..·Œ..·.:. o·u.:..Œs-...·.a+-a+·
· ·.·.·-‹.˜+·:a·-‹··+ .:‹· ·.·.‹ sin 1/2 θ = -·-a+..‹...e..·.-Œ·a··.‹ θ s- ‹: .··‹+`- ...·-·.
.s+-:s·s- ‹`·-·.·-.s-.a·:...s .:‹·`··.u· θ s-.·š·:.··‹+ 30° ·.s 150° · -a+·a·..:Œs+·.·
....:.-Œ.-.‹ -‹ θ · s- ‹`·-.s-.a·:`-
o--··:.....e·.·-.s-.a·:.-Œ-·.-.s+·.-.s+-‹.˜+·:a·s · .:‹·eŒ·.·....‹ cos 0 θ > ·
..-+.‹.·š·-.s-.a·: · -s 30° .:‹eŒ·.·.‹ cos 0 θ < ·:Œs+.·š·
-.s-.a·: : -s 150°

.:·..:‹s.·· .·š··...·.-. s+·.- .. s-...·-.·`··.·-:s·


1
Q .·š··.··a + - -‹

2
Q ..-.· sin ..· cosec ·.·š··.·

3
Q ..-.· tan ..· cot ·.·š··.·

4
Q ..-.· cos ..· sec ·.·š··.·


: ...:.‹:Œs+·.-‹ θ `·:‹.+ 0 2 θ π < < .:‹..·.· .-Œ·a·.·š·-‹ 2θ .:‹· sin 2 1/ 2 θ = · -·:Œs+.--
:‹.+- :s·.·š· 0 2 4 θ π < < ..Œ.-+·-:s· 2θ · .-Œ··-:s··.-Œ.-.s+· ··..‹.--:‹.+ -··.-.·š·
0 2 2 θ π < < -:s·· .-Œ-·..‹-.·

- :s··+- :s· o--.-.··s- ‹ ··.·· x ·.s.·· y · s-`:Œ..‹.-Œ `··.u · ..·..-.‹ tan cosec
sec cot ...·-‹.·.‹· .-··.·.·a·.s+ sin, cos :Œs+:..-.s·-Œ.-.‹. -:s·`-·-‹.·.‹· ..‹.-Œ -s :a.
.‹.·.·š· 0 · ·.s..‹

+ eŒo-·-..‹.-Œ.··:‹.+.s+- :s· `·Œ:s·`·.··a..·¬+·.·.·.s+ θ .·š·· .s··.-Œ
.:‹· eŒ`·:‹.+ [0, 2 ] π ·.·.·.s·..·· .- :s· · -- -s /4 π `·Œ:s·.‹ /4 2n ± π π
·.-.·: ··.-:s··.---`··.·.·.s·..· s-.-.·.+.·.s·.·o--.--..-Œ
.:‹· eŒ- :s·.·š· /3, 2 /3 π π ·s-:s·. ··a..·o------·+·.+ .‹ /2 /6 2n ± ± π π π

แบบฝึกหัด 7.3

(24) เมื่อ cos 4/5 θ = และ 0 /2 θ π < < แล้ว ให้หาค่าของ
2
5 tan 4 sec θ + θ

(25) เมื่อ sin 3/5 θ = − และ tan 0 θ > ให้หาค่าของ tan cos θ − θ

(26) เมื่อ tan 15/8 θ = และ 3 /2 < θ < π π ให้หาค่าของ sin cos θ + θ

(27) เมื่อ sin x 5/ 13 = และ cos x 0 < ให้หาค่าของ sin(x ) cos(x ) − + − π π

(28) กําหนดให้ sec 5/3 θ = และ 0 < θ < π แล้ว ให้หาค่าของ
sin cos
tan csc
θ − θ
θ − θ



sin + ALL +

tan + cos +
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
164
(29) [Ent’ต.ค.43, ต้องใช้ความรู้เรื่องเมตริกซ์ด้วย]
ถ้า sin x 3/5 = และ tan x 3/4 = − แล้ว จงหาค่าของ
cosec x sec x
det 2
1 cos x
⎛ ⎞ ⎡ ⎤
⎜ ⎟
⎢ ⎥
⎣ ⎦ ⎝ ⎠


(30) ตอบคําถามต่อไปนี้ เมื่อ 0 2 < θ < π
(30.1) ให้หาค่า θ ที่ทําให้ cos 3/2 θ =
(30.2) ให้หาค่า θ ที่ทําให้ cos 2 3/2 θ =

(31) เมื่อ tan x sec x 2 + = ให้หาค่าของ cos x

(32) เมื่อ cosec cot 5/ 3 θ + θ = แล้ว ให้หาค่าของ sin θ

(33) เมื่อ 2 sin x sec x = ให้หาค่าของ
4 4
sin x cos x +

(34) เมื่อ 2 sin x sec x = ให้หาค่าของ
2 2
sin x cos x
1
1 cot x 1 tan x
− −
+ +


(35) เมื่อ sin cos 1/5 θ + θ = และ 0 θ π < < ให้หาค่าของ tan θ

(36) เมื่อ
2
2 tan sec 1 θ − θ = และ 0 /2 θ π < < แล้ว ให้หาค่าของ sec θ

(37) เมื่อ
2
4 sin x 11cos x 1 0 + − = และ x 2 π π < < ให้หาค่าของ
sin ( x) cos ( x) tan ( x) − + − + −

(38) [Ent’36] กําหนดให้
2
4 sin 11cos 1 0 θ + θ − = แล้ว
2
cot ( /2) sec( 3 ) θ+ + θ− π π มีค่าเท่าใด

(39) ให้หาค่า x จากสมการ
2
cos 2x 3 sin2x 3 0 + − =

(40) [Ent’38] ให้หาเซตคําตอบของอสมการ
4 2
2 sin x 3 sin x 2 0 + − > โดยที่ 0 x 2π < <

(41) [Ent’25] ค่าของ 0 2 θ π < < ที่ทําให้ sin cos 0 θ + θ < จะอยู่ในช่วงใด

(42) [Ent’35] สําหรับจํานวนจริง x ใดๆ ให้
x
A เป็นเมตริกซ์ซึ่ง
2
x
2
2 sin x 2 sin x
A
2 cos x cos x
⎡ ⎤
=
⎢ ⎥
⎢ ⎥
⎣ ⎦

ถามว่า S {x | 2 x 2 = − π π < < และ
x
A เป็นซิงกูลาร์เมตริกซ์ } มีจํานวนสมาชิกกี่ตัว

(43) จงหาผลบวกคําตอบทั้งหมดของสมการ
3 2
x 9x 23x 15 0 − + − = เมื่อเอกภพสัมพัทธ์
{ x A | cos( x) cos x } = ∈ − − > U และ A [0, 2 ] = π

(44) [Ent’39] กําหนดให้
2
f (x) cos x cos x = + แล้ว ข้อใดต่อไปนี้ถูก
ก. ถ้า 0 x π < <

แล้ว

f (x) 2 cos x =
ข. ถ้า x 2 π π < <

แล้ว

f (x) 2 cos x =
ค. ถ้า /2 x 3 /2 π π < <

แล้ว

f (x) 0 =
ง. ถ้า 3 /2 x 2 π π < <

แล้ว

f (x) 0 =




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
165
7.4 กราฟของฟังก์ชันตรีโกณมิติ

• การศึกษาเรื่องกราฟของฟังก์ชันตรีโกณมิติ โดยเฉพาะฟังก์ชัน sin และ cos จะเป็นประโยชน์ใน
การศึกษาเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น คลื่น, เสียง, การเคลื่อนที่แบบเป็นคาบ (การแกว่ง), ไฟฟ้ากระแสสลับ



sin
sin
D
R [ 1, 1]
คาบ 2
แอมพลิ จูด 1
=
= −
=
=
π
R






cos
cos
D
R [ 1, 1]
คาบ 2
แอมพลิ จูด 1
=
= −
=
=
π
R







tan
tan
D { /2 n }
R
คาบ
= − ±
=
=
π π
π
R
R






cosec
cosec
D { n }
R ( 1, 1)
คาบ 2
= − ±
= − −
=
π
π
R
R






sec
sec
D { /2 n }
R ( 1, 1)
คาบ 2
= − ±
= − −
=
π π
π
R
R

y = sin x
x
1
-1
O π 2π
y = cos x
x
1
-1
O π 2π
y = tan x
x
1
-1
O π 2π
y = cosec x
x
1
-1
O π 2π
y = sec x
x
1
-1
O π 2π
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
166



cot
cot
D { n }
R
คาบ
= − ±
=
=
π
π
R
R



แบบฝึกหัด 7.4

(45) ให้ A ( /2, 0) (0, /2) = − ∪ π π ฟังก์ชันใดต่อไปนี้เป็นฟังก์ชันลด บนเซต A
ก. sin x ข. cos x ค. cosec x ง. sec x
(46) กราฟของ y sin x = และ y cos x = เมื่อ 0 x 2π < < ตัดกันกี่จุด และจุดใดบ้าง

7.5 ฟังก์ชันตรีโกณมิติของผลบวก และผลต่างมุม

โดยทั่วไปการคํานวณค่าตรีโกณมิติอาจเกี่ยวข้องกับมุมที่เกิดจากการบวกกัน หรือลบกัน
ดังนั้นในหัวข้อนี้จะเป็นการสรุปสูตรที่สําคัญ เพื่อนําไปใช้ประโยชน์

สูตรชุดที่หนึ่ง .. สูตรเบื้องต้น
เราสามารถพิสูจน์สูตรหลัก คือ cos ( ) cos cos sin sin α−β = α β + α β ก่อน
(วิธีพิสูจน์ไม่ได้แสดงไว้ในที่นี้) และจากนั้นถ้าแทน β ด้วย −β จะได้สูตร cos ( ) α+β
รวมทั้งได้สูตร sin ( ) α+β กับ sin ( ) α−β จาก sin ( ) cos (90 ( )) α+β = ° − α+β
(1) cos ( ) cos cos sin sin α+β = α β − α β
(2) cos ( ) cos cos sin sin α−β = α β + α β
(3) sin ( ) sin cos cos sin α+β = α β + α β
(4) sin ( ) sin cos cos sin α−β = α β − α β

สูตรชุดที่สอง .. สูตรผลคูณ
เกิดจากสมการที่ (1) บวกลบกับ (2) … และสมการที่ (3) บวกลบกับ (4)
(5) 2 cos cos cos ( ) cos ( ) α β = α+β + α−β ... จาก (1)+(2)
(6) 2 sin sin cos ( ) cos ( ) − α β = α+β − α−β ... จาก (1)-(2)
(7) 2 sin cos sin ( ) sin ( ) α β = α+β + α−β ... จาก (3)+(4)
(8) 2 cos sin sin ( ) sin ( ) α β = α+β − α−β ... จาก (3)-(4)

สูตรชุดที่สาม .. สูตรผลบวก และผลลบ
มีที่มาเดียวกับสูตรชุดที่สอง ... แต่กําหนดให้ A = α + β และ B = α − β
(9)
A B A B
cos A cos B 2 cos ( ) cos ( )
2 2
+ −
+ = ... จาก (5)
(10)
A B A B
cos A cos B 2 sin ( ) sin ( )
2 2
+ −
− = − ... จาก (6)
y = cot x
1
-1
x
O π 2π
tan tan
tan ( )
1 tan tan
tan tan
tan ( )
1 tan tan
α + β

α+β =

− α β


α − β

α−β =
⎪ + α β


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
167
(11)
A B A B
sin A sinB 2 sin ( ) cos ( )
2 2
+ −
+ = ... จาก (7)
(12)
A B A B
sin A sinB 2 cos ( ) sin ( )
2 2
+ −
− = ... จาก (8)

สูตรชุดที่สี่ .. สูตรมุมสองเท่า และมุมครึ่ง
สูตรสําหรับมุมสองเท่าได้จากสมการชุดที่หนึ่งเช่นกัน คือใช้มุมเป็น 2 α + α = α
sin (2 ) 2 sin cos α = α α
2 2
cos (2 ) cos sin α = α − α หรือ
2 2
cos (2 ) 1 2 sin 2 cos 1 α = − α = α −
2
2 tan
tan (2 )
1 tan
α
α =
− α

สูตรสําหรับมุมครึ่ง ได้จากการย้ายข้างสมการ
2 2
cos (2 ) 1 2 sin 2 cos 1 α = − α = α −
โดยมองว่า α กลายเป็น /2 α และ 2α กลายเป็น α
sin ( /2) (1 cos )/2 α = ± − α
cos ( /2) (1 cos )/2 α = ± + α
และ tan ( /2) (1 cos )/(1 cos ) α = ± − α + α

นอกจากนี้ยังสามารถพิสูจน์สูตรมุมใดๆ ต่อไปอีก โดยอาศัยหลักการเดียวกันกับสี่ชุดข้างต้น
เช่น อาจหาสูตรมุมสามเท่า sin(3 ), cos(3 ), tan(3 ) α α α หรือใช้สูตรชุดที่หนึ่งช่วยในการลดรูปขนาด
ของมุม n θ ± π, n /2 θ ± π เป็นต้น

แบบฝึกหัด 7.5

(47) ให้หาค่าของ sin (75 ) ° , cos (5 / 12) π , และ tan ( /12) π

(48) กําหนด cot A 2.4 = โดย A ( , 3 /2) ∈ π π และ sinB 0.6 = โดย B ( /2, ) ∈ π π
(48.1) cos (A B) + และ sin (A B) + มีค่าเท่าใด
(48.2) มุม A B + อยู่ในควอดรันต์ใด

(49) จงหา cos A เมื่อ sin (A B) 1/5 + = , cos (A B) 2/5 − = และ sin B 3/5 =

(50) จงหา cos B เมื่อ A B 5 / 4 + = π และ tan A 1 = โดยที่ 0 B π < <

(51) ให้หาค่าของ
(51.1) 2 cos 75 cos 15 ° °
(51.2) 2 sin25 cos 5 sin20 ° ° − °
(51.3) 4 sin 75 cos 15 4 cos 15 cos 165 ° ° + ° °
(51.4) sin 108 cos 42 sin 42 cos 108 ° ° + ° °
(51.5) cos 68 cos 78 cos 22 cos 12 cos 10 ° ° + ° ° − °
(51.6) 2 cos 35 cos 70 cos 35 cos 15 ° ° − ° + °

(52) ให้หาค่าของ
(52.1) 2 cos 3 sin2 2 cos 4 sin 2 cos 2 sin θ θ − θ θ − θ θ
(52.2) sin 3 sin6 sin sin2 sin 4 sin5 θ θ + θ θ − θ θ

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
168
(53) ให้หาค่าของ
(53.1)
2 2 2
sin A sin (60 A) sin (60 A) + °+ + °−
(53.2) [Ent’20]
2 2 2
cos A cos (60 A) cos (60 A) + °+ + °−

(54) ให้หาค่าของ
(54.1)
cos 10 sin 40
sin 70
° + °
°

(54.2)
sin 75 sin 15
cos 75 cos 15
° − °
° + °

(54.3)
tan 178 tan 108
1 tan 178 tan 108
° − °
+ ° °
เมื่อ tan 10 B ° =
(54.4)
cot A cot B
1 cot A 1 cot B
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
+ +
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
เมื่อ A B 225 + = °
(54.5)
sin 3 cos 3
sin cos
θ θ

θ θ


(55) ให้หาค่าของ
(55.1) sin50 sin 10 cos 20 ° + ° − °
(55.2) sin 10 cos 40 cos 20 ° + ° − °
(55.3) cos 20 cos 100 cos 140 ° + ° + °
(55.4)
cos 10 cos 20 cos 40 cos 50
sin 10 sin20 sin 40 sin50
° + ° + ° + °
° + ° + ° + °


(56) ให้หาค่าของ sin 40 sin 20 ° + ° ในรูปของ sin 5°

(57) ให้หาค่าของ
(57.1)
3
cos cos
5 5
π π
[Hint: นํา 2 sin
5
π
คูณเศษและส่วน]
(57.2)
3
cos cos
5 5
+
π π

(57.3)
2 4
cos cos cos
7 7 7
π π π

(57.4)
5
sin cos
24 24
π π

(57.5) [Ent’33] 8 sin 70 sin50 sin 10 ° ° °

(58) ให้หาค่าของ tan 9 tan27 tan63 tan 81 ° − ° − ° + °

(59) กําหนด
2
4 sin A 3 cos 2B 2 + = − และ sin2A sec A sinB = เมื่อ A, B [0, /2] ∈ π ให้หา
ค่าของ 2 cos (A B) +

(60) [Ent’38] ถ้า 3 cos 2A 2 cos 2B 3 − = − และ sin A 2 sinB 0 − = เมื่อ A, B [0, /2] ∈ π
แล้ว ให้หาค่าของ sin (A B) +

(61) [Ent’37] กําหนด
3
sin 3 sin 1 4 sin θ + θ = − θ จงหาค่าของ sec 2 cos (3 /2 ) θ + + θ π

(62) [Ent’38] ถ้า
3 4 3
cos ( )
10

α+β = และ
3 4 3
cos ( )
10
+
α−β = แล้ว
จงหาค่า sin2 sin2 α β
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
169
x = sin y
1 -1
π
y
−π
O
x
1 -1
y = arcsin x
−π/2
O
π/2

(63) ถ้า tan x 2 = แล้ว จงหาค่า
sin 2x
1 cos 2x +


(64) จงหาค่า sin 4θ เมื่อ tan 1/ 3 θ = และ 0 /2 < θ < π

(65) ถ้า
5 1
cos A
4
+
= จงหา sin(A B) sin(A B) sin(2A B) sin(2A B) + − − + − − +

(66) ข้อใดต่อไปนี้ผิด
ก. cos(x y) cos(x y) 2 cos x cos y + + − =
ข.
2 2
sin(x y)sin(x y) sin x sin y + − = −
ค.
2 2
cos(x y)cos(x y) cos x sin y + − = −
ง. cos 5x cos x sin5x sin x cos 6x + =

7.6 ฟังก์ชันผกผันของตรีโกณมิติ

ฟังก์ชันตรีโกณมิติทั้งหกฟังก์ชั น (เช่น y sin x = ) สามารถหาอินเวอร์สได้โดยสลับที่
ระหว่างโดเมนและเรนจ์ตามปกติ (กลายเป็น x sin y = ) แต่อินเวอร์สที่ได้เหล่านี้ไม่เป็นฟังก์ชันเลย
เนื่องจาก x ค่าเดียว ให้ค่า y ได้หลายค่าไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากจะกําหนดอินเวอร์สให้เป็นฟังก์ชันด้วย
เราจําเป็นต้องจํากัดช่วงของเรนจ์ และเราเรียกชื่อฟังก์ชันผกผั นเหล่านี้โดยใช้คําว่า arc นําหน้า (เช่น
อินเวอร์สของ y sin x = คือ y arcsin x = ) หรือบางตําราใช้สัญลักษณ์
-1
sin x ,
-1
cos x ,
-1
tan x ,
… แทนคําว่า arc–

ความหมายของ x sin y = ต่างจาก y arcsin x = เพราะเรนจ์ไม่เท่ากัน











ช่วงของเรนจ์ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานสําหรับฟังก์ชัน arcsin, arccos, arctan จะแสดงไว้ใน
กราฟต่อไปนี้ โดยมีวงกลมหนึ่งหน่วยกํากับเพื่อช่วยในการจํา ส่วนฟังก์ชัน arccosec, arcsec,
arccot จะไม่กล่าวถึงเนื่องจากไม่นิยมใช้





Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
170
x
1 -1
y = arcsin x
−π/2
O
π/2
x
1 -1
y = arccos x
O
π
x
1 -1
y = arctan x
−π/2
O
π/2
π/2
−π/2
0 π
π/2
−π/2
0 = sin
-1
1
0 = cos
1
-1
0 = tan

−∞








arcsin
arcsin
D [ 1, 1]
R [ /2, /2]
= −
= −π π

arccos
arccos
D [ 1, 1]
R [0, ]
= −
= π

arctan
arctan
D
R ( /2, /2)
=
= −π π
R







ข้อสังเกต
ฟังก์ชัน arcsin (กับ arctan) จะอยู่ในช่วงที่ cos เป็นบวกเสมอ
ส่วนฟังก์ชัน arccos จะอยู่ในช่วงที่ sin เป็นบวกเสมอ

ความสัมพันธ์ที่มีประโยชน์ในเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติผกผัน คือ
x y
arctan x arctan y arctan
1 xy
+
+ =


ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากการใส่ฟังก์ชัน tan ทั้งสองข้างของสมการ
โดยความสัมพันธ์นี้ใช้ได้เมื่อ arctan x arctan y + ยังอยู่ในช่วง ( /2, /2) −π π

แบบฝึกหัด 7.6

(67) ให้หาค่าของ arcsin ( 3/2) และ arccos ( 1/2) −

(68) ค่าของ 2 arcsin ( 3/2) arccos (1/ 2) arccos ( 1) − + + − เป็นเท่าใด

(69) ให้หาค่าของ
2 2
cos(arcsin (cos ) )
7 7
+
π π


(70) ให้หาค่าของ
(70.1) cos (arccos (4/5) arccos (12/13)) +
(70.2) sin (arccos (3/5) arcsin ( 4/5)) + −
(70.3) cos (2 arcsin (3/5))
(70.4) [Ent’39] tan (2 arcsin ( 1/ 5)) −

(71) ให้หาค่าของ sin( 2 arctan( 2 1))
2
+ −
π

และ cos (3 /2 2 arctan x) − π

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
171
(72) ให้หาค่าของ A+2B เมื่อกําหนด tan A 1/7 = และ sin B 1/ 10 = โดยที่
0 A, B /2 < < π

(73) จงหาค่า 7 tan( / 4 A) + π เมื่อกําหนดให้ sin A 1/3 = และ /2 A < < π π

(74) กําหนดให้ tan A 1/2 = , tan B 1/5 = , tan C 1/8 = จงหาขนาด A B C + + ที่เป็นมุม
แหลม

(75) ให้แสดงว่า arccos (12/13) arcsin (16/65) arcsin (3/5) + =

(76) ให้หาค่า x จากสมการต่อไปนี้
(76.1) arccos (4/5) arcsin ( 3/5) arccos x − − =
(76.2)
2
arctan (x / 3 x) arcsin (7/25) arccos (4/5) − = +
(76.3) arctan(1/ 7) arctan(1/8) arctan(1/ 18) arccot x + + =
(76.4) arctan (2x 1) arctan (2x 1) arccos (1/ 5) + + − =
(76.5) arctan x 2 arctan 1 3 / 4 + = π
(76.6) [Ent’38] arctan (1 x) arctan (1 x) / 4 + + − = π
(76.7) arccos ( 1/2) ( /2) arcsin x − + = π

(77) หาค่าของ
arctan 3x arctan x
tan
2
+
⎛ ⎞
⎜ ⎟
⎝ ⎠
เมื่อ arctan 3x arctan x /6 − = π

(78) ถ้า
2
4 cos (arctan x) 1 0 − = และ
1/ x
e 1 < จงหา x tan(arctan(x/2)) +

7.7 เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ

สมการใดๆ ที่มีฟังก์ชันตรีโกณมิติปรากฏอยู่ จะเรียกว่า สมการตรีโกณมิติ การแก้สมการ
ตรีโกณมิตินั้นมีข้อควรระวัง ซึ่งได้กล่าวไปแล้วทั้งหมดในหัวข้อ 7.3 และหากสมการตรีโกณมิตินั้น
เป็นจริงเสมอสําหรับทุกๆ ค่า (ที่หาค่าฟังก์ชันได้) จะเรียกว่าเป็น เอกลักษณ์ของตรีโกณมิติ

เอกลักษณ์ของตรีโกณมิติที่สําคัญมีหลายชุด ได้ศึกษาผ่านมาตั้งแต่ต้นบทจนถึ งหัวข้อนี้ เช่น
2 2
sin cos 1 θ + θ = , sin cos (90 ) θ = °−θ , sin ( ) sin −θ = − θ , cos( ) cos θ± = − θ π ,
cos ( ) cos cos sin sin α+β = α β − α β , 2 cos cos cos ( ) cos ( ) α β = α+β + α−β ,
sin (2 ) 2 sin cos α = α α ฯลฯ
ซึ่งนอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์อีกมากมาย ดังจะได้ฝึกพิสูจน์เอกลักษณ์ในแบบฝึกหัดต่อไปนี้

แบบฝึกหัด 7.7

(79) ให้หาคําตอบของสมการต่อไปนี้ ภายในช่ วงที่กําหนดให้
(79.1)
1 1
4
sin x 1 sin x 1
− =
+ −
0 x 2π < <
(79.2) sin 4 sin 2 2 cos θ + θ = θ 0 2 θ π < <
(79.3) 2 sin 2 3 cot 2 3 cosec 2 0 θ + θ − θ = 0 /2 θ π < <
S --· :-·‹s-· S
·..·Œ..·.· . arc- ..s.-Œ
- :s· ¬+.·š ·-‹..· ss·.
..Œ. -·:Œs+:..-- :s·...s
...·..· .-Œ· s-..‹ s- ‹`·:‹.+
.:.¸·.s+ arc- ·.s..·
.-Œ· s-· `·Œ..·..·š ·.·-
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
172
(79.4) [Ent’31]
4 4
cos x sin x 1 − = 0 x 2π < <
(79.5) [Ent’29]
2 2
4 sin x 6 tan x 2 sec x 0 − + = 0 x /2 < < π
(79.6) 4 sin x cos x 2 2 cos x 2 sin x 2 0 + + + = 0 x 2 < < π
(79.7) sin x 3 cos x sec(x )
3
+ = +
π
0 x 2π < <
(79.8) [Ent’34]
2 2
2 sin x 1 sin x 2 2 sin x sin x + = − + + 0 x 2π < <
(79.9) [Ent’30] sin x sin2x sin 3x 0 − + = 0 x 2π < <

(80) ให้หาช่วงคําตอบของอสมการต่อไปนี้
(80.1) [Ent’38]
4 2
2 sin x 3 sin x 2 0 + − > 0 x 2π < <
(80.2) 3 sin x cos x 1 + < 0 x 2π < <

(81) [Ent’32] ให้หาคําตอบรูปทั่วไปของสมการ cos 2 sin θ = θ

(82) จงแสดงว่าเอกลักษณ์ต่อไปนี้เป็นจริง
(82.1) tan (90 A) cot A ° − =
(82.2)
2
1 cos x x
tan
1 cos x 2

=
+

(82.3)
sin x sin y x y
tan
cos x cos y 2
+ +
=
+

(82.4)
2 2 2 2
tan x sin x tan x sin x − =
(82.5)
2
A A
cos sin 1 sin A
2 2
⎛ ⎞
− = −
⎜ ⎟
⎝ ⎠


(83) ถ้า A, B, C เป็นมุมในรูปสามเหลี่ยม จงแสดงว่า
sin A sinB C
cot
cos A cos B 2
+
=
+


7.8 กฎของไซน์และกฎของโคไซน์

กฎของไซน์ และกฎของโคไซน์ เป็นความสัมพันธ์ที่ใช้กับรูปสามเหลี่ยมใดๆ ที่ทราบบาง
ส่วนประกอบ (ความยาวด้าน และขนาดมุม) เพื่อหาค่าของส่วนประกอบที่เหลือ มีประโยชน์กับ
การศึกษาเรขาคณิตวิเคราะห์ และเวกเตอร์
1. กฎของไซน์ (Law of Sine)
“อัตราส่วนของค่าไซน์ของมุมๆ หนึ่ง ต่อความยาวด้าน
ตรงข้าม จะเท่ากันทั้งสามมุม”
sin A sinB sin C
a b c
= =
โดยกฎของไซน์นี้พิสูจน์มาจาก พื้นที่สามเหลี่ยม
(
1 1 1
bc sin A ca sinB ab sin C
2 2 2
= = )

2. กฎของโคไซน์ (Law of Cosine)
“เราสามารถหาความยาวด้านที่เหลือ ได้จากความยาวด้านสองด้านและขนาดมุมตรงกลาง”
2 2 2
a b c 2bc cos A = + −
(ถ้ามุมตรงกลางนั้นเป็น A 90 = ° กฎนี้จะกลายเป็นทฤษฎีบทปีทาโกรั ส)
c
a
b
A
B
C
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
173
แบบฝึกหัด 7.8

(84) กําหนดสามเหลี่ยม ABC มีด้าน a ยาว 10 หน่วย, b ยาว 10 3 หน่วย และ c ยาว 10
หน่วย ให้หาขนาดมุมทั้งสาม

(85) ABC Δ มีด้าน a 2 5 = , b 4 5 = และ c 3 5 = ให้หาค่า sin (B/2)

(86) สามเหลี่ยมรูปหนึ่งมีอัตราส่วนความยาวด้านทั้งสามเป็น a : b : c 4 : 5 : 6 = ให้แสดงว่า
สามเหลี่ยมรูปนี้มีมุมหนึ่งขนาดเป็นสองเท่าของอีกมุมหนึ่ง

(87) ABC Δ มีมุม B 65 = ° , ด้าน a 4 = , c 8 = ให้หาความยาวด้าน b (กําหนด
cos 65 0.422 ° = )

(88) ABC Δ มีด้าน c 15 = , a 12 = และ A 27 = ° , sin A 0.454 = จงหามุม C

(89) ABC Δ มีมุม A ขนาด 45° และ a 2 2 = , b 2 3 = จงหาขนาดของมุมที่เหลือ

(90) ABC Δ มีมุม B 30 = ° และด้าน c 150 = , b 50 3 = ให้พิจารณาว่าสามเหลี่ยมนี้เป็น
สามเหลี่ยมชนิดใด

(91) ABC Δ มีมุม A 20 = ° , B 47 = ° และด้าน b 12 = หน่วย ให้หาความยาวด้าน a (กําหนด
sin20 0.342, sin 47 0.731 ° = ° = )

(92) สามเหลี่ยม ABC มีค่า (a b c)(b c a) 3bc + + + − = จงหาขนาดของมุม A

(93) [Ent’38] สามเหลี่ยม ABC มีค่า (a b c)(a b c) 3bc + + − − = − และ
2 2
4a 6b = จงหาค่า
2
1 2 sin (3A 2B) + −

(94) [Ent’25] ถ้าความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยมเป็น x, y,
2 2
x xy y + + ตามลําดับ ให้บอก
ลักษณะของสามเหลี่ยมนี้

(95) เครื่องบินขับไล่สองลําบินในแนวราบ ออกจากฐานทัพพร้อมกัน โดยทิศทางการวิ่งทํามุมกัน
38° ถ้าเครื่องบินมีความเร็ว 320 และ 380 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามลําดับ จงหาระยะทางระหว่าง
เครื่องบินสองลํานี้เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ( cos 38 0.788 ° = )

7.9 การประยุกต์หาระยะทางและความสูง

ในชีวิตจริงการวัดระยะทางหรือความสูงของสิ่งต่างๆ ไม่สามารถใช้เครื่องมือวัดโดยตรงได้
เสมอไป เราจึงใช้ความรู้เรื่องตรีโกณมิติในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากช่วยในการคํานวณ
ศัพท์ที่ใช้เรียกมุมที่เกิดจากการสังเกตนั้น คือ มุมก้ม (Angle of Depression) และ มุม
เงย (Angle of Elevation) โดยมุมก้มคือมุมที่วัดลงไปจากแนวราบ (ระดับสายตา) ส่วนมุมเงยคือ
มุมที่วัดขึ้นจากแนวราบ





Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
174
แบบฝึกหัด 7.9

(96) ชายคนหนึ่งอยู่ริมเขื่อนซึ่งสูงเหนือระดับน้ําทะเล 300 เมตร มองเห็นเรือ A กับ B อยู่ใน
ระนาบเดียวกัน เป็นมุมก้ม 33° และ 20° ตามลําดับ เรือสองลํานี้อยู่ห่างกันเท่าใด
(กําหนด sin 33 0.5446, cos 33 0.8387, sin20 0.3430, cos 20 0.9397 ° = ° = ° = ° = )

(97) หากมองจากจุด A ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของตึก จะเห็นยอดตึกเป็นมุมเงย 45° แต่หากมองจากจุด
B ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของจุด A อีก 40 เมตร จะเห็นยอดตึกเป็นมุมเงย 30° แสดงว่าความสูง
ของตึกเป็นกี่เมตร

* (98) สามเหลี่ยมมุมฉาก PQR และ PQS ซ้อนทับกันโดยมีมุม Q เป็นมุมฉากร่วมกัน และ
QR : RS 1 : 3 = ให้หาค่า
ˆ
tan SPQ เมื่อกําหนด
ˆ
SPR arctan 0.6 =
[Hint: ใช้ความสัมพันธ์ arctan x arctan y ± ]


เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1.1) 3/2 (1.2) –2
(2.1) 7/5 (2.2) 7/5 หรื อ –1
(3.1) 1 (3.2) 1/2 (4.1) 2
(4.2) 0 (5)
2
(1 a )/2 −
(6)
2
2a/(1 a ) ± − (7) 20/9
(8) 4/5, 3/5, 13.33, 10.67
(9) 8 3 ตารางหน่ วย
(10) 46 58 ' ° (11.1) 16 ซม.
(11.2) 52 /3 π ซม.
(12) 2 เรเดียน (13) 4 นิ้ว
(14) 32/ π ซม.
(15) (3 3 1)/2 − + (16) 0
(17.1) θ
(17.2) เพิ่มขึ้นจาก 1 ถึง ∞
(18) เท็จทุกข้ อ ยกเว้น (18.4) จริง
(19.1) sin − θ (19.2) 2
(20) 1/2 (21) 1
(22.1) เป็น 3 เมื่อ x /2, 3 /2 = π π
(22.2) เป็ น –3 เมื่อ x = π
(23) {0, 3/2} − (24) 10
(25) 31/20 (26) –23/17
(27) 7/13 (28) 12/5
(29) –1/3 (30.1) /6, 11 /6 π π
(30.2) / 12, 11 / 12, 13 / 12, 23 / 12 π π π π
(31) 4/5 (32) 15/17

(33) 1/2 (34) 1/2
(35) –4/3 (36) 3/2
(37) (1 3 15)/ 4 − + (38) 19
(39) /4 n ± π π
(40) [ / 4, 3 / 4] [5 / 4, 7 / 4] ∪ π π π π
(41) [3 /4, 7 /4] π π (42) 9
(43) 1+5=6 (44) ค. (45) ค.
(46) 2 จุด คือ
( / 4, 1/ 2), (5 /4, 1/ 2) − π π
(47) ( 3 1) / 2 2 + ,
( 3 1) / 2 2 − , ( 3 1) /( 3 1) − +
(48.1) 63/65, –16/65
(48.2)
4
Q (49) 5/7
(50) 1 ± (51.1) 1/2
(51.2) 1/2 (51.3) 0
(51.4) 1/2 (51.5) 0
(51.6) 1/ 2 (52.1) 0
(52.2) 0 (53.1) 3/2
(53.2) 3/2 (54.1) 3
(54.2) 1/ 3
(54.3) ( 3 B) /(1 3B) + −
(54.4) 1/2 (54.5) 2
(55.1) 0 (55.2) 0
(55.3) 0 (55.4) 3
(56)
2
1 2 sin 5 − °
(57.1) –1/4 (57.2) 1/2
(57.3) –1/8
(57.4) ( 2 1)/4 +
(57.5) 1 (58) 4 (59) –1
(60) 1 (61) 39/28
(62) 12 3/25 (63) 2
(64) 24/25 (65) sin B
(66) ง. (67) 60° , 120°
(68) 7 / 12 π (69) 0
(70.1) 33/65 (70.2) 0
(70.3) 7/25 (70.4) –4/3
(71) 1/ 2 ,
2
2x/(1 x ) − +
(72) /4 π (73) 9 4 2 −
(74) /4 π (75) ...
(76.1) 7/25 (76.2) -1, 4
(76.3) 3 (76.4) 1/2
(76.5) 1 (76.6) 2 ±
(76.7) ไม่มีคํ าตอบ (77) 1
(78) 3 3/2 −
(79.1) / 4, 3 / 4, 5 / 4, 7 / 4 π π π π
(79.2) /6, /2, 5 /6, 3 /2 π π π π
(79.3) /6 π (79.4) 0, , 2 π π
(79.5) /4 π
(79.6) 2 / 3, 5 / 4, 4 / 3, 7 / 4 π π π π
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
175
(79.7) 11 /12, 23 /12 π π
(79.8) /6, 5 /6, 3 /2 π π π
(79.9) 0, / 3, /2, , 5 / 3, 3 /2, 2 π π π π π π
(80.1) [ / 4, 3 / 4] [5 /4, 7 /4] ∪ π π π π
(80.2) (2 /3, 2 ) π π
(81) /6 2n / 3 ± π π (82,83) ...
(84) 30 , 120 , 30 ° ° ° (85) 5/8
(86) C 2A = เนื่ องจาก
2
cos C 2 cos A 1 = −

เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1.1) sin 60 sin 120 sin 240 ° + ° + °
3 3 3 3
( )
2 2 2 2
= + + − =
(1.2) cos 480 cos 360 cos 120 ° − ° + °
cos 120 cos 0 cos 120 = ° − ° + °
1 1
( ) 1 ( ) 2
2 2
= − − + − = −
(2.1)

sin cos
4 3 7
5 5 5
θ + θ
= + =



(2.2) แก้ระบบสมการ หาจุดตัดของเส้นตรง
y 2x 1 = − กับวงกลม
2 2
x y 1 + = จะได้เป็น
2 2
x (2x 1) 1 + − = →
2
5x 4x 0 x 0 − = → = หรื อ
4
5

ถ้า x 0 = ได้ y 1 = −
ถ้า
4
x
5
= ได้
3
y
5
=
sin cos 1 ∴ θ + θ = −
หรือ 7/5

(3.1)
2 2
cos 35 sin 35 1 ° + ° =
2 2
sec 70 tan 70 1 ° − ° =
และ
2 2
cosec 47 cot 47 1 − ° + ° = −
(เอกลักษณ์ ของตรีโกณฯ)
∴ ตอบ 1 1 1 1 + − =
(3.2)
2 2
2 2
sec x sec x 1
,
2 2 2 tan x 2 sec x
= =
+

2 2
cot x cosec x 1 − = − และ
2 2 2 2 2
cot x sin x sin x cos x sin x 1 + = + =
ตอบ 1/2 1 1 1 / 2 − + =
(4.1) จาก
2 2
1 1
1 sin 1 cosec
+
+ θ + θ

2 2
2 2 2
1 sin 1 sin
1
1 sin sin 1 1 sin
θ + θ
= + = =
+ θ θ + + θ

และเช่นเดียวกัน
2 2
1 1
1 cos 1 sec
+
+ θ + θ

2 2
2 2 2
1 cos 1 cos
1
1 cos cos 1 1 cos
θ + θ
= + = =
+ θ θ + + θ

∴ ตอบ 2
(4.2) ให้
2
A sin x = และ
2
B cos x =
จะได้ว่ า A B 1 + =
โจทย์ถาม
3 3 2 2
2(A B ) 3(A B ) 1 + − + +
ลองกระจาย
3 3
(A B) 1 + =
3 2 2 3
A 3A B 3AB B 1 → + + + =
3 3 2
A B 1 3AB → + = − ..... (1)
และกระจาย
2 2
(A B) 1 + =
2 2
A 2AB B 1 → + + =
2 2
A B 1 2AB → + = − ..... (2)
แทนค่าสมการ (1),(2) ลงในโจทย์ จะได้
2 2
2(1 3A B 3AB ) 3(1 2AB) 1 − − − − +
2 2
6A B 6AB 6AB = − − +
( 6AB)(A B 1) 0 = − + − = (เพราะ A B 1 + = )
(5) ยกกํ าลังสองทั้งสองข้าง
2 2 2
sin 2 sin cos cos a θ − θ θ + θ =
2
1 2 sin cos a → − θ θ =
2
1 a
sin cos
2

∴ θ θ =
(6)
1 1
cosec sec
sin cos
θ − θ = −
θ θ

2 2
cos sin a 2a
sin cos 1 a 1 a
( )
2
θ − θ ±
= = = ±
θ θ − −

หมายเหตุ
2
1 a
sin cos
2

θ θ = มาจากข้ อที่แล้ว
(87) 7.28 (88) 34.6 , 145.4 ° °
(89) 75 , 60 ° ° หรือ 15 , 120 ° °
(90) สามเหลี่ยมมุมฉาก A 90 = ° หรือ
สามเหลี่ ยมหน้าจั่ว A 30 = °
(91) 5.61 (92) 60° (93) 3
(94) สามเหลี่ยมมีมุมหนึ่งเป็นมุ มป้าน 120°
(95) 234.86 ไมล์ (96) 359.9 เมตร
(97) 20 2 (98) 1 หรื อ 4
y
x
3
5
4
θ
(4,3)
y
x
(0,-1)
(4/5,3/5)
θ
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
176
π/2 ≈ 1.57
1

sin 1
sin 1°
π/2 ≈ 1.57
1

2
1
1-π
(7) sec C cot B cosec A
5 4 20
( )( )(1)
3 3 9
= =
* ค่า cosec A ดูจาก Δ ไม่ได้
เพราะ A 90 = ° ไม่ใช่มุมแหลม
(8) จากปีทาโกรั ส
จะได้ AD 6 =
8 BC
tan A
6 10
= =
BC 13.33 ∴ =
6 10
cos A AC 16.67
10 AC
= = ∴ =
จะได้ CD 10.67 =
8 4 6 3
sin A , cos A
10 5 10 5
= = = =
(9) BC 10 , = พื้ นที่ ABC 10 3 Δ =
1
10 3 10 AD AD 2 3
2
∴ = ⋅ ⋅ → =
ˆ ˆ
ABE 120 ABD 60 = ° → = ° →
AD 2 3
tan 60 3
DB DB
° = = = →
DB 2 CD 8 = ∴ = และ
พื้นที่
1
ACD 8 2 3 8 3
2
Δ = ⋅ ⋅ = ตร.หน่วย
(10)



เทียบบัญญัติไตรยางศ์ (ประมาณค่าแบบเส้ นตรง)
ได้ว่า
0.0016 x
x 8 '
0.0020 10 '
= → =
ดังนั้ น 0.7310 คือ cos 43 2 ' ° (โดยประมาณ)
และเท่ ากับ sin θ ดังนั้น จากโค-ฟังก์ ชัน
แสดงว่า 90 43 2 ' 46 58 ' θ = ° − ° = °
(11.1)
a 2 a
a 16
r 3 24
θ = → = → = ซม.
(11.2) ต้องทํ า 130° เป็นเรเดียน แล้ วจึงคํ านวณ
a 13
130( ) a 24
180 24 18
→ = → = ⋅
π π

52
3
=
π
ซม.
(12)
8
2
4
θ = = เรเดียน
(13)
20
5 r 4
r
= → = นิ้ ว
(14) 22.5° คิ ดเป็น
8
π
เรเดียน
4 32
r
8 r
→ = → =
π
π
ซม.
(15)
3 1 1 1
[ ( ) ( 3)] [ ( 1) ( )]
2 2 2 2
− − − − ÷ + − + −
3 3 1 3 3 1
( ) ( 1)
2 2
+ +
= ÷ − = −
(16) f(2 ) f(0) cos( ) cos( )
3 3
− = − −
π π
π
cos cos 0
3 3
= − =
π π

(17.1) sin θ > θ
เพราะ θ คือความยาวส่วนโค้งบนเส้นรอบวง
แต่ sin θ คือความยาวเส้ นตรงบนแกน y
(17.2) ค่า sin θ ลดลง จาก 1 ไปสู่ 0
∴ ค่า cosec θ (ซึ่งเป็นส่วนกลับของ sin)
จะเพิ่มขึ้น จาก 1 ถึง ∞

(18.1) sin 1 sin 1 ° <
∴ ตอบ เท็ จ


(18.2) tan 2 ติดลบ
tan 1 เป็นบวก
tan 1 tan 2 ∴ >
ข้อนี้ เท็จ


(18.3) sin(1 ) sin 1 − = − π
∴ ข้อนี้ เท็จ


(18.4) sin( ) 0
6
− <
π
จริง (ควอดรั นต์ ที่ 4)
(18.5)
11
sin( ) 0
6
− <
π
เท็จ (ควอดรั นต์ ที่ 1)
(18.6)
6
sin sin
7 7
=
π π
แต่
6
cos cos
7 7
= −
π π

6
tan tan
7 7
∴ = −
π π
ข้อนี้ เท็จ
(19.1)
( sin )( tan )( cot )
sin
(cot )(tan )
− θ − θ − θ
= − θ
θ θ

(19.2)
2 2
(sin cos ) (cos sin ) θ + θ + θ − θ
(1 2 sin cos ) (1 2 sin cos ) 2 = + θ θ + − θ θ =
(20) cos 300 sin 90 tan 135 ° + ° + °
1/2 1 ( 1) 1 / 2 = + + − =
(21) ข้อนี้ใช้วงกลมหนึ่งหน่ วย ช่วยลดขนาดมุมลง
2 2 2
2 2
sin (107 ) cos (73 ) sin (37 )
1 sin (143 ) cos (37 )
° + ° °

− ° °

2 2 2
2 2
sin (73 ) cos (73 ) sin (37 )
1 sin (37 ) cos (37 )
° + ° °
= −
− ° °

5
4
3
A
C
B
B
10
A D C
8
0.7294 = cos 43°10’
0.7310 = cos ..........
0.7314 = cos 43°0’
0
.
0
0
1
6

0
.
0
0
2
0

x
10’
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
177
5
-3
-4
5
4
3
17
-15
-8
13
-12
5
2 2
2 2 2
1 sin (37 ) cos (37 )
1
cos (37 ) cos (37 ) cos (37 )
° °
= − = =
° ° °

(22.1) 2 cos 2x − มากสุ ดแสดงว่ า cos 2x น้ อย
สุด cos 2x 1 → = − (ต่ํ าสุ ดของ cos )
2 cos 2x ∴ − มากสุดเท่ ากับ 3
เมื่อ cos 2x 1 2x , 3 = − → = π π
(* อย่าลืมขยายช่วงเป็ น 0 2x 4 < < π )
3
x ,
2 2
∴ =
π π

(22.2) ต่ําสุดเป็ น 3 − เมื่อ
3
sin(2x ) 1 2x
2 2 2
− = − → − =
π π π

[* ขยายช่ วงเป็ น
7
2x ]
2 2 2
− < − <
π π π

x ∴ = π
(23) 5 3 sin 3A − มีค่ามากที่สุ ด
แสดงว่า
3 7
sin 3A 1 3A ,
2 2
= − → =
π π

[ ขยายช่ วงเป็ น 0 A 4 ] π < <
7
A ,
2 6
∴ =
π π
และจะได้
7 3
{cos A |.....} {cos , cos } {0, }
2 6 2
= = −
π π

(24) ควอดรั นต์ ที่ 1
2
5 tan 4 sec θ + θ
2
3 5
5( ) 4( )
4 4
= +
10 =

(25)
3
sin , tan Q − + →
tan cos θ − θ
3 4 31
( ) ( )
4 5 20

= − − =



(26) sin cos θ + θ
15 8 23
( ) ( )
17 17 17
= − + − = −


(27)
2
sin , cos Q + − →
sin(x ) cos(x ) − + − π π
sin x cos x = − −
5 12 7
( ) ( )
13 13 13
= − − − =

(28)
1
sec , 0 Q + < θ < → π
sin cos 4 / 5 3 / 5 12
tan csc 4 / 3 5 / 4 5
θ − θ −
= =
θ − θ −

(29)
2
sin , tan Q + − →
csc x sec x
det 2
1 cos x
⎛ ⎞ ⎡ ⎤
⎜ ⎟
⎢ ⎥
⎦ ⎣ ⎠ ⎝

2
2 (csc x cos x sec x) = −
5 4 5 1
4( ( ) ( ))
3 5 4 3
= ⋅ − − − = −
(30.1)
3 11
cos ,
2 6 6
θ = → θ =
π π

(30.2)
3
cos 2
2
θ =
11 13 23
2 , , ,
6 6 6 6
→ θ =
π π π π

(ขยายช่วง 0 2 4 < θ < π)
11 13 23
, , ,
12 12 12 12
θ =
π π π π

(31) นํา cos x คูณสองข้ าง
sin x 1 2 cos x + = ..... (1)
แต่
2 2
sin x cos x 1 + = ..... (2)
แทน sin x จาก (1) ลงใน (2)
จะได้ cos x 0 = หรือ
4
5

แต่ cos x 0 = ไม่ได้ เพราะในโจทย์มี คําว่ า tan x
กับ sec x ∴ ตอบ
4
cos x
5
=
(32) นํา sin x คูณสองข้ าง
5
1 cos x sin x
3
+ = ..... (1)
แก้สมการเช่ นเดี ยวกับข้อที่แล้ว จะได้
sin x 0 = หรื อ 15 / 17
แต่ sin x 0 = ไม่ได้ ดังนั้ น ตอบ 15 / 17
(33) 2 sin x sec x 2 sin x cos x 1 = → =
โจทย์ถาม
4 4
sin x cos x +
จึงเริ่มจากกระจาย
2 2 2 2
(sin x cos x) 1 + = →
4 2 2 4
sin x 2 sin x cos x cos x 1 + + = →
4 4 2 2
sin x cos x 1 2 sin x cos x ∴ + = −
1 1
1 2( )
4 2
= − =
(34) จาก
2 2
sin x cos x
1
1 cot x 1 tan x
− −
+ +

3 3
sin x cos x
1
sin x cos x cos x sin x
= − −
+ +

3 3
sin x cos x
1
sin x cos x
+
= −
+

2 2
1 (sin x sin x cos x cos x) = − − +
sin x cos x = → ตอบ
1
2
(จากข้อ 33)

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
178
1
3
5
(35)
1
cos sin
5
θ = − θ ..... (1)
แต่
2 2
cos sin 1 θ + θ = ..... (2)
2 2
1
( sin ) sin 1
5
∴ − θ + θ =
2
25 sin 5 sin 12 0 → θ − θ + =
(5 sin 4)(5 sin 3) 0 θ − θ + =
4
sin
5
θ = หรื อ
3
5

โจทย์กํ าหนด 0 < θ < π ดังนั้ น
4
sin
5
θ =
จาก (1) ได้
3
cos
5
θ = − ตอบ
4
tan
3
θ = −
(36) แทนค่า
2
tan θ ด้วย
2
sec 1 θ −
(เอกลักษณ์ ) จะได้
2
2(sec 1) sec 1 θ − − θ =
2
2 sec sec 3 0 → θ − θ − =
(2 sec 3)(sec 1) 0 θ − θ + =
3
sec
2
θ = หรื อ 1 − ตอบ
3
2
(ควอดรั นต์ ที่ 1)
(37) แทน
2
sin x ด้วย
2
1 cos x − (เอกลักษณ์ )
2
4(1 cos x) 11 cos x 1 0 → − + − = →
2
4 cos x 11 cos x 3 0 − − = →
(4 cos x 1)(cos x 3) 0 + − = →
1
cos x
4
= − หรื อ 3
แต่ cos x 3 = เป็นไปไม่ได้
1
cos x
4
∴ = −
โจทย์ให้ หาค่ า sin( x) cos( x) tan( x) − + − + −
sin x cos x tan x = − + −
15 1
( ) ( ) ( 15)
4 4
= − − + − −
1 3 15
4
+
= −
(หาค่ า sin x โดย
2
1 cos x − − ..ติดลบเพราะ
3
Q )
(38) จากข้ อ 37 พบว่ า
1
cos
4
θ = − →
โจทย์ถาม
2
cot ( ) sec( 3 )
2
θ + + θ − →
π
π
θ +
+ θ −
θ +
π
π
π
2
2
cos ( )
2
sec( )
sin ( )
2

2
2
sin 15 / 16
( sec ) 4 19
1 / 16 cos
θ
= + − θ = + =
θ

(39)
2
(1 sin 2x) 3 sin 2x 3 0 − + − =
2
sin 2x 3 sin 2x 2 0 → − + = →
(sin 2x 2)(sin 2x 1) 0 − − = →
sin 2x 2 = หรื อ 1 [sin 2x 2 = เป็นไปไม่ได้ ]
sin 2x 1 2x 2n
2
∴ = → = ±
π
π
x n
4
→ = ±
π
π
(40)
4 2
2 sin x 3 sin x 2 0 + − → >
2 2
(2 sin x 1)(sin x 2) 0 − + >
ซึ่งพบว่ า
2
sin x 2 + มากกว่า 0 เสมออยู่แล้ ว
ดังนั้ น
2 2
1
2 sin x 1 0 sin x
2
− → > >





ตอบ
3 5 7
[ , ] [ , ]
4 4 4 4

π π π π

(41) sin cos 0 θ + θ < คื อ y x 0 + <
ดังนั้ น จากภาพ
ตอบ
3 7
[ , ]
4 4
π π



(42)
x
A เป็ นซิงกู ลาร์เมตริกซ์
แสดงว่า
x
det(A ) 0 =
2 2
2 sin x cos x 2 2 sin x cos x 0 → − =
2 sin x cos x (1 2 sin x cos x) 0 → − =
sin x 0 → = หรื อ cos x 0 =
หรือ
1
sin x cos x
2
= → แก้สมการ
1
sin x cos x
2
= ต่อ
... พบว่ าไม่มีคําตอบ
ดังนั้ น ค่า x ในช่วง
[ 2 , 2 ] − π π มี 9 ตัวดังภาพ

(43)
3 2
x 9x 23x 15 0 − + − =
(x 1)(x 3)(x 5) 0 → − − − =
x 1 = หรื อ 3 หรือ 5
แต่ {x | cos( x) cos x} = − − U >
หรือ cos x cos x 2 cos x 0 − → > >
1 4
cos x 0 (Q , Q ) → >

พบว่า cos 1 0 , >
cos 3 0 , cos 5 0 < >
ดังนั้ นตอบ 1 5 6 + =

y+x=0
sin x 1 / 2 =
sin x 1 / 2 − =
sin x = 0
cos x = 0
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
179
(44) f(x) |cos x| cos x = + →
ถ้า
1 4
cos x 0 (Q , Q ) > จะได้ f(x) 2 cos x =
แต่ถ้า
2 3
cos x 0 (Q , Q ) < จะได้ f(x) 0 =
ดังนั้ น ข้อ ค. ถู ก
(45) พิจารณาค่ าจากกราฟ ตอบ ค. cosec x
(ถ้ามี cot x ก็ถูกเช่ นกัน)
(46) หาจุดตัดของ y sin x = และ y cos x =
โดยแก้ระบบสมการ sin x cos x =
ก็คือ tan x 1 = x
4
→ =
π
หรื อ
5
4
π

∴ ตอบ 2 จุด ได้แก่
1
( , )
4 2
π
กับ
5 1
( , )
4 2

π

(ดูภาพประกอบ)




(47) sin 75 sin(45 30 ) ° = ° + °
sin 45 cos 30 cos 45 sin 30 = ° ° + ° °
1 3 1 1 3 1
2 2 2 2 2 2
+
= ⋅ + ⋅ =
5
cos cos( )
12 4 6
= +
π π π

cos cos sin sin
4 6 4 6
= −
π π π π

1 3 1 1 3 1
2 2 2 2 2 2

= ⋅ − ⋅ =
tan tan
4 6
tan tan( )
12 4 6
1 tan tan
4 6

= − =
+
π π
π π π
π π

1
1
3 1
3
1
3 1
1
3


= =
+
+

(48) จาก
12
cot A 2.4
5
= = และ
3
A Q ∈
จะได้
5 12
sin A , cos A
13 13
= − = −
จาก
3
sin B 0.6
5
= = และ
2
B Q ∈
จะได้
4
cos B
5
= −
(48.1) cos(A B) cos A cos B sin A sin B + = −
12 4 5 3 63
( )( ) ( )( )
13 5 13 5 65
= − − − − =
sin(A B) sin A cos B cos A sin B + = +
5 4 12 3 16
( )( ) ( )( )
13 5 13 5 65
= − − + − = −
(48.2) เนื่องจาก cos(A B) + เป็นบวก และ
sin(A B) + เป็นลบ ดั งนั้ น A B + อยู่ใน
4
Q
(49)
1
sin A cos B cos A sin B
5
+ = ..... (1)
2
cos A cos B sin A sin B
5
+ = ..... (2)
โจทย์ให้
3
sin B
5
= → มีสองกรณี คือ
4
cos B
5
= − กับ
4
cos B
5
=
ถ้า
4
cos B
5
= − จะได้
(1)
4 3 1
sin A cos A
5 5 5
− + =
และ (2)
3 4 2
sin A cos A
5 5 5
− =
แก้ระบบสมการได้
11
cos A
7
= − ซึ่งเป็ นไปไม่ได้ ...
ดังนั้ น
4
cos B
5
= เท่ านั้ น
จะได้ (1)
4 3 1
sin A cos A
5 5 5
+ =
และ (2)
3 4 2
sin A cos A
5 5 5
+ =
แก้ระบบสมการได้
5
cos A
7
= ... ตอบ
(50)
5
tan A 1 tan( B) 1
4
= → − =
π

5
tan tan B
1 tan B
4
1 1
5
1 tan B
1 tan tan B
4


→ = → =
+
+
π
π

tan B 0 ∴ = → ถ้า 0 B π < <
แสดงว่า B 0 = หรื อ π ก็ได้ ...
จึงตอบ cos B 1 = หรื อ 1 −
(51.1) 2 cos 75 cos 75 ° °
cos(75 15 ) cos(75 15 ) = ° + ° + ° − °
1
cos 90 cos 60
2
= ° + ° =
(51.2) 2 sin 25 cos 5 sin 20 ° ° − °
1
(sin 30 sin 20 ) sin 20
2
= ° + ° − ° =
(51.3) 2[sin 90 sin 60 ] 2[cos 180 cos 150 ] ° + ° + ° + °
3 3
2[1 ] 2[ 1 ] 0
2 2
= + + − − =
(51.4)
1 1
[sin 150 sin 66 ] [sin 150 sin( 66 )]
2 2
°+ ° + °+ − °
sin 150 1 / 2 = ° =
หรือมองเป็นสูตร sin A cos B cos A sin B +
sin(A B) sin 150 1 / 2 = + = ° =

O π 2π
sin x
cos x
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
180
(51.5)
1 1
[cos 146 cos 10 ] [cos 34 cos 10 ] cos 10
2 2
°+ ° + °+ ° − °
1
[cos 146 cos 34 ]
2
= ° + °
1 146 34 146 34
[2 cos( ) cos( )]
2 2 2
° + ° ° − °
=
cos 90 cos 56 0 = ° ° =
หรือมองเป็น “โค-ฟังก์ชั น” ก่อน จะได้ ว่า
[sin 22 sin 12 cos 22 cos 12 ] cos 10 ° ° + ° ° − °
cos(22 12 ) cos 10 0 = ° − ° − ° =
(51.6) (cos 105 cos 35 ) cos 35 cos 15 ° + ° − ° + °
cos 105 cos 15 2 cos 60 cos 45 = ° + ° = ° °
1 1 1
2
2 2 2
= ⋅ ⋅ =
(52.1) [sin 5 sin ] [sin 5 sin 3 ] θ − θ − θ − θ
[sin 3 sin ] 0 − θ − θ =
(52.2)
1
[cos 9 cos 3 ]
2
− θ − θ
1 1
[cos 3 cos ] [cos 9 cos ] 0
2 2
− θ − θ + θ − θ =
(53.1) จาก
2
1 cos 2A
sin A
2

= จะได้ว่า
โจทย์ถาม
1
[1 cos 2A 1 cos(120 2A) 1 cos(120 2A)]
2
− + − ° + + − ° −
1
[3 cos 2A 2 cos 120 cos 2A]
2
= − − °
1 3
[3 cos 2A cos 2A]
2 2
= − + =
(53.2) เช่นเดี ยวกับข้อที่แล้ ว คื อ
จาก
2
1 cos 2A
cos A
2
+
= จะได้ว่ า
1
[1 cos 2A 1 cos(120 2A) 1 cos(120 2A)]
2
+ + + ° + + + ° −
1
[3 cos 2A 2 cos 120 cos 2A]
2
= + + °
1 3
[3 cos 2A cos 2A]
2 2
= + − =
(54.1) แปลง cos 10° เป็น sin 80° ก่ อน (โค-
ฟังก์ชั น) (หรื อแปลง sin 40° เป็ น cos 50° ก็ได้ )
จะได้
sin 80 sin 40
sin 70
° + °
°

2 sin 60 cos 20
3
sin 70
° °
= =
°

(เพราะ cos 20 sin 70 ° = ° )
(54.2)
2 cos 45 sin 30 1
tan 30
2 cos 45 cos 30 3
° °
= ° =
° °

(54.3) ตรงตามสูตร tan( ) α − β จึงได้เป็น
tan 70° → ต้องตอบในรูป tan 10 B ° =
จึงกระจายว่า tan 70 tan(60 10 ) ° = ° + °
tan 60 B 3 B
1 (tan 60 )(B) 1 3B
° + +
= =
− ° −

(54.4) จาก A B 225 + = ° จะได้
1 tan A
tan B tan(225 A)
1 tan A

= ° − =
+

โจทย์ถาม
cot A cot B
( )( )
1 cot A 1 cot B + +

(นํา tan A , tan B คู ณทั้งเศษและส่วน)
1 1
( )( )
tan A 1 tan B 1
=
+ +

แทนค่า tan B จะได้
1 tan A
1 tan A
1 1
( )( )
tan A 1
( ) 1

+
=
+
+

1 1 tan A 1
( )( )
tan A 1 1 tan A 1 tan A 2
+
= =
+ − + +

(54.5)
sin 3 cos cos 3 sin
sin cos
θ θ − θ θ
θ θ

sin 2 2 sin cos
2
sin cos sin cos
θ θ θ
= = =
θ θ θ θ

(55.1) [sin 50 sin 10 ] cos 20 ° + ° − °
2 sin 30 cos 20 cos 20 = ° ° − °
cos 20 cos 20 0 = ° − ° =
(55.2) sin 10 [cos 40 cos 20 ] ° + ° − °
sin 10 2 sin 30 sin 10 = ° − ° °
sin 10 sin 10 0 = ° − ° =
(55.3) cos 20 [cos 100 cos 140 ] ° + ° + °
cos 20 2 cos 120 cos 20 = ° + ° °
cos 20 cos 20 0 = ° − ° =
(55.4)
(cos 10 cos 50 ) (cos 20 cos 40 )
(sin 10 sin 50 ) (sin 20 sin 40 )
° + ° + ° + °
° + ° + ° + °

2 cos 30 cos 20 2 cos 30 cos 10
2 sin 30 cos 20 2 sin 30 cos 10
° ° + ° °
=
° ° + ° °

2 cos 30 (cos 20 cos 10 )
2 sin 30 (cos 20 cos 10 )
° ° + °
=
° ° + °

cot 30 3 = ° =
(56) sin 40 sin 20 2 sin 30 cos 10 ° + ° = ° °
2
cos 10 1 2 sin 5 = ° = − °
(57.1)
3
2 sin cos cos
3
5 5 5
cos cos
5 5
2 sin
5
=
π π
π π π
π

2 3
sin cos
2
5 5
2
2 sin
5
= ⋅
π π
π

sin sin 0 sin
1
5 5
4
4 sin 4 sin
5 5
− −
= = = −
π π
π
π π

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
181
(57.2)
3
cos cos
5 5
+
π π

3
2 sin cos 2 sin cos
5 5 5 5
2 sin
5
+
=
π π π π
π

2 4 2
sin sin sin
5 5 5
2 sin
5
+ −
=
π π π
π

4
sin
1
5
2
2 sin
5
= =
π
π
(เพราะ
4
sin sin
5 5
=
π π
)
(57.3)
2 4
cos cos cos
7 7 7
π π π

2 4
2 sin cos cos cos
7 7 7 7
2 sin
7
=
π π π π
π

2 2 4
sin cos cos
7 7 7
2 sin
7
=
π π π
π

4 4 8
sin cos sin
1
7 7 7
8
4 sin 8 sin
7 7
= = = −
π π π
π π

(เพราะ
8
sin sin
7 7
= −
π π
)
(57.4)
5
sin sin 2 sin cos
4 6 24 24
2 2
+
=
π π π π

1 2 1 2 1
( )
2 2 2 4
+
= + =
(57.5)
cos 10
8 sin 70 sin 50 sin 10
cos 10
°
° ° ° ⋅
°

4sin
=
70 sin 50 sin 20 cos 20
cos 10 cos 20
° ° ° °

° °

( sin 70 cos 20 ° = ° )
2 sin 50 sin 40 (cos 90 cos 10 )
1
cos 10 cos 10
° ° − ° − °
= = =
° °

(58) (tan 9 tan 81 ) (tan 27 tan 63 ) ° + ° − ° + °
(tan 9 cot 9 ) (tan 27 cot 27 ) = ° + ° − ° + °
sin 9 cos 9 sin 27 cos 27
( ) ( )
cos 9 sin 9 cos 27 sin 27
° ° ° °
= + − +
° ° ° °

2 2 2 2
sin 9 cos 9 sin 27 cos 27
sin 9 cos 9 sin 27 cos 27
° + ° ° + °
= −
° ° ° °

1 1
sin 9 cos 9 sin 27 cos 27
= −
° ° ° °

2 2 sin 54 sin 18
2( )
sin 18 sin 54 sin 54 sin 18
° − °
= − =
° ° ° °


2 cos 36 sin 18
2( ) 4
sin 54 sin 18
° °
= =
° °

(เพราะ cos 36 sin 54 ° = ° )
(59) จาก
2
4 sin A 3 cos 2B 2 + = −
2 2
4 sin A 3(1 2 sin B) 2 → + − = −
2 2
4 sin A 6 sin B 5 → − = − ..... (1)
และจาก sin 2A sec A sin B =
2 sin A cos A sec A sin B → =
2 sin A sin B → = ..... (2)
แก้ระบบสมการได้ sin B 1, 1 = −
แต่ B [0, ]
2

π
ดังนั้น B
2
=
π
เท่านั้น
และได้
1
sin A A
2 6
= → =
π

โจทย์ถาม
2
2 cos(A B) 2 cos 1
3
+ = = −
π

(60) 3 cos 2A 2 cos 2B 3 − = −
2 2
3(1 2 sin A) 2(1 2 sin B) 3 → − − − = − ....(1)
sin A 2 sin B = ..... (2)
แทน (2) ใน (1) จะได้
2 2
3 24 sin B 2 4 sin B 3 − − + = −
2
1
sin B
5
→ = → แต่ B อยู่ใน
1
Q
1
sin B
5
∴ = เท่ านั้ น และจะได้
2
cos B
5
=
2 1
sin A 2 sin B , cos A
5 5
→∴ = = =
โจทย์ถาม sin(A B) +
sin A cos B cos A sin B = +
2 2 1 1 4 1
1
5 5 5 5 5 5
= ⋅ + ⋅ = + =
(61) หาค่ า sin 3 sin 3 sin(2 ) θ → θ = θ + θ
sin 2 cos cos 2 sin = θ θ + θ θ
2
(2 sin cos ) cos (1 2 sin ) sin = θ θ θ + − θ θ
2 2
2 sin (1 sin ) (1 2 sin ) sin = θ − θ + − θ θ
3
3 sin 4 sin = θ − θ → ดั งนั้ นแก้สมการได้เป็น
3 sin sin 1 θ + θ = →
1
sin
4
θ = →
โจทย์ถามค่า
3
sec 2 cos( )
2
θ + + θ
π

2
1 1
sin sin
cos 2 1 2 sin
= + θ = + θ
θ − θ

1 1 8 1 39
2
4 7 4 28
1
16
= + = + =




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
182
(62)
3 4 3
cos cos sin sin
10

α β − α β =
..... (1) และ
3 4 3
cos cos sin sin
10
+
α β + α β = ..... (2)
(1) (2)
2
3
cos cos
10
+
→ α β =
(2) (1)
2
4 3
sin sin
10

→ α β =
sin 2 sin 2 4 sin cos sin cos ∴ α β = α α β β
3 4 3 12 3
4( )( )
10 10 25
= =
(63)
2
sin 2x 2 sin x cos x
1 cos 2x 1 2 cos x 1
=
+ + −

sin x
tan x 2
cos x
= = =
(64)
1
tan
3
θ = → แสดงว่า
1
sin
10
θ =
และ
3
cos
10
θ = (เพราะ θ อยู่ใน
1
Q )
sin 4 2 sin 2 cos 2 ∴ θ = θ θ
2
2(2 sin cos )(1 2 sin ) = θ θ − θ
1 3 2 96 24
2(2)( )( )(1 )
10 100 25 10 10
= − = =
(65) [sin(A B) sin(A B)] + − −
[sin(2A B) sin(2A B)] − + − −
2 cos A sin B 2 cos 2A sin B = −
2 sin B (cos A cos 2A) = −
2
5 1 5 1
2 sin B ( 2( ) 1)
4 4
+ +
= − +
5 1 3 5
2 sin B ( 1) sin B
4 4
+ +
= − + =
(66) ก. ถูก (ตรงตามสู ตรชุดที่ สอง)
ข.
2 sin(x y) sin(x y)
2
− + −


cos 2x cos 2y
2

=


2 2
1 2 sin x 1 2 sin y
2
− − +
=


2 2
sin x sin y = − ถูก
ค.
2 cos(x y) cos(x y)
2
+ −

cos 2x cos 2y
2
+
=
2 2
2 cos x 1 1 2 sin y
2
− + −
=
2 2
cos x sin y = − ถูก
ง. ผิด เพราะต้องได้ cos(5x x) cos 4x − =
(67)
3
arcsin( )
2 3
=
π

1 2
arccos( )
2 3
− =
π

(68)
7
2( )
3 4 12
− + + =
π π π
π
(69)
2 2
cos(arcsin(cos ) )
7 7
+
π π

2 2
cos(( ) ) cos 0
2 7 7 2
= − + = =
π π π π

(70.1) ให้
4
A arccos
5
= จะได้
4
cos A
5
=
และ
3
sin A
5
=
ให้
12
B arccos
13
= จะได้
12
cos B
13
= และ
5
sin B
13
=
[ sinของ arccos เป็นบวกเสมอ]
โจทย์ถาม cos(A B) +
cos A cos B sin A sin B = −
4 12 3 5 33
5 13 5 13 65
= ⋅ − ⋅ =
(70.2) ให้
3
A arccos
5
= และ
4
B arcsin( )
5
= −
โจทย์ถาม sin(A B) +
sin A cos B cos A sin B = +
4 3 3 4
( ) 0
5 5 5 5
= ⋅ + ⋅ − =
[ cos ของ arcsin ก็เป็นบวกเสมอเช่ นกั น]
(70.3)
2
cos(2A) 1 2 sin A = −
1 2(9/25) 7 / 25 = − =
(70.4)
2
2( 1 / 2) 2 tan A 4
tan(2A)
1 1 / 4 3 1 tan A

= = = −
− −

[หมายเหตุ
1 2
sin A , cos A
5 5
= − =
1
tan A
2
∴ = − ]
(71) ก. sin( 2A)
2
+
π

sin cos 2A cos sin 2A cos 2A
2 2
= + =
π π

2
2 cos A 1 = − → หาค่ า cos A โดยที่
tan A 2 1 = − ก่อน ...
แก้ระบบสมการ sin A ( 2 1) cos A = −
กับ
2 2
sin A cos A 1 + = ได้
2
1
cos A
4 2 2
=


∴ ตอบ
1 2 1 1
2( ) 1
4 2 2 2 2 2

− = =
− −


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
183
ข.
3
cos( 2A)
2

π

3 3
cos cos 2A sin sin 2A sin 2A
2 2
= + = −
π π

2 sin A cos A = − → หาค่ า sin A กับ cos A
โดยที่ tan A x ... = ได้เป็ น
2 2
x 1
sin A , cos A
1 x 1 x
= =
+ +

ดังนั้ น ตอบ
2
2x
1 x

+

(72)
1 1
A B arctan 2 arcsin
7 10
+ = +
แปลงเป็ น arctan เพื่อใช้สูตร ได้เป็น
1 1
arctan 2 arctan
7 3
+
1 2 / 3
arctan arctan
7 1 1 / 9
= +


1 3
arctan arctan
7 4
= +
1 / 7 3 / 4
arctan arctan 1
1 3 / 28 4
+
= = =

π

(73)
1 8
sin A cos A
3 3
= → = −
(ติดลบ เพราะ A อยู่ใน
2
Q )
1
tan A
8
→ = −
และ
tan tan A
4
7 tan( A) 7
4
1 tan tan A
4
+
+ = ⋅

π
π
π

2
1 1 / 8 8 1 7( 8 1)
7 7( )
7 1 1 / 8 8 1
− − −
= ⋅ = =
+ +

9 4 2 = −
(74)
1 1 1
A B C arctan arctan arctan
2 5 8
+ + = + +
1 / 2 1 / 5 1
arctan arctan
1 1 / 10 8
+
= +


7 1 7 / 9 1 / 8
arctan arctan arctan
9 8 1 7 / 72
+
= + =


arctan 1
4
= =
π

(75) วิธีที่1 ใส่ sin ทั้งสองข้ าง จะได้
12 16 3
sin(arccos arcsin )
13 65 5
+ =
5 63 12 16 3
13 65 13 65 5
→ ⋅ + ⋅ =
315 192 3 3 3
13 65 5 5 5
+
→ = → =

..OK..
วิธีที่ 2 ใช้ สูตร arctan จะได้
5 16 3
arctan arctan arctan
12 63 4
+ =
5 / 12 16 / 63 3
arctan arctan
5 16
4
1
12 63
+
→ =




3 3
arctan arctan
4 4
→ = ..OK..
(76) การแก้สมการในข้อนี้ ส่วนมากทํ าได้ 2 วิธี
(เช่นเดียวกับข้อที่แล้ว) คือ 1. ใส่ฟังก์ชัน sin, cos,
หรือ tan ทั้งสองข้าง กับ 2. ใช้สูตร arctan
แต่บางกรณี จะทํ าเป็น arctan ไม่ได้ คื อ เมื่อเป็ น
arccos (-) [เพราะนิ ยามไว้คนละควอดรันต์กัน]
...ในข้อ (76.1) จะแสดงไว้ ทั้งสองวิธี แต่ หลั งจากนั้น
จะเลื อกแสดงเพี ยงวิธี ที่สั้ นกว่าเพี ยงวิธีเดียวเท่ านั้ น..
(76.1) วิธี ที่ 1
4 3
cos(arccos arcsin( )) x
5 5
− − =
4 4 3 3 7
( ) x x
5 5 5 5 25
→ ⋅ + ⋅ − = → =
วิธีที่ 2
3 3
arctan arctan( ) arccos x
4 4
− − =
3 / 4 3 / 4
arctan arccos x
1 9 / 16
+
→ =


24 7
arctan arccos x x
7 25
= → =
(76.2)
2
x 7 4
x tan(arcsin arccos )
3 25 5
− = +
2
x 7 / 24 3 / 4 4
x
3 1 7 / 32 3
+
→ − = =


2
x 3x 4 0 (x 4)(x 1) 0 → − − = → − + =
x 4, 1 → = −
(76.3)
1 / 7 1 / 8 1
arctan arctan arccot x
1 1 / 56 18
+
+ =


3 1
arctan arctan arccot x
11 18
→ + =
3 / 11 1 / 18
arctan arccot x
1 1 / 66
+
→ =


1
arctan arccot x x 3
3
→ = → =
(76.4)
2
2x 1 2x 1 1
arctan arccos
1 (4x 1) 5
+ + −
=
− −

2
2x 1
arctan arccos
1 2x 5
→ =


2
2x
2
1 2x
→ =

(เพราะ
1
arccos arctan 2
5
= )
→ แก้สมการได้
1
x , 1
2
= −
ตรวจคํ าตอบแล้วพบว่า
1
x
2
= เท่านั้นที่ ใช้ได้
(76.5)
3
arctan x 2( )
4 4
+ =
π π

arctan x x 1
4
→ = → =
π


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
184
(76.6) ใส่ tan ทั้งสองข้าง
2
1 x 1 x
1
1 (1 x )
+ + −
→ =
− −

2
2
1 x 2
x
→ = → = ±
(76.7) ใส่ sin ทั้งสองข้าง
3 1 1
( )(0) ( )(1) x x
2 2 2
→ + − = → = −
แต่
1 2 7
arccos( )
2 2 3 2 6
− + = + =
π π π π

ซึ่งไม่อยู่ในช่วง arcsin (แม้ว่า
7 1
sin
6 2
= −
π

ก็ตาม ..แต่
1
arcsin( )
2 6
− = −
π
) ∴ ไม่มีคําตอบ
(77) จาก arctan 3x arctan x
6
− =
π

จะได้ว่ า
2
3x x
arctan
6 1 3x

=
+
π

2
2
2x 1
3x 2 3x 1 0
1 3x 3
→ = → − + =
+

2
1
( 3x 1) 0 x
3
→ − = → =
ดังนั้ น
arctan 3x arctan x
tan( )
2
+

arctan 3 arctan(1 / 3)
tan( )
2
+
=
/ 3 / 6
tan( ) tan 1
2 4
+
= = =
π π π

(78)
2
1
cos (arctan x)
4
=
1
cos(arctan x)
2
→ = หรื อ
1
2

x 3 → = หรื อ 3 −
แต่โจทย์กําหนด
1
x
e 1 < ดังนั้น x 3 = − เท่านั้น
3
[e 1] >

x x 3x 3 3
x tan(arctan ) x
2 2 2 2

+ = + = =
(79.1)
2
sin x 1 sin x 1
4
sin x 1
− − −
=


2
2 1
4 cos x
cos x 2

→ = → = ±


3 5 7
x , , ,
4 4 4 4
→ =
π π π π

(79.2) จาก sin 4 2 sin 2 cos 2 θ = θ θ
2
4 sin cos (1 2 sin ) = θ θ − θ จะได้ ว่า
โจทย์กลายเป็น
3
4sin cos 8sin cos 2sin cos 2cos θ θ − θ θ + θ θ = θ
3
2 cos (3 sin 4 sin 1) 0 → θ θ − θ − =
2
2 cos (2 sin 1) (sin 1) 0 → θ θ − θ + =
ดังนั้ น cos 0 θ = หรื อ
1
sin
2
θ = หรือ
sin 1 θ = − ...
5 3
, , ,
6 2 6 2
∴ θ =
π π π π

(79.3)
cos 2 3
2 sin 2 3 0
sin 2 sin 2
θ
θ + − =
θ θ

2
2 sin 2 3 cos 2 3 0 → θ + θ − =
2
2(1 cos 2 ) 3 cos 2 3 0 → − θ + θ − =
2
2 cos 2 3 cos 2 1 0 → θ − θ + =
(2 cos 2 1)(cos 2 1) 0 → θ − θ − =
cos 2 1 → θ = หรื อ 1 / 2
แต่ cos 2 1 θ = ไม่ได้ เพราะจะทํ าให้ sin 2 0 θ =
ดังนั้ น cos 2 1 / 2 θ = เท่ านั้ น
2
3 6
→ θ = → θ =
π π

(79.4)
2 2 2 2
(cos x sin x)(cos x sin x) 1 − + =
2 2
cos x sin x 1 cos 2x 1 → − = → =
2x 0, 2 , 4 x 0, , 2 → = → = π π π π
(79.5)
2
2
sin x 2
4 sin x 6 0
cos x cos x
− + =
2 2
4 sin x cos x 6 sin x cos x 2 0 → − + =
2
sin 2x 3 sin 2x 2 0 → − + =
(sin 2x 2)(sin 2x 1) 0 → − − =
sin 2x 1 → = เท่ านั้ น 2x x
2 4
∴ = → =
π π

(79.6)
(4 sin x cos x 2 sin x) (2 2 cos x 2) 0 + + + =
2 sin x (2 cos x 1) 2 (2 cos x 1) 0 → + + + =
(2 sin x 2)(2 cos x 1) 0 → + + =
ดังนั้ น
1
sin x
2
= − หรื อ
1
cos x
2
= −
2 5 4 7
x , , ,
3 4 3 4
→ =
π π π π

(79.7)
1 3
2 [ sin x cos x] sec(x )
2 2 3
+ = +
π

2 [sin x cos cos x sin ] sec(x )
3 3 3
→ + = +
π π π

2 sin(x ) sec(x )
3 3
→ + = +
π π

2 sin(x ) cos(x ) 1
3 3
→ + + =
π π

2
sin(2x ) 1
3
→ + =
π

2 5 9 11 23
2x , x ,
3 2 2 12 12
→ + = → =
π π π π π




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
185
(79.8)
2 2
2 sin x sin x 1 2 2 sin x sin x + + = +
ให้
2
2 sin x sin x A + = จะได้ว่ า
2
A 1 2 A A 2A 1 4A + = → + + =
2
A 2A 1 0 A 1 → − + = → =
2
2 sin x sin x 1 ∴ + =
(2 sin x 1)(sin x 1) 0 → − + =
1
sin x
2
→ = หรื อ 1 −
5 3
x , ,
6 6 2
→ =
π π π

(79.9) ใช้ผลที่ คิดไว้ในข้อ (61) คือ
3
sin 3x 3 sin x 4 sin x = − ดังนั้นโจทย์กลายเป็น
3
sin x 2 sin x cos x 3 sin x 4 sin x 0 − + − =
2
2 sin x (2 cos x 2 sin x) 0 → − − =
2
2 sin x (2 cos x 2(1 cos x)) 0 → − − − =
2
2 sin x ( cos x 2 cos x) 0 → − + =
2 sin x (cos x)(2 cos x 1) 0 → − =
sin x 0 → = หรื อ cos x 0 = หรือ
1
cos x
2
=
3 5
x 0, , , , , , 2
3 2 2 3
∴ =
π π π π
π π
(80.1)
2 2
(2 sin x 1)(sin x 2) 0 − + → >
2
1
sin x
2
1
sin x
2
→ > > หรื อ
1
sin x
2
− <




ตอบ
3 5 7
[ , ] [ , ]
4 4 4 4

π π π π

(80.2)
3 1 1
sin x cos x
2 2 2
+ <
1
cos sin x sin cos x
6 6 2
→ + <
π π

1
sin(x )
6 2
→ + <
π



5 13
x ( , )
6 6 6
→ + ∈
π π π
ตอบ
2
x ( , 2 )
3

π
π
(81)
2
1 2 sin sin − θ = θ
(2 sin 1)(sin 1) 0 → θ − θ + =
1
sin
2
→ θ = หรื อ 1 −
ตอบ
2
n
6 3
±
π π

เมื่อ n คือจํานวนเต็ม



(82.1) [โคฟังก์ ชัน] อาจพิสู จน์ จากสู ตร tan( ) α − β
คือ
tan 90 tan A
tan(90 A)
1 tan 90 tan A
° −
° − =
+ °

[ tan 90° = ∞ จึงต้องนํ าไปหารทั้งเศษและส่วน]
tan A
1
1 0
tan 90
cot A
1
0 tan A
tan A
tan 90


°
= = =
+
+
°

(82.2) จาก
2
cos 2A 1 2 sin A = −
2
1 cos 2A
sin A
2

→ = ..... (1)
และ
2
cos 2A 2 cos A 1 = −
2
1 cos A
cos A
2
+
→ = ..... (2)
2
(1) 1 cos 2A
; tan A
(2) 1 cos 2A

=
+

ถ้าให้
x
A
2
= จะได้
2
x 1 cos x
tan
2 1 cos x

=
+

(82.3) จาก
(1)
x y x y
sin x sin y 2 sin( ) cos( )
2 2
+ +
+ =
และ (2)
x y x y
cos x cos y 2 cos( ) cos( )
2 2
+ +
+ =
(1) sin x sin y x y
; tan( )
(2) cos x cos y 2
+ +
=
+

(82.4) จาก
2 2
1 cos x sin x − =
นํา
2
tan x คู ณสองข้าง
2 2 2 2
tan x sin x tan x sin x → − =
(82.5)
2
A A
(cos sin )
2 2

2 2
A A A A
cos 2 sin cos sin
2 2 2 2
= − +
1 sin A = −
(83) ผลจากข้อ (82.3) จะได้ ว่ า
sin A sin B A B
tan( )
cos A cos B 2
+ +
=
+

แต่ A B 180 C + = ° −
∴ จะได้เป็น
180 C C
tan( ) tan(90 )
2 2
° −
= ° −
C
cot
2
= [โคฟังก์ ชัน]
(84) ใช้กฎของ cos หามุม A ก่อน ...
2 2 2
10 (10 3) 10 2(10 3)(10) cos A = + −
3
cos A
2
→ = A 30 ∴ = °
จากนั้นอาจใช้กฎของ cos หามุม B, C
หรือจะใช้กฎของ sin ก็ได้ แต่ จากการสั งเกตพบว่ า
ABC Δ เป็นสามเหลี่ยมหน้ าจั่ ว (เพราะ a c = )
ดังนั้ น c 30 = ° ด้วย
และ B 180 30 30 120 = ° − ° − ° = °
sin x 1 / 2 =
sin x 1 / 2 − =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันตรีโกณมิติ
186
(85)
2 2 2
(4 5) (2 5) (3 5) 2(2 5)(3 5) cos B = + −
1
cos B
4
→ = − (แสดงว่ า B อยู่ ใน
2
Q )
จาก
2
B
cos B 1 2 sin
2
= −
2
B 5 B 5
sin sin
2 8 2 8
∴ = → =
(เป็นบวกเท่ านั้น เพราะ
B
2
ต้ องอยู่ ใน
1
Q )
(86) ให้ a 4x, b 5x, c 6x = = = จะได้ ว่า
2 2 2
(4x) (5x) (6x) 2(5x)(6x) cos A = + −
3
cos A
4
→ = ...
และด้วยวิธี เดียวกันได้
9 1
cos B , cos C
16 8
= =
พบว่า
2 2
3 1
2 cos A 1 2( ) 1 cos C
4 8
− = − = =
C 2A → ∴ =
(87)
2 2 2
b 4 8 2(4)(8)(0.422) 52.992 = + − =
b 7.28 → =
(88) กฎของ
sin C 0.454
sin
15 12
→ = ดังนั้ น
sin C 0.5675 C 34.6 = → ≈ ° หรื อ 145.4°
(89)
sin B sin 45 3
sin B
2 2 3 2 2
°
= → =
ดังนั้ น B 60 C 75 = ° → = °
หรือ B 120 C 15 = ° → = °
(90)
sin C sin 30 3
sin C
150 2 50 3
°
= → =
ดังนั้ น C 60 A 90 = → = ° สามเหลี่ ยมมุมฉาก
หรือ C 120 A 30 = ° → = ° สามเหลี่ยมหน้ าจั่ว
(91)
a 12
a 5.61
0.342 0.731
= → =
(92) กระจายแล้วจั ดข้ างเป็ น
2 2 2
a b c bc = + −
1
cos A A 60
2
∴ = → = °
(93) กระจายแล้วได้
2 2 2
a b c bc = + − เช่นกัน
1
cos A A 60
2
∴ = → = °
จาก
2 2
4a 6b a 3/2 b = → = →
ใช้กฎของ sin ได้ว่า
3/2 b
b
sin 60 sin B
= →
°

1
sin B B 45
2
= → = ° หรื อ 135°
แต่ 135 60 180 B 45 ° + ° > ° ∴ = ° เท่ านั้ น
2 2
1 2 sin (3A 2B) 1 2(1) 3 → + − = + =


(94)
2 2 2 2
(x xy y ) x y 2xy cos A + + = + −
จะได้
1
cos A
2
= − คื อเป็นสามเหลี่ยมมุมป้ าน
(95)
2 2
x 320 380 2(320)(380)(0.788) = + −
234.86 = ไมล์


(96)
h
tan A x h cot A
x
= → =
h
tan B y h cot B
y
= → =
y x h(cot B cot A) ∴ − = −
ดังนั้ น เรืออยู่ห่ างกัน
0.9397 0.8387
300( )
0.3430 0.5446
= −
359.9 = เมตร
(97)
h
tan 45 AC h cot 45
AC
= ° → = °
h
tan 30 BC h cot 30
BC
= ° → = °



แต่
2 2 2
AC 40 BC + =
2 2 2 2 2
h cot 45 40 h cot 30 ∴ ° + = °
2 2
40
h
cot 30 cot 45
→ =
° − °

40
20 2
3 1
= =

เมตร
(98) ให้ PQ ยาว a
และ QS ยาว 4b



จากความสัมพันธ์
ˆ ˆ ˆ
SPR RPQ SPQ + =
จะได้
b 4b
arctan 0.6 arctan arctan
a a
+ =
0.6 b / a 4b
arctan( ) arctan
1 0.6b / a a
+
→ =


ตัด arctan ออกทั้งสองข้างแล้วจั ดรูปสมการ ได้เป็น
2 2
a 5ab 4b 0 → − + =
(a 4b)(a b) 0 → − − =
a 4b → = หรื อ a b =
4b
ˆ
tan SPQ 1
a
∴ = = หรื อ 4

320
x
380
38°
B A
A B

x
y
h
B
A
h
40
45°
3
0
°

C
N
P
Q
b 3b
a
arctan 0.6
S
R
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
187




e
xp
+ log
a
r






aaa a a˜·as a·aaroa·aa·s aa
saaaaa+-ae
การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจํานวนประชากรตาม
ธรรมชาติ ปริมาณรังสี หรือเงินฝากในธนาคาร
โดยทั่วไปไม่ได้เป็นสัดส่วนแบบเส้นตรง แต่เป็นแบบ
ทวีคูณ (ยกกําลัง) ทํ าให้เราจํ าเป็ นต้องศึกษาเกี่ยวกับ
เลขยกกําลั ง รวมทั้งฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง คือ ฟังก์ชัน
เอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Function) และ
ฟังก์ชันลอการิทึม (Logarithmic Function)

8.1 ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล และกฎของเลขยกกําลัง

เลขยกกําลัง จะเขียนในรูป
n
a
เรียก a ว่าฐาน และเรียก n ว่า เลขชี้กําลัง (Exponent)
โดย
n
a ใช้แทน a คูณกันเป็นจํานวน n ตัว หรือ

นิยามให้
0
a 1 = ,
n
n
1
a
a

= (โดยที่ a 0 ≠ )
และ
1/ n
n
a a =


n
a a a a ... a
n ตัว
= ⋅ ⋅ ⋅ ⋅

Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
188
ทฤษฎีบทที่เกี่ยวกับเลขยกกําลังได้แก่


m n m n
m
m n
n
m n mn
m
m
n n
a a a
a
a
a
(a ) a
a a
+

⎧ ⋅ =



=


⎧ =




=


n n n
n n n
n n n
n
n
n
(ab) a b
(a/b) a / b
ab a b
a
a
b b
⎧ = ⋅



=



= ⋅




=





โดย n เป็นจํานวนจริงใดๆ (ไม่จําเป็นต้องเป็นจํานวนเต็ม) และกรณีกรณฑ์ n 0 ≠

หมายเหตุ
คําว่า รากที่สอง กับเครื่องหมาย กรณฑ์ (radical : • หรือ
1/ 2
• ) มีความหมายต่างกัน
“รากที่สอง ของ 16” ได้แก่ 4 และ –4
แต่ “ 16 หรือ
1/ 2
16 ” มีค่าเท่ากับ 4 อย่างเดียวเท่านั้น

การหารากที่สองของ ± M N
พิจารณา
2
( a b) (a b) 2 ab + = + + และ
2
( a b) (a b) 2 ab − = + −
ดังนั้น ถ้าเราให้ a b M + = และ 4ab N = แล้วแก้ระบบสมการหาค่า a, b ก็จะได้คําตอบ
สรุป รากที่สองของ + M N ได้แก่ ( a b) ± +
รากที่สองของ − M N ได้แก่ ( a b) ± − เมื่อ a b M + = และ 4ab N =

เช่น รากที่สองของ 6 35 − หาได้จาก a b 6 + = และ 4ab 35 =
นั่นคือ a, b 3.5, 2.5 = จึงได้คํ าตอบว่า 3.5 2.5 − และ 2.5 3.5 −

รากที่สองของ 72 40 + หาได้จาก a b 72 6 2 + = = และ 4ab 40 =
นั่นคือ a, b 5 2, 2 = จึงได้คํ าตอบว่า 5 2 2 + และ 5 2 2 − −

การแก้สมการที่มีเครื่องหมายกรณฑ์
(1) สมการที่มี ax b + บวกลบกันอยู่ หลายพจน์ ควรย้ายข้างให้จํานวนพจน์เท่าๆ กัน และ
สัมประสิทธิ์หน้า x รวมเท่าๆ กันที่สุด จากนั้นจึงยกกําลังทั้งสองข้างไปจนกว่าเครื่องหมายกรณฑ์จะ
หมดไป ... การยกกําลังเช่นนี้ มักทําให้ได้คําตอบเกิน ดังนั้นต้องตรวจคําตอบเสมอ
(2) หากสิ่งที่อยู่ในเครื่องหมายกรณฑ์นั้นยาวมาก ให้สมมติสิ่งนั้นเป็นตัวแปร A ไปก่อน แล้วทําตัว
แปรที่เหลือในสมการให้อยู่ในรูป A ทั้งหมด เพื่อให้สมการสั้นลงและคํานวณสะดวกขึ้น

• ตัวอยาง ใหหาเซตคําตอบของสมการต อไปนี้
ก. x 1 4x 9 + = +
วิธีคิด ยกกําลังสองทั้งสองขาง จะได
2 2
x 2x 1 4x 9 x 2x 8 0 + + = + → − − =
แยกตัวประกอบไดเปน (x 4)(x 2) 0 − + = ... ดังนั้ นคําตอบนาจะเปน 4, 2 −
แตเมื่อลองแทนคาแลวพบวา 4 ทํ าใหสมการเปนจริง แต 2 − ใชไม ได ... ดังนั้ นตอบ {4}
ข.
2 2
x 7 x 12 5 − + − =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
189
x
(0,1)

O
y
x
(0,1)

O
y
วิธีคิด สมมติให
2
x 7 A − = เพื่อใหมองงายขึ้น ... กลายเป น A A 5 5 + − =
ยายขางสมการใหมีจํานวนกรณฑสองฝงเทาๆ กั น คือ A 5 5 A − = −
จากนั้นยกกําลังสองทั้งสองขาง ไดเปน A 5 25 10 A A A 3 − = − + → =
ยกกําลังสองอีกครั้ง ... A 9 = ... ตรวจสอบคําตอบใน A A 5 5 + − = แลวพบวาใชได
ดังนั้น
2 2
x 7 9 x 16 x 4, 4 − = → = → = − ... จึงตอบ {4, 4} −

ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล คือฟังก์ชันเลขยกกําลัง
กําหนดรูปทั่วไปเป็น
x
f (x) a = โดยค่าของฐาน a อยู่ในช่วง (0, 1) หรือ (1, ) ∞ เท่านั้น
นํามาเขียนกราฟได้ดังนี้








x
a 1 y a , > =
x
0 a 1 y a , < < =
ฟังก์ชันเพิ่ม ฟังก์ชันลด

ข้อสังเกต
1. ค่า x เป็นอะไรก็ได้ แต่ค่า y เป็นบวกเสมอ ...
exp
D = R,
exp
R
+
= R
2. ในที่นี้กราฟผ่านจุด (0, 1) เสมอ ... เนื่องจาก
0
a 1 = ทุกๆ ค่า a ที่ไม่ใช่ศูนย์
3. จากการเลื่อนแกนทางขนาน จะได้สมการเอกซ์โพเนนเชียลเป็น
x h
y k a

− =

แบบฝึกหัด 8.1

(1) จงทําให้เป็นรูปอย่างง่าย
(1.1)
17 7
32 4

⋅ (1.4)
1
n 2n
n
n n
729 81
27 243
⎛ ⎞ +
⎜ ⎟
+ ⎝ ⎠

(1.2)
3 2 0 2
(x y z )
− − −
(1.5)
n n 1 2n 2n 1
n 2n 2 n 2n 1
4 9 3 2
9 2 4 3
+ +
+ +
⎛ ⎞
⋅ + ⋅
⎜ ⎟
⎜ ⎟
⋅ + ⋅
⎝ ⎠

(1.3)
2 1
2 1
4x 4x 1
2x x
− −
− −
⎛ ⎞ − +
⎜ ⎟
⎜ ⎟

⎝ ⎠


(2) จงทําให้เป็นรูปอย่างง่าย
(2.1)
2
3 a 75 4a
a a
5 3 3 3
⎛ ⎞
+ − +
⎜ ⎟
⎝ ⎠

(2.2)
2 4 2
2
x x 2x 1
⎛ ⎞
⎜ ⎟
⎜ ⎟
− + +
⎝ ⎠




Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
190
(3) ให้หาค่าของ
(3.1)
1 1 1 1
...
1 2 2 3 3 4 8 9
⎛ ⎞
+ + + +
⎜ ⎟
+ + + +
⎝ ⎠

(3.2)
5 2 5 2
5 2 5 2
⎛ ⎞
− +
+ ⎜ ⎟
⎜ ⎟
+ −
⎝ ⎠

(3.3)
( ) 18 320 +

(3.4)
( ) 10 84 10 84 + − −

(3.5)
2 3 5
9 2 14 12 2 35 7 2 10
⎛ ⎞
+ −
⎜ ⎟
⎜ ⎟
− − −
⎝ ⎠

(3.6)
3 2 3 2
(6 35) (6 35)
13 10
⎛ ⎞
+ − −
⎜ ⎟
⎝ ⎠


(4) ตอบคําถามต่อไปนี้
(4.1) [Ent’20] ให้หาค่าของ
2 2
x 4xy y − + เมื่อ
6 3
x
6 3
+
=

และ
6 3
y
6 3

=
+

(4.2) ให้เรียงลําดับจํานวนจากน้อยไปมาก
ก.
25 3
3 ข.
20 3
5 ค.
15 3
7 ง.
10 3
9
(4.3) ถ้า
2.44 7.17
0.56
3.9 8
×
=
×
แล้ว ให้หาค่าของ
0.0244 71.7
390 0.008
×
×


(5) ข้อความต่อไปนี้ถูกหรือผิด
(5.1) ถ้า
x
a 1 > และ 0 a 1 < < แล้ว x 0 >
(5.2) ถ้า x 0 < และ a 1 > แล้ว
x
0 a 1 < <
(5.3)
2 3
5 5 <
(5.4)
3 2
(sin 1 ) (sin 1 ) ° < °
(5.5)
2 3
(tan 46 ) (tan 46 ) ° < °

(6) ให้หาคําตอบของสมการ
(6.1) [Ent’33]
1/ 2 1/ 4
x x 6 0 − − =
(6.2) 2x 1 x 1 + = +
(6.3) [Ent’33] 2x 1 x 3 2 + − − =
(6.4) 2x 3 x 2 7x 5 − + + = −
(6.5)
2 2
x 6 x 2x 5 11 2x + − + = +
(6.6)
2 2
(x 1) 5( x 2x 2 1) + = + + −
(6.7)
2 2
x 3x 15 x 3x 6 9 + + + + + =
(6.8)
2 2
2x 6x 27 x 6x 2 x 5 − − − − − = −
(6.9)
3 3
6(5x 6) 5(6x 11) 1 + − − =



S --· :-·‹s-· S
`·Œ·-‹ x ·· `·Œ
x
2 0 =
·Œs+¸ ·.--·:s·.‹ 0 æ:‹· -. +-s ..‹.- :s·
·
0
2 1 = ··
: 2 -·· .a +-Œ.--·.·-. +`-·..‹.·+.-Œ 0 ··-.a·
æ.·..‹.‹-·.·š·.s·¬o..··.:-.`-¸ ·..‹ . ·+.-Œ 0
--··..· .-Œ-.a· -‹ y · .-Œ:Œs+.·š··.·...s·
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
191
8.2 การแก้สมการที่ เป็นเอกซ์โพเนนเชียล

(1) สมการในรูป
f(x) g(x)
a b = จะต้องแปลงฐานทั้งสองข้างให้เท่ากัน เพื่อกําจัดฐานทิ้งไป
ตามสมบัติที่ว่า
M N
a a M N = ↔ =
(2) ถ้ามีพจน์เลขยกกําลังฐานเดียวกัน บวกลบกันอยู่ เช่น
x 2x
a , a อาจสมมติเป็นตัวแปร
2
A, A เพื่อให้คํานวณสะดวกขึ้นเช่นเดิม (ฐานมักจะเป็นจํานวนเฉพาะ) แต่ถ้ามีฐานอื่นอยู่ด้วย จะใช้
ตัวแปร B อีกอันก็ได้ และเมื่อจัดกลุ่มเลขยกกําลังเป็นพวกๆ แล้ว จึงทําการคํานวณต่อไป
(3) อสมการ ใช้สมบัติของฟังก์ชันเพิ่ม/ฟังก์ชันลด ในการกําจัดฐาน คือ
M N
a a M N > ↔ > เมื่อ a 1 > (ฟังก์ชันเพิ่ม)
และ
M N
a a M N > ↔ < เมื่อ 0 a 1 < < (ฟังก์ชันลด)

• ตัวอยาง ใหหาคําตอบของสมการตอไปนี้
ก.
x 2 x
(0.1) 10
+
=
วิธีคิด สมการอยูในรูป
f(x) g(x)
a b = จึงทําฐานใหเทากั น เชน ทําเปนฐาน 0.1
จะได
x 2 x 1
(0.1) ((0.1) )
+ −
= ... ดังนั้น x 2 x 2x 2 x 1 + = − → = − → = −
ข.
x x x
8 3 4 6 2 8 0 − ⋅ − ⋅ + =
วิธีคิด สมการนี้ มีเอกซโพเนนเชียลฐาน 2 ลวนๆ ดังนั้นสมมติให
x
2 A = เพื่อใหมองงายขึ้ น
จะได
3x 2x x 3 2
2 3 2 6 2 8 0 A 3A 6A 8 0 − ⋅ − ⋅ + = → − − + =
แยกตัวประกอบไดเปน (A 4)(A 1)(A 2) 0 − − + = ... ดังนั้ น A 4, 1, 2 = −
นั่นคือ
x
2 4, 1, 2 = − ... แสดงวา x 2, 0 =
(สวนกรณี
x
2 2 = − นั้นเปนไปไมได เพราะเอกซโพเนนเชียลตองมีคาเปนบวกเสมอ)

แบบฝึกหัด 8.2

(7) ให้หาคําตอบของสมการ
(7.1)
x x 3
1 1
4 2
+
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
=
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(7.5)
x
2x 1
1
2 1
2
+ ⎛ ⎞
⋅ =
⎜ ⎟
⎝ ⎠

(7.2)
2
1 x 2x
10 100
+
= (7.6)
8 4x 3x 2
18 (54 2)
− −
=
(7.3)
2x 1 4
3 8
2 27
+ −
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
=
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(7.7)
x
(5 2 6) 3 2 + = +
(7.4)
x 1 x
4 27
1
9 8

⎛ ⎞ ⎛ ⎞
=
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠


(8) ให้หาคําตอบของสมการ
(8.1)
x 1 x 5
4 64 2
+ +
+ =
(8.2)
x 2 x 1 4x
4 2(4 ) 2
+ +
− =
(8.3)
2x 2 x
2 9 2 2 0
+
− ⋅ + =
(8.4) [Ent’29,32]
2x 1 x 1
2 9 2 1 0
+ −
− ⋅ + =
(8.5)
2x 2 x 3 x
3 3 3 3 0
+ +
− − + =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
192
O
y
x
(1,0)

O
y
x
(1,0)
(8.6)
2x 3 x
3 55 28(3 2)
+
− = −
(8.7) [Ent’31,33]
5x 3x x 5x 1
6(2 ) 11(2 ) 3(2 ) 2
+
+ − =
(8.8) [Ent’34]
2 2
1 x x 2 x x 2
3 9(3 ) 28
+ + − − + −
+ =

(9) ให้หาคําตอบของสมการ
(9.1)
x x
3(3 3 ) 10

+ = (9.3)
x x
25 4 3
12 3 4
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
+ =
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠

(9.2)
2x 2x
3(3 3 ) 10

+ = (9.4) [Ent’35]
1 x x 1
2
1 x x 6

+ =


(10) ให้หาคําตอบของสมการ
(10.1)
2x 1 x x (1/ 2) 2x 3
5 25 4 2
+ + +
− = +
(10.2)
x x (1/ 2) x (1/ 2) 2x 1
4 3 3 2
− + −
− = −
(10.3)
2x x 2x
6(3 ) 13(6 ) 6(2 ) 0 − + =
(10.4)
x x 2x
25(16 ) 40(20 ) 16(5 ) 0 − + =
(10.5) [Ent’39]
2 2
x 2x x 1 x 1
3 3 9 27 0
+ + +
− − + =

(11) ให้หาช่วงคําตอบของอสมการ
(11.1)
x 1 x 1
10 1/10
+ +
< (11.5)
x 5 2
(sin 1 ) (sin 1 )
+
° ° >
(11.2)
2
x 5
2 1/16

> (11.6)
x 5 2
(cot 1 ) (cot 1 )
+
° ° <
(11.3)
2
x 3x x 3
(0.5) (0.5)
− −
< (11.7)
x 2 5
(cos 45 ) (sin 45 )
+
° ° <
(11.4)
2
2 x x 8 x 12
1 1
2 4
+ + +
⎛ ⎞ ⎛ ⎞
<
⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
(11.8)
2
7 x 8(x 1)
a a
+ −
<

8.3 ฟังก์ชันลอการิทึ ม และกฎของลอการิทึม

ฟังก์ชันลอการิทึม เป็นอินเวอร์สของเอกซ์โพเนนเชียล เขียนได้ในรูป
a
f (x) log x =
ความสัมพันธ์ระหว่างเอกซ์โพเนนเชียลและลอการิทึมคือ
y
a
x a y log x = ↔ =
โดยค่าของฐาน a จะต้องอยู่ในช่วง (0, 1) หรือ (1, ) ∞ ซึ่งนํามาเขียนกราฟได้ดังนี้









a
a 1 y log x, > =
a
0 a 1 y log x, < < =
ฟังก์ชันเพิ่ม ฟังก์ ชันลด

ข้อสังเกต
1. ค่า x ต้องเป็นบวกเสมอ ส่วนค่า y เป็นอะไรก็ได้ ...
log
D
+
= R ,
log
R = R
2. ในที่นี้กราฟผ่านจุด (1, 0) เสมอ ... แสดงว่า
a
log 1 0 = ทุกๆ ค่า a ที่เป็นฐานได้
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
193
3. จากการเลื่อนแกนทางขนาน จะได้สมการลอการิทึมเป็น
a
y k log (x h) − = −
4.
a
log x อ่านว่า “ล็อก x ฐาน a” หรือ “ลอการิทึม x ฐาน a”

กฎของลอการิทึมได้แก่


a
a
a a a
a a a
log 1 0
log a 1
log (mn) log m log n
m
log log m log n
n
=



=

= +




⎛ ⎞
= −
⎜ ⎟

⎝ ⎠ ⎩

p
a a
a
q
a
a
log n log m
log n
c
a
c b
q
log b log b
p
m n
a n
log b 1
log b
log a log a
• =
⎧ =



=


• = =


หมายเหตุ a, b, c, m, n
+
∈ R โดยที่ a, b, c 1 ≠ และ p, q ∈ R

หากลอการิทึมมีฐานเป็น 10 เรียกว่า ลอการิทึมสามัญ (Common Logarithms) อาจละไว้
ไม่ต้องเขียนฐานกํากับ คือเขียนเพียง log x ก็ได้ นอกจากนั้น ลอการิทึมที่มีฐานเป็นค่าคงที่ทาง
วิทยาศาสตร์ e ( 2.718 ≈ ) จะเรียกว่า ลอการิทึมธรรมชาติ (Natural Logarithms หรือ Napierian
Logarithms) และใช้สัญลักษณ์ ln x แทน
e
log x

การหาค่าลอการิทึมสามัญโดยใช้ตาราง
เนื่องจากในตารางระบุเพียงค่า log 1 จนถึง log 9.99 เท่านั้น
หากต้องการหาค่า log N เราจะต้องเขียนจํานวน N เป็นรูป
n
0
N 10 × เมื่อ
0
1 N 10 < <
และใช้กฎของลอการิทึม ว่า
n
0 0
log N log (N 10 ) log N n = × = +

ตัวอย่างเช่น log 1, 150 มีค่าเท่ากับ
3
log (1.15 10 ) × หรือ log (1.15) 3 +
จากตารางพบว่ า log (1.15) 0.0607 ≈ ดังนั้น log 1, 150 3.0607 ≈

หมายเหตุ
1. หากค่า
0
N ในตารางไม่ละเอียดพอ จะต้องใช้วิธีประมาณโดยเทียบสัดส่วนระยะทาง
2. เราเรียก n (เป็นจํานวนเต็มเสมอ) ว่า แคแรกเทอริสติก (Characteristic) ของ log N
และเรียก
0
log N (มีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 เสมอ) ว่า แมนทิสซา (Mantissa) ของ log N
3. ตารางที่กําหนดให้ เป็นค่าลอการิทึมสามัญ (ฐาน 10) เท่านั้น
ถ้าต้องการหาค่ าลอการิทึมฐานอื่นๆ ต้องอาศัยกฎของลอการิทึมช่วยแปลงฐาน
นั่นคือ
a
log b log b log a = ÷ และ ln b log b log e = ÷ ( log e 0.4343 ≈ )

การหาค่าแอนติลอการิทึมโดยใช้ตาราง
จากตัวอย่างที่แล้ว เราทราบว่าค่า log ของ 1,150 เป็น 3.0607 (โดยประมาณ)
สามารถกล่าวแบบย้อนกลับได้ ว่า ค่า antilog ของ 3.0607 เป็น 1,150

ตัวอย่างเช่น ต้ องการหาค่า M ที่ทําให้ log M 3.0607 = เราต้องทํา 3.0607 ให้อยู่ในรูปผลบวก
ของแคแรกเทอริสติกกับแมนทิสซาก่อน นั่นคือ 3 0.0607 + จากนั้นเปิดตารางได้เป็น
3
log 10 log 1.15 + หรือ
3
log (1.15 10 ) × ดังนั้น M 1, 150 ≈
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
194
หมายเหตุ ต้องทําให้แมนทิสซาเป็นบวกเสมอ เช่น log M 3.0607 = − ไม่ควรทําเป็น
3 0.0607 − − แต่ต้องทําเป็น 4 0.9393 − + เพื่อให้คํานวณได้สะดวก

แบบฝึกหัด 8.3

(12) ให้หาค่าของ
(12.1)
2 5 50
log 0.01 log 0.25 log 0.04 log 0.0004 + + +
(12.2)
2 3 8 4
log cos 60 7 log tan 30 log sin 90 log sin 30 ° + ° − ° + °
(12.3)
1 1 2 8
2 8
1 1
log 8 log 2 log log
8 2
+ + +
(12.4)
15 24 80
log (20) 7 log 5log 3 log
16 25 81
⎛ ⎞ ⎛ ⎞ ⎛ ⎞
+ + +
⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠ ⎝ ⎠

(12.5)
5 2
2 2 2
log 50 log 50 log 50
+ +
(12.6)
2 2
96 12
log 24 log 192
log 2 log 2

(12.7)
2 3 4 4
log 1 log 2 log 3 log 5 ⋅ ⋅ ⋅
(12.8)
2 3 4 n 31
log 3 log 4 log 5 ... log (n 1) log 32 ⋅ ⋅ ⋅ ⋅ + ⋅
(12.9)
4 4
log (log 81) log (log 3) −
(12.10)
7
52 3 3
2 9
log
7 5 log 4 2 log 3

+ −

(13) ให้หาค่าของ
(13.1)
7
25 1 0.25log
49


(13.2)
81 9 3
( )
1
8log 5 log 4 log 5
2
81 / 9
+ + +

(13.3)
3
4096
64
log 9
log
3 2 −
(13.4)
5 8 6 2
2 2 5 4 1 log 1 log 2 log 1 log
25 64 36 4
− − − −
⋅ ⋅ ⋅
(13.5)
6 4
5 7
1/ 2
3 3
3 3
1 log 1 log
1 log log
16 36
25 49
− −
− −
⎛ ⎞

⎜ ⎟
⎜ ⎟

⎝ ⎠


(14) ให้เขียน
a b c
1 1 1
1 log bc 1 log ca 1 log ab
+ +
+ + +
เป็นรูปอย่างง่าย

(15) ตอบคําถามต่อไปนี้
(15.1) ให้หาค่า (g f)(2) เมื่อกําหนด
3
g (x) log x = และ
2
f (x) log x =
(15.2) ให้หาค่า g (2 b) เมื่อกําหนด
x
2b
g (x) log x =
(15.3) ให้หาค่า log 5 เมื่อทราบว่า
8
log 3 p = และ
3
log 5 q =
(15.4) [Ent’34] ถ้า
1 4 / 3
3
x log (9 )(27 )
− −
= และ
25 5 24
y log 2 log log
8 3 9
= − + แล้ว
ให้หาค่าของ x y +
(15.5) ถ้า
7
log (11 6 2) a − = และ
7
log (45 29 2) b + = แล้ว ให้หาค่าของ 3a 2b +
(15.6) ถ้า
a
log x 1 = ,
b
log x 1/10 = ,
c
log x 1/ 100 = ,
d
log x 1/ 1000 = แล้ว ให้หาค่า
ของ
abcd
log x
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
195
(15.7) ถ้า
b b
b
log (log a)
p
log a
= เมื่อ a, b 1 > แล้ว ให้หาค่าของ
p
a
(15.8) [Ent’33] ถ้า
2 2
2 log a 3 log b 4 − = และ
2 2
3 log a 4 log b 6 − = แล้ว ให้หาค่า
ของ
( )
1/ 2
2b
2a
a log b +
(15.9) ถ้า
a a a
log (x m) log x log m − = − แล้วให้หาค่าของ
2 2 3
x m x m − +

(16) ให้หาโดเมนและเรนจ์ของฟังก์ชันต่อไปนี้
(16.1)
6
y log (2 x) = − (16.4)
2
x 3 y log − =
(16.2)
1/ 3
y log ( x) = − (16.5)
2
5
y log (3x 2) = − −
(16.3) log x y =

(17) ให้หาแมนทิสซาและแคแรกเทอริสติกของค่าต่อไปนี้
(17.1) log 257 (17.3) 3.3010
(17.2) log 0.024 (17.4) 2.3010 −

(18) จํานวน
15
875 มีกี่หลัก เมื่อกําหนดให้ log 8.75 0.9420 =
[Hint : ถ้า haracteristic antissa log N c m = + จะได้ว่า N นั้นมีจํานวน c+1 หลัก]

8.4 การแก้สมการที่ เป็นลอการิทึม

(1) สมการเรื่องลอการิทึม มักจะแก้ปัญหาโดยใช้กฎของลอการิทึม เช่น การทําให้ฐาน
เท่ากันเพื่อกําจัด log ทิ้งไป ตามสมบัติที่ว่า
a a
log M log N M N = ↔ =
(2) ถ้ามีพจน์คล้ายกันปรากฏอยู่ อาจสมมติเป็นตัวแปร A เพื่อให้คํานวณสะดวกขึ้น
(3) เมื่อได้คําตอบแล้ว ต้องตรวจสอบว่าใช้ได้หรือไม่ (เช่น ภายใน log ต้องเป็นบวกเสมอ)
(4) อสมการ ใช้สมบัติของฟังก์ชันเพิ่ม/ฟังก์ชันลด ในการกําจัดฐาน คือ
a a
log M log N M N > ↔ > เมื่อ a 1 > (ฟังก์ชันเพิ่ม)
และ
a a
log M log N M N > ↔ < เมื่อ 0 a 1 < < (ฟังก์ชันลด)

• ตัวอยาง ใหหาคําตอบของสมการตอไปนี้
ก.
2 2
log (2x 1) log (x 3) 2 − + + =
วิธีคิด ใช สมบัติ ของ log เปลี่ยนผลบวกกลายเป น log ผลคู ณ ...
2
log [(2x 1)(x 3)] 2 − + =
ยายฐาน 2 ของ log ทางซาย ไปยกกําลังทางขวา จะได (2x 1)(x 3) 4 − + =
กระจายพหุนามและแยกตัวประกอบ ...
2
2x 5x 7 0 (2x 7)(x 1) 0 + − = → + − =
นั่นคือ x 3.5, 1 = − ... แต x 3.5 = − ไมได เพราะจะทําใหภายใน log เปนลบ
ดังนั้นตอบ x 1 = เทานั้น
ข.
9 x
2 log x log 9 3 + =
วิธีคิด ให
9
log x A = เพื่ อใหมองงายขึ้น สมการจะกลายเป น
1
2A 3
A
+ =
นํา A คูณทั้งสมการ แลวจัดรูปได ดังนี้ ...
2 2
2A 1 3A 2A 3A 1 0 + = → − + =
แยกตัวประกอบ (2A 1)(A 1) 0 − − = ดังนั้ น A 1/2, 2 =
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
196
เนื่องจาก
9
log x 1/2, 1 = ... จึงไดคําตอบเป น
1/ 2 1
x 9 , 9 = นั่นคือ x 3, 9 =
(หมายเหตุ ขอนี้ x อยูใน log และยังเปนฐานของ log ดวย จึงตองระวังเงื่อนไขเปนพิเศษ
คือ x หามติดลบ, หามเปน 0, และหามเปน 1)

แบบฝึกหัด 8.4

(19) ให้หาคําตอบของสมการ
(19.1)
log 8
x 8 10 + =
(19.2)
log (2/ 3)
x 2/3 =
(19.3)
3 log x
3
x 10, 000 =
(19.4) [Ent’38]
3
x log 2 x
9 3 1
+
− = −
(19.5)
2
7
4 3 2
log (x 2x)
log log log 7 0
+
=
(19.6) [Ent’33]
1 1 1
2
3 2 6
1
log log log 0
x x 4
=
− +

(19.7)
2
x 4 x 4
log (x 1) log (5 x)
+ +
− = −

(20) ให้หาคําตอบของสมการ
(20.1) [Ent’32]
2
log (2x 5) log (x 1) log (x x 3) − + + = − +
(20.2)
2
log (2x 1) log (x 1) 2 log x 1 − + + = +
(20.3)
2
3
log 2 log (4 5x 6x ) 3 log 2x 1 + − − = −
(20.4)
2 2 2 2
2 2
x log (x 2x 6) 2x log (x 2x 6) x 2x + − − + − = −
(20.5)
2 2
8 2 16
3log ( x 1 x) log ( x 1 x) log (4x 1) 0.5 + + + + − = + −

(21) ให้หาคําตอบของสมการ
(21.1)
2 2
(log x) log x =
(21.2) log x log x =
(21.3) [Ent’25]
2 x
log x 4 log 2 5 + =
(21.4)
3 x
5 7
log x log 3
2 2
+ =

(22) ให้หาคําตอบของ
(22.1) สมการ
2(x 7) x 7
3 6(3 ) 8 0
+ +
− + =
(22.2) ระบบสมการ
x y
5 4

= และ
2 y 2 x
5 4
+ −
=

(23) ให้หาช่วงคําตอบของอสมการ
(23.1)
2
3 x x
(x ) (x) < (23.4)
a 5
log 5 log a >
(23.2) [Ent’34]
2
x ln2 x
e 2 < (23.5)
100
log x 1 log x 15 < − +
(23.3)
x 2 x 2
log (2x 3) log (24 6x)
− −
− > − (23.6)
4 2
x 1
log (x 8x 2x 1) 4

− − + >


Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
197
เฉลยแบบฝึกหัด (คําตอบ)

(1.1) 2 (1.2)
6 4
x y
(1.3) 2 x − (1.4) 27
(1.5) 11/7 (2.1)
2
3a /5
(2.2) –2 (3.1) 2
(3.2) 14/3 (3.3) 10 8 +
(3.4) 2 3 (3.5) 2 5
(3.6) 1 (4.1) 30
(4.2) ง-ก-ค-ข (4.3) 0.56
(5) ถูกทุ กข้ อ ยกเว้น (5.1) ผิ ด
(6.1) 81 (6.2) 0, 4
(6.3) 4, 12 (6.4) 2, 5/2
(6.5) 1 (6.6) 1, 1 15 − − ±
(6.7) –5, 2 (6.8) 9
(6.9) 6, 161/30 −
(7.1) 3 (7.2) 2 3 ±
(7.3) 11/2, –13/2 (7.4) 3
(7.5) ไม่มีคํ าตอบ (7.6) 22/17
(7.7) 1/2 (8.1) 2
(8.2) 3/2 (8.3) –2, 1
(8.4) –2, 1 (8.5) –2, 1
(8.6) –3, 0 (8.7) –1
(8.8) –3, 2 (9.1) –1, 1
(9.2) –1/2, 1/2 (9.3) –1, 1
(9.4) 4/13, 9/13 (10.1) 1/2
(10.2) 3/2 (10.3) –1, 1
(10.4) 1 (10.5) 1/2, 2 ±


เฉลยแบบฝึกหัด (วิธีคิ ด)

(1.1)
5 7 2 17 35 34
(2 ) (2 ) 2 2
− −
⋅ = =
(1.2)
6 4 0 6 4
x y z x y =
(1.3) นํา
2
x คูณทั้งเศษและส่ วน
2 2
4 4x x (2 x)
2 x
2 x 2 x
− + −
= = −
− −

(1.4)
1 1
6n 8n 6n 2n
n n
3n 5n 3n 2n
3 3 3 (1 3 )
( ) [ ]
3 3 3 (1 3 )
+ +
=
+ +

1
3n 3
n
(3 ) 3 27 = = =
(1.5)
n n
n n
4 9 (9 2) 11
4 9 (4 3) 7
⋅ +
=
⋅ +

(2.1)
2 2
3 1 75 4
a ( )
5 3 3 3
+ − +
2 2
3 1 5 3 4
a ( )
5 3 3 3
= + − +
2
2 2 2 2
3 1 5 4 3 3a
a ( ) a ( )
5 5 5 3 3 3
= + − + = =
(2.2)
2 2
2 2 2
2 2
x |x 1|
x (x 1)
=
− +
− +

ซึ่ง
2
x 1 + เป็นบวกเสมอ ถอดค่ าสัมบู รณ์ได้เลย
2 2
2 2
2
1 x (x 1)
→ = = −
− − +

(11.1) ( , 1] −∞ −
(11.2) [ 1, 1] − − R
(11.3) [1, 3] − R
(11.4) [ 4, 4] − − R
(11.5) ( , 3) −∞ − (11.6) ( , 3) −∞ −
(11.7) [ 7, 3] − − R (11.8) (3, 5)
เมื่อ a 1 > และ [3, 5] − R เมื่อ
0 a 1 < < (12.1) –8
(12.2) –5 (12.3) –20/3
(12.4) 1 (12.5) 4 /(1 log 5) +
(12.6) 3 (12.7) 0 (12.8) 5
(12.9) 1 (12.10) 19
(13.1) 49/5 (13.2)
4 12
2 5 ⋅
(13.3) 3 2 − (13.4) 144
(13.5) 4.8 (14) 1 (15.1) 0
(15.2) 2b (15.3) 3pq /(1 3pq) +
(15.4) log 3 − (15.5) 6
(15.6) 1/1111 (15.7)
b
log a
(15.8) 4 (15.9) 0
(16.1) ( , 2) −∞ กับ R
(16.2)

R กับ R
(16.3)
+
R กับ [0, ) ∞
(16.4) {3} − R กับ R
(16.5) [ 2/ 3, 2/ 3] − − R กับ R
(17.1) แมนทิ สซา log 2.57
แคแรกเทอริสติก 2
(17.2) แมนทิสซา log 2.4
แคแรกเทอริสติก –2
(17.3) แมนทิ สซา 0.3010
แคแรกเทอริสติก 3
(17.4) แมนทิสซา 0.6990
แคแรกเทอริสติก –3
(18) 45 (19.1) 0
(19.2) 10 (19.3)
2/ 3
10
±

(19.4) 0 (19.5) –4, 2
(19.6) –1, 2 (19.7) 2
(20.1) 4 (20.2) 1
(20.3) –3/2 (20.4) –4, 2
(20.5) 3/4 (21.1) 1, 100
(21.2)
4
1, 10 (21.3) 2, 16
(21.4)
5/ 2
3, 3
(22.1)
3 3
2 log 2 7, log 2 7 − −
(22.2) x 4 log2 /(1 log2) = +
y 2(log2 1) /(1 log2) = − +
(23.1) [1, 3]
+
− R
(23.2) (0, 1)
(23.3) (2, 3) (27/8, 4) ∪
(23.4) (0, 1/5) (1, 5) ∪
(23.5) (0, 5)
(23.6) (1, 2) (3, ) ∪ ∞
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
198
x
1

O
y
(3.1) พิจารณา
1 1 2 1 2
1 1 2 1 2
− −
⋅ =
− + −

และ
1 2 3 2 3
...
1 2 3 2 3
− −
⋅ =
− + −
ฯลฯ
จะได้ว่ าโจทย์กลายเป็ น
1 2 2 3 3 4 8 9
( ... )
1 1 1 1
− − − −
+ + + +
− − − −

1 9
2
1

= =


(3.2)
2 2
( 5 2) ( 5 2)
( 5 2)( 5 2)
− + +
+ −

7 2 10 7 2 10 14
3 3
− + +
= =
(3.3) 18 2 80 + → บวกกั นได้ 18 และคู ณกั น
ได้ 80 คือ 10 กับ 8
ดังนั้ นตอบ 10 8 +
(3.4) 10 2 21 10 2 21 + − −
( 7 3) ( 7 3) 2 3 = + − − =
(3.5)
2 3 5
7 5 5 2 7 2
+ −
− − −

( 7 5) ( 5 2) ( 7 2) 2 5 = + + + − + =
(3.6) ใช้สูตร
3 3 2 2
A B (A B)(A AB B ) − = − + +
โดยมอง A 6 35 3.5 2.5 = + = +
และ B 6 35 3.5 2.5 = − = −
จะได้โจทย์กลายเป็น
(2 2.5)(6 35 3.5 2.5 6 35)
13 10
+ + − + −

(2 2.5)(13)
1
13 10
= =
(4.1)
2 2 2
x 4xy y (x y) 2xy − + = − − →
หาค่า
2 2
( 6 3) ( 6 3)
x y
6 3
+ − −
− =


9 2 18 9 2 18
4 2
6 3
+ − +
= = →


หาค่า
2
xy 1 (4 2) 2(1) 30 = → ∴ − =
(4.2) ก.
5 5 3 5 3
(3 ) 243 =
ข.
4 5 3 5 3
(5 ) 625 =
ค.
3 5 3 5 3
(7 ) 343 =
ง.
2 5 3 5 3
(9 ) 81 = ∴ ง < ก < ค < ข
(4.3) จาก
2.44 7.17
0.56
3.9 8
×
=
×

จะได้ว่ า
2
2 3
2.44 (10 ) 7.17 (10)
3.9 (10 ) 8 (10 )


× × ×
× × ×

2 1 2 3
0.56 (10 ) 0.56
− + − +
= × =

(5.1)
x 0
a a > แต่ 0 a 1 < < (ฟังก์ชันลด)
ดังนั้ น x 0 < ข้ อนี้ผิ ด
(5.2) ถูก
x
a 1, x 0 0 a 1 > < → < <
อาจดู จากกราฟ
ในกรณีฟังก์ชันเพิ่ม
ซีกซ้ ายของแกน y


(5.3) 5 มากกว่า 1 → ฟังก์ชั นเพิ่ม
2 3 → < ถูก
(5.4) sin 1° น้ อยกว่ า 1 → ฟังก์ชั นลด
3 2 → > ถูก
(5.5) tan 46° มากกว่า 1 → ฟังก์ชั นเพิ่ม
2 3 → < ถูก
(6.1) ให้
1
4
x A = จะได้
2
A A 6 0 − − =
(A 3)(A 2) 0 A 3 → − + = → = หรื อ 2 −
จึงสรุปว่ า
1
4
x 3 = เท่ านั้ น (รากที่ สี่จะติดลบไม่ได้)
4
x 3 81 → = =
(6.2) ยกกําลังสอง 2x 1 x 2 x 1 → + = + +
x 2 x → = → ยกกํ าลังสองอี กครั้ง
2
x 4x x(x 4) 0 → = → − =
x 0 → = หรื อ 4 ใช้ได้ ทั้งสองคําตอบ
( ∗ เมื่อมีการยกกํ าลัง ต้องตรวจคํ าตอบทุ กครั้ ง ∗ )
(6.3) 2x 1 2 x 3 + = + − → ยกกําลั งสอง
2x 1 4 4 x 3 x 3 → + = + − + −
x 4 x 3 → = − → ยกกําลังสองอี กครั้ง
2 2
x 16(x 3) x 16x 48 0 → = − → − + =
(x 12)(x 4) 0 x 12 → − − = → = หรื อ 4
(ตรวจคําตอบแล้ วพบว่ าใช้ได้ทั้ งสองคํ าตอบ)
(6.4) ยกกําลังสอง
2x 3 2 (2x 3)(x 2) x 2 7x 5 → − + − + + + = −
2
2x x 6 2x 2 → + − = − ยกกําลังสองอี กครั้ง
2 2
2x x 6 4x 8x 4 → + − = − +
2
2x 9x 10 0 (2x 5)(x 2) 0 → − + = → − − =
x 5 / 2 → = หรื อ 2 (ใช้ได้ ทั้งสองคําตอบ)
(6.5)
2 2
x 2x 11 6 x 2x 5 0 − − + − + =
ให้
2
x 2x 5 A − + = จะได้
2
(A 16) 6A 0 (A 8)(A 2) 0 − + = → + − =
A 8 → = − หรื อ 2 แต่ รู้ทไม่ มีทางติดลบ ดั งนั้น
2
x 2x 5 2 − + = เท่ านั้ น → ยกกํ าลังสอง
2 2
x 2x 5 4 (x 1) 0 x 1 → − + = → − = → =
(ตรวจคําตอบแล้ วใช้ได้)
Math E-Book Release 2.2.04 (คณิต มงคลพิทักษสุข)

คณิตศาสตร O-NET / A-NET ฟงกชันเอกซโพเนนเชียลและลอการิทึม
199
(6.6)
2 2
x 2x 1 5 x 2x 2 5 + + = + + −
ให้
2
x 2x 2 A + + = จะได้
2 2
A 1 5A 5 A 5A 4 0 − = − → − + =
(A 4)(A 1) 0 A 4 → − − = → = หรื อ 1
ถ้า A 4 = จะได้ว่ า
2
x 2x 2 4 + + =
2
x 2x 2 16 x 1 15 → + + = → = − ±
แต่ถ้า A 1 = จะได้ว่ า
2
x 2x 2 1 + + =
2
x 2x 2 1 x 1 → + + = → = −
∴ ตอบ 1, 1 15 − − ±
(6.7) ให้
2
x 3x 15 A + + =